advertisement

ชิงนาง ตอนที่ 3

บทประพันธ์ โอฬาร์กร จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 โดย อโณมา
21 ก.ย. 2555 10:52

เมฆาเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของวงเดือนแล้ว เกรงน้องชายจะหลุดปากอะไรออกมาอีก รีบไล่ให้กลับไปกินยาจะได้ไม่ป่วยขึ้นมาอีก อรุณจำต้องถอยไปตั้งหลัก ไม่เหลืออาการฮึดฮัดให้เห็น

“นี่มันอะไรกันคะ...พูดเรื่องอะไรกัน” วงเดือนมองหน้าเมฆาอย่างรอคำตอบ

“เธอไม่ต้องรู้ไปหมดทุกเรื่องหรอก...แค่รู้ให้ทันคนอื่นบ้าง...ก็พอ” เมฆาพูดจบตามน้องชายออกไป วงเดือนรู้สึกสับสนไปหมด ภาพในอดีตผุดขึ้นมาในสมองของเธอ คืนนั้น ที่เมฆาช่วยดึงเธอให้พ้นจากถูกรถชนจนล้มไปด้วยกัน ริมฝีปากของเธอกับของเขาสัมผัสกันโดยไม่ตั้งใจ รวมทั้งเรื่องที่เขาคาดคั้นให้เธอบอกมาว่ารู้สึกอย่างไรกับเขา

“คุณภูผา...เดือนรักคุณคนเดียว...คนเดียวเท่านั้น” เธอร้องไห้อย่างอัดอั้น

ooooooo

ภูผาสะดุ้งตื่น เหมือนได้ยินเสียงร้องไห้ของหญิงคนรัก มองไปรอบๆถึงได้รู้ว่าตัวเองแค่ฝันไป นายสว่างกับดอยเข้ามาพอดี โล่งใจที่เจ้านายปลอดภัย นายสว่างสั่งให้ดอยรีบไปยกข้าวยกน้ำมาให้เจ้านาย แล้วถามภูผาว่าเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อคืนฉุกละหุกหาหมอรักษาคนไม่ทัน เขาเลยพาหมอรักษาม้ามาดูอาการเบื้องต้นให้แทน เห็นว่าไม่มีอะไรแตกหัก แต่ถ้าเจ้านายจะเข้าไปให้หมอในเมืองดูอีกทีก็ได้ ภูผาหัวเราะขมขื่นกับสภาพของตัวเอง

“ดีนะที่หนูนามันไปเจอเข้า ไม่อย่างนั้นคุณได้นอนตากน้ำค้างทั้งคืนแน่ ไม่ได้ตายเพราะตกม้า แต่จะตายเพราะปอดบวมแทน...พูดไปแล้วอยากจะเขกหัวหนูนามันจริงๆ แทนที่มันจะไปตามพวกผู้ชายให้มาแบกคุณ มันดันแบกคุณมาเองซะงั้น ตัวคุณก็ออกเบ้อเร่อ ไม่รู้มันทำเข้าไปได้ยังไง สงสัยมันจะตกใจเอามากน่ะครับ”

“แล้วตอนนี้หนูนาอยู่ไหน” พอภูผารู้ว่าเธออยู่ที่คอกม้า รีบไปหาเพื่อจะขอบใจเธอที่ช่วยชีวิตไว้ เห็นเธอกำลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ไอ้หมอก ม้าที่เขาขี่เมื่อคืนเธอเหลือบเห็นเขาเดินเข้ามาทำเป็นไม่สนใจ เขาร้องทักขึ้นก่อน

“มันบาดเจ็บหรือเปล่า”

“ไม่...ไอ้หมอกมันขี้โมโห ถ้าไม่อยากวิ่ง ใครมาบังคับก็ต้องโดนดีทั้งนั้น” หนูนาลูบหัวไอ้หมอกด้วยความรัก

“ดื้อเหมือนคนเลี้ยง” ภูผาว่ากระทบ หนูนาปรายตา มองเขางอนๆ ถ้าไม่ได้มาขอบใจ ก็เชิญกลับไปได้เลยและอีกอย่างคนอย่างเขาคงขอบใจใครไม่เป็น ขาดคำ เขาขอบใจเธอที่ช่วยเขาเมื่อคืน หญิงสาวคาดไม่ถึงจะได้ยินคำพูดคำนี้จากคนเย็นชาไร้หัวใจอย่างเขา ภูผาอ้าปากจะขอบใจอีกรอบ แต่เธอชิงพูดขึ้นก่อน

“พอเลย...ไม่ต้องพูดซ้ำได้ยินแล้ว ก็แค่ช่วยคนขี่ม้าไม่เอาไหน ช่วยแล้วก็แล้วกันไม่ได้สนใจอะไรหรอก” เธอเดินกระแทกไหล่เขาออกไป เขาถอนใจ หนักใจ รู้เท่าทันว่าเธอคิดอย่างไรกับตนเอง...

ในขณะเดียวกัน ที่ท่าเรือแสนสมุทร หลังจากงานช่วงเช้าที่วุ่นวายผ่านพ้นไป พฤกษ์นอนเอนหลัง หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า ลูกน้องคนสนิทมาเห็นเข้า ทักว่าทำไมเจ้านายไม่กลับไปพักผ่อนที่บ้าน เขาอ้างว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องออกเรืออีก นอนที่นี่สะดวกกว่า พอเห็นลูกน้องอ้าปากจะถามบางอย่าง รีบตัดบท

“ไปๆๆอย่าถามมากไม่งั้นโดนเตะแน่” แล้วเงื้อเท้า ลูกน้องวิ่งจู๊ด พฤกษ์นึกถึงสิ่งที่พูดกับคุณย่าเมื่อคืน

“ไม่ต้องไล่เดือนหรอกครับ ไม่รักก็ขอให้สงสารเธอบ้าง...ถ้ามีคนต้องไป ผมไปเอง” เขาถอนใจหนักใจ...

หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อคืน ศรีเรือนต้องการให้อนุตดูแลอรุณด้วยตัวเอง ไม่อยากให้วงเดือนมาวุ่นวายอีก ศรีดาราไม่เข้าใจ ในเมื่อวงเดือนดูแลอรุณมาตั้งนานแล้วและยังทำหน้าที่ได้ดี ทำไมคุณแม่จะมาเปลี่ยนใจเอาตอนนี้ ศรีเรือนเสียงเขียวขึ้นมาทันที ที่ต้องเปลี่ยนเพราะนังนั่นโตเป็นสาวแล้ว เธอเคยเตือนอนุตแล้วว่าไม่ให้รับมาเลี้ยง เพราะนังเด็กนั่นมีแต่จะนำความวิบัติมาให้ครอบครัวเรา

“คุณแม่เลิกอคติต่อเดือนเถอะครับ เด็กคนนี้ผมเลี้ยงมากับมือ สอนมากับมือ จะมีผิดบ้างพลาดบ้างแต่รับรองว่าไม่มีชั่วแน่นอน” อนุตพยายามใจเย็นที่สุด แต่ศรีเรือนไม่ใจเย็นด้วย โวยวายว่าภูผาต้องไปจากที่นี่ก็เพราะนังเด็กนั่น แบบนี้ยังไม่เรียกว่าชั่วอีกหรือ ต้องให้คำทำนายเป็นจริงเสียก่อน เขาถึงจะเชื่อใช่ไหม

“เลิกเชื่อเรื่องงมงายได้แล้วครับคุณแม่ ผมฟังมาเป็นสิบปีแล้ว ผมเบื่อที่จะฟัง” อนุตชักจะมีอารมณ์ขึ้นมาบ้าง ขืนอยู่ต่อไปต้องทะเลาะกับแม่แน่ๆ ขยับจะไป ศรีเรือนตวาดลั่น เธอเองก็อยากให้เป็นแค่เรื่องงมงาย แต่ถ้าชะตากรรมเปลี่ยนกันไม่ได้ เธอจะฝืนเอาไว้ให้นานที่สุด

อนุตไม่อยากต่อปากต่อคำด้วยเดินออกจากห้อง แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นวงเดือนยืนน้ำตาคลอถือถาดใส่ยาของอรุณอยู่ในมือ เขารู้ทันทีว่าเธอได้ยินทุกคำพูด ถึงกับทำหน้าไม่ถูก ได้แต่บอกให้เธอทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปเท่าที่จะทำได้ แล้วดึงถาดใส่ยาไปจากมือเธอ ตรงไปยังห้องของอรุณ เธอรู้สึกเคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก...

ขณะที่วงเดือนต้องเผชิญกับวิบากกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ โฉมไฉไลยังคงตามตื๊อเมฆาไม่เลิก คราวนี้บุกไปถึง รพ.ที่เขาทำงานอยู่ พยายามยั่วยวนสุดฤทธิ์ แต่เขาไม่เล่นด้วย เชิญเธอออกไปจากห้องตรวจโรค เธอถือคติด้านได้อายอด จะให้กราบเท้าอ้อนวอนให้เขาหายโกรธเธอก็ยอม เมฆารำคาญ จัดแจงเก็บข้าวของจะกลับ

“เพราะนังนั่นใช่ไหม คุณคบหากับมันอยู่ใช่ไหม... มันก็แค่คนใช้ในบ้าน คุณจะใฝ่ต่ำไปยุ่งกับมันทำไม”

“ฟังนะ...ถึงผมจะกลับไปรักคุณไม่ได้ แต่ผมก็ไม่ได้อยากจะเกลียดคุณ...อย่าทำให้ผมต้องเกลียด” พูดจบเขาลุกออกไปทันที เธอสั่นไปทั้งตัวด้วยความโกรธ พาลอาฆาตแค้นวงเดือน

ooooooo

ภูผาไม่รอช้าลงมือปรับปรุงไร่ชา กำจัดวัชพืชแล้วนำไปใช้ทำปุ๋ยหมัก คนงานแยกกันทำงานเป็นส่วนๆ บ้างพรวนดิน บ้างก็ตัดแต่งกิ่งต้นชา ภูผาไม่ได้ชี้นิ้วสั่งการแต่ลงมือช่วยทำทุกอย่าง ทำให้หนูนาประทับใจในตัวเขามาก

หลังจากทำงานกันอย่างเหน็ดเหนื่อย ภูผา นาย สว่าง และหนูนาเข้ามานั่งพักใต้ร่มไม้ หนูนาเห็นภูผาเหงื่อท่วมตัวนั่งดื่มน้ำเงียบๆ เหม่อลอยไม่พูดไม่จา อดปากเสียไม่ได้ เหน็บว่าแค่นี้คิดจะถอยแล้วหรือ

“คนอย่างฉันเดินหน้าแล้วไม่เคยถอย...ไม่รู้จะถอยกลับไปหาอะไร” เขาหันมาเห็นนายสว่างกับหนูนาจ้องมองอยู่ รีบขอตัวไปดูไร่ด้านโน้น แล้วขึ้นม้าควบออกไป หวังจะหลบสายตาสองลุงหลาน แต่แล้วเกิดเหตุการณ์ ไม่คาดคิด ทันทีที่ภูผาควบม้ามาถึงมุมลับตาคน มีเสียงปืนดังก้องไปทั้งภูเขา ทั้งคนทั้งม้าล้มกลิ้ง เสียงปืนทำให้นายสว่างกับหนูนาใจคอไม่ดี รีบโดดขึ้นรถ ขับไปยังทิศทาง ที่เจ้านายของพวกตนไป...

ครู่ต่อมา นายสว่างกับหนูนาขับรถมาถึงที่เกิดเหตุ เห็นภูผานอนนิ่งอยู่กับพื้นรีบเข้าไปตรวจดูตามร่างกายถึงกับถอนใจโล่งอกไปเปลาะหนึ่งที่ไม่พบบาดแผลถูกยิง หนูนารีบกวาดตามองไปอีกด้านหนึ่ง พบร่างของไอ้หมอกนอนจมกองเลือดอยู่ รีบวิ่งไปดูม้าคู่ใจ

“ไอ้หมอก...แกตายไม่ได้นะ...ฟื้นสิ” หญิงสาวร้องไห้โฮ พยายามเขย่าตัวม้าหวังให้ฟื้นแต่มันนอนนิ่ง...

เหมือนมีลางสังหรณ์ อยู่ๆวงเดือนก็ใจหายวูบมือไม้อ่อน ถาดใส่อุปกรณ์ทำแผลในมือตกพื้น เมฆารีบเข้าไปช่วยเก็บ ทั้งคู่เอื้อมไปหยิบอุปกรณ์ชิ้นเดียวกันทำให้มือของทั้งสองคนสัมผัสกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เธอรีบชักมือกลับ แต่เขายื้อไว้ มองสบตาอย่างลึกซึ้ง เธอกระชากมือออกทำให้คีบในมือเธอบาดมือเขาถึงกับร้องโอ๊ย

เธอรีบหยิบสำลีมาเช็ดทำความสะอาดแผลให้ โดยมีเขาคอยส่งสายตาให้ตลอดเวลา เธอไม่กล้าสบตาด้วยก้มหน้าก้มตาทำแผลจนเสร็จ ขณะเธอจะเอาอุปกรณ์ไปเก็บ มีชายคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในคลินิก

“คุณหมอๆ....เกิดเรื่องใหญ่แล้ว...คุณหมอไปกับผมเร็ว” เขาดึงแขนเมฆาออกไป หมอหนุ่มหันมาเรียกวงเดือนให้ตามไปด้วย เธอรู้งานคว้ากระเป๋าใส่อุปกรณ์สำหรับตรวจรักษาแล้วรีบวิ่งตาม...

ไม่นานนัก ชายคนนั้นพาเมฆากับวงเดือนมายังเรือซึ่งจอดซ่อมอยู่ที่ท่าเรือ ทั้งคู่แหวกพวกลูกเรือที่มุงดูร่างของใครคนหนึ่งเข้าไป ต้องตกใจที่เห็นพฤกษ์นอนร้องโอดโอยไหล่ข้างหนึ่งโชกไปด้วยเลือด หนึ่งในลูกเรือรายงานว่าพฤกษ์ลงไปซ่อมเรือเอง เลยโดนใบพัดฟาดเข้าอย่างจัง เขาห้ามเลือดไว้แล้ว แต่ไม่รู้จะแน่นพอหรือเปล่า

พฤกษ์ใกล้หมดสติเต็มที่ แต่พอเห็นหน้าวงเดือนถึงกับเพ้อเรียกหา จากนั้นก็หมดสติไป เมฆาเห็นภาพนั้นถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งให้ลูกเรือไปเอาน้ำเดือดกับไฟมาให้ หันไปสั่งวงเดือนเตรียมผ่าตัดฉุกเฉิน

ใช้เวลาพอสมควรกว่าการผ่าตัดเย็บแผลให้พฤกษ์จะเรียบร้อย คนไข้หลับไปด้วยความเพลียจากการเสียเลือดและฤทธิ์ยา ขณะวงเดือนกำลังเก็บเครื่องมือแพทย์ เมฆากุลีกุจอเข้ามาช่วย เธอร้องห้ามนี่ไม่ใช่งานของหมอเขาท้วงว่าไม่ได้ทำให้ในฐานะหมอ แล้วมองสบตาเธออย่างลึกซึ้ง เธอรู้ว่าเขามีใจให้ พูดบ่ายเบี่ยงไปอีกทางหนึ่ง

“เดือนลืมไปว่าคนไข้เป็นพี่ชายคุณหมอ”

“ฉันไม่ได้หมายถึงฉันกับพี่พฤกษ์...แต่หมายถึงฉัน...กับเธอ”

หญิงสาวเหลือบตามอง เห็นเขาส่งสายตาเป็นนัยๆมาให้ รีบเดินเลี่ยงไปอีกทาง เมฆารู้แก่ใจดีว่าเธอไม่มีใจให้ แต่ยังไม่ยอมหมดหวัง แม้ตอนนี้เธอจะไม่รัก แต่ในอนาคตใครจะไปรู้

ooooooo

ขณะหนูนายืนร้องไห้ดูศพม้าคู่ใจกำลังมอดไหม้อยู่ในกองไฟที่คนงานกำลังช่วยกันเอาเศษไม้มาสุม นายสว่างตามเข้ามาสมทบ ดอยเป็นห่วงเจ้านายถามว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ได้ความว่าไม่เป็นอะไรมากแค่หัวกระแทกหินตอนตกม้าก็เลยสลบไป เด็กน้อยยกมือไหว้ท่วมหัว

“คุณพระคุ้มครอง...ตกลงนี่คนหรือแมวเนี่ย เหมือนมี 9 ชีวิต”

นายสว่างตีปากเธอผัวะ “ใช่เวลาเล่นไหมไอ้ดอย...นี่ยังโชคดีนะที่มันยิงพลาดเป้า ไอ้หมอกก็เลยรับเคราะห์แทนไป ไม่งั้นงานนี้ได้เผาศพคนแทนศพม้าแน่”

หนูนามั่นใจ ถ้าเป็นจริงอย่างที่ลุงสว่างว่า คนที่ปองร้าย คุณภูผาต้องเป็นเหนือฟ้าแน่นอน แล้วคว้าปืนยาวจะไปแก้แค้นแทนเจ้านายกับไอ้หมอก นายสว่างขวางไว้ คนงานเห็นท่าไม่ดีเข้ามาช่วยกันห้าม เธอยิงปืนขึ้นฟ้าขู่ถึงกับวงแตก หนีกันกระเจิง นายสว่างไม่ยอมแพ้เข้าไปยื้อยุดปืนไว้ เธอสะบัดมือออกไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาห้ามทั้งนั้น แล้วขยับจะไปที่รถ ภูผามาขัดจังหวะเสียก่อน ทีแรกเธอฮึดฮัดจะไปแก้แค้นให้ได้ เขาต้องขู่

“ฉันในฐานะเจ้าของไร่นี้ สั่งห้ามทุกคนยุ่งเรื่องครั้งนี้ ใครขัดคำสั่ง ก็ออกไปจากไร่นี้ได้เลย รวมถึงเธอด้วย”

ท่าทางเอาจริงของเจ้านายทำให้หนูนาไม่กล้าหือ ยอมคืนปืนให้เขาก่อนจะก้าวฉับๆออกไป ทุกคนพากันถอนใจโล่งอก ดอยถึงกับยกนิ้วหัวแม่โป้งให้ภูผาที่เล่นงานลูกพี่ของเธอจ๋อยไปเลย...

ในขณะเดียวกัน เหนือฟ้าโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่พวกสมุนทำงานพลาด แล้วหันไปเล่นงานวันชัยที่รับปากเขาดิบดีว่าจะเด็ดหัวภูผามาให้ แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้ วันชัยรับรองครั้งหน้าไม่พลาดแน่นอน คู่ปรับของพ่อเลี้ยงจะต้องระเห็จไปจากที่นี่

“เมื่อไหร่?” เหนือฟ้าเสียงเข้ม

“อีกไม่นาน...พ่อเลี้ยงไม่เชื่อมือพี่แล้วหรือครับ” วันชัยตวัดสายตามองเขาแบบข่มอยู่ในที...

หลังจากกินมื้อค่ำแล้ว ภูผาออกมานั่งพักสายตาอยู่บนระเบียงบ้านไร่ หนูนายกกาน้ำชามาให้เห็นเขานอนหลับตากอดอกแน่นด้วยความหนาว  วางถาดใส่น้ำชาลง แล้วถอดเสื้อกันหนาวของตัวเองจะห่มให้ แต่ต้องชะงักเมื่อมีเสียงของเขาดังขึ้นทั้งๆที่หลับตาอยู่

“อย่า...อย่าให้หัวใจเธอกับฉัน...เพราะฉันไม่มีให้คืน”

หญิงสาวถึงกับหน้าชา ลุกพรวดวิ่งหนี เขาค่อยๆลืมตาขึ้นมองตาม แม้จะสงสารแต่ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ด้านหนูนาวิ่งมาหลบมุมร้องไห้ทั้งโกรธทั้งอายที่เขาไม่มีใจให้...

ระหว่างที่ภูผาพยายามกันตัวเองออกห่างหนูนาให้มากที่สุด วงเดือนแวะมาทำแผลให้พฤกษ์ที่เรือซึ่งจัดให้เป็นห้องพักฟื้นชั่วคราว แผลของเขาอักเสบจนทำให้เป็นไข้ตัวร้อนจัด เธอประคองให้เขาลุกขึ้นจะได้กินยา ความใกล้ชิดประกอบกับพิษไข้ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาเลือนลางดึงเธอเข้ามากอดด้วยความรัก

“คุณพฤกษ์...ปล่อยเดือนเถอะค่ะ...คุณพฤกษ์” วงเดือนพยายามดันตัวออก

เขาได้สติ ขอโทษที่ทำกิริยาไม่เหมาะ เธอรีบตัดบท เตือนให้กินยาก่อน เดี๋ยวจะได้ทำแผล เขารับยามากินมองเธอด้วยความรักท่วมใจ ขณะเธอกำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้

“เดือน...ภูผาส่งข่าวมาบ้างหรือเปล่า”

วงเดือนหยุดกึก ส่ายหน้าก่อนน้ำตาเริ่มร่วง เขาใช้มือประคองใบหน้าเธอไว้เช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน แล้วขยับเข้าหาอย่างอดใจไม่ได้ เธอรีบเอามือดันตัวเขาไว้ พฤกษ์รู้สึกตัวรีบปล่อยมือ หญิงสาวก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของ แล้วขอตัวกลับออกไปทันที

ooooooo

อนุตให้ชอุ่มไปตามตัวพฤกษ์กลับบ้าน แต่เขาไม่กลับ ฝากเธอไปเรียนท่านด้วยว่าเขากลับไม่ได้ และห้ามเธอบอกเรื่องที่เขาได้รับบาดเจ็บเด็ดขาด ชอุ่มจำต้องกลับไปโกหกอนุตตามที่เขาสั่ง อนุตอดถามไม่ได้ ทำไมพฤกษ์ถึงกลับบ้านไม่ได้ ชอุ่มไม่ทราบเหมือนกัน คุณพฤกษ์สั่งให้มาเรียนคุณท่านแค่นี้ แล้วขอตัวไปทำงานต่อ

“หมู่นี้บ้านเรามันเป็นอะไร คนนั้นโผล่  คนนี้หายไม่เคยอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาสักที” อนุตสีหน้าเป็นกังวล

“คนอยู่ใกล้ได้เห็นหน้าก็หมดห่วง  แต่คนอยู่ไกลนี่สิคะ ไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง” ศรีดาราคิดถึงภูผามาก ไม่รู้ป่านนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไร เดินน้ำตาร่วงออกไป อนุตถอนใจหันไปมองรูปถ่ายของครอบครัว เห็นรูปของภูผา อดเป็นห่วงลูกไม่ได้เช่นกัน วงเดือนแอบฟังอยู่อีกมุมหนึ่ง สีหน้าเป็นกังวลไม่แพ้เขา...

ในที่สุด ไร่ชาของภูผาก็ปรับปรุงจนแล้วเสร็จ เจ้าของไร่ยืนมองต้นชาที่เริ่มแตกยอดอ่อนอย่างภาคภูมิใจ หนูนาแนะให้ตั้งชื่อไร่ ยิ่งเราปลูกต้นชาจะได้ใช้ชื่อไร่เป็นยี่ห้อใบชาไปในตัว เพราะฉะนั้นเขาต้องคิดให้ดีๆ

“เอาชื่อที่คุณชอบ ชื่อที่คุณอยากได้ยินบ่อยๆก็ได้ อย่างชื่อตระกูล หรือว่าชื่อแฟน” เธอยิ้มเจ้าเล่ห์

ภูผาถึงกับอึ้งที่ถูกแทงใจดำ ตัดใจบอกว่าไร่นี้ไม่มีชื่อ แล้วเดินหนี หญิงสาวเจ็บใจที่แผนหลอกถามชื่อแฟนพังไม่เป็นท่า รีบเดินตาม เห็นเขาหนีไปอยู่อีกมุมหนึ่งของไร่ จะเข้าไปหาแต่ต้องชะงัก เมื่อได้ยินเสียงเขาดังขึ้น

“เดือน...ไกลขนาดนี้แล้วทำไมฉันต้องคิดถึงเธอ... บ้าเอ๊ย...ฉันมันเลวเกินกว่าที่เธอจะรักได้งั้นหรือ ไอ้สารเลว ไอ้ภูผา แกมันสารเลว” เขาชกต้นไม้ด้วยความเจ็บช้ำใจ หนูนาตกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยชื่อผู้หญิงคนนั้น...

ตกค่ำ ภูผาอนุญาตให้ทุกคนได้ฉลองกัน หลังจากทำงานเหน็ดเหนื่อยกันมาหลายวัน ฉิ่งฉาบ กลองถูกนำมาบรรเลงอย่างสนุกสนาน งานเลี้ยงจัดขึ้นง่ายๆ มีไก่ย่างกับอาหารพื้นบ้านทางเหนือ ภูผาลงมือติดไฟย่างไก่ให้พวกคนงานกินด้วยตัวเอง หนูนาเห็นเขาขะมักเขม้นหยิบถ่านใส่เตาไฟเข้ามาแซวว่าทำเป็นหรือเปล่า

“นี่ยัยหนูน้อย...ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยเห็นเด็กที่ไหนพูดมากเท่าเธอเลย” ภูผาแดกดัน

“ฉันไม่ใช่เด็กนะ แล้วต่อไปนี้ก็อย่ามาเรียกฉันว่าหนูน้อยอีก ฉันชื่อหนูนา...เข้าใจไหม” เธอค้อนขวับ เขาไม่สนใจใช้มือปาดเหงื่อที่หน้า สีดำจากถ่ายเปื้อนเป็นคราบ หนูนาเห็นเข้าหยิบผ้าส่งให้ แต่ไม่ได้บอกอะไร เขามองงงๆส่งผ้าให้ทำไม เธอรำคาญจัดการเช็ด รอยดำที่แก้มให้ ภูผาชะงัก

พลันภาพในอดีตที่วงเดือนเคยเช็ดหน้าให้เขาแบบนี้เช่นกัน ผุดขึ้นในความคิดคำนึงของเขา ด้วยความรักและความคิดถึงที่อัดแน่นอยู่ในอก ทำให้เขาเคลิ้มไป เห็นหนูนาซึ่งอยู่ตรงหน้าเป็นวงเดือน ค่อยๆโน้มตัวจะเข้าไปจูบ หนูนามองภูผาที่ยื่นหน้าใกล้เข้ามาด้วยใจระทึกคิดว่าเขาเริ่มมีใจให้ แต่พอเขาเพ้อเรียกชื่อ “เดือน” ออก มา เธอโกรธจัด ยกไก่ย่างขึ้นมาขวางไว้ภูผาสะดุ้งตื่นจาก ภวังค์ เห็นตัวเองจูบไก่ย่างอยู่ โวยลั่นนี่มันเรื่องอะไรกัน

“คุณน่ะสิเป็นบ้าอะไร...ฉันชื่อหนูนาย่ะ ไม่ใช่เดือน...แฟนเหรอ...เดือนน่ะ”

“ไม่ใช่เรื่องของเธอ...ทำไมเธอชอบฉันเหรอ”

เธออายที่เขารู้ทัน รีบกลบเกลื่อนว่าเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะชอบเขา แล้วลุกขึ้นจะเดินหนี เขายอกย้อนว่าดีแล้วที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เธอโกรธจัดหันกลับมาจ้องหน้าเขาเขม็ง ก่อนจะปล่อยหมัดตรงเข้าใส่จนหน้าหงาย

“คิดว่าแน่นักหรือ...ถ้าแน่จริงทำไมถึงโดนทิ้งมาล่ะ...กระจอก” ด่าจบเธอวิ่งหนี เขารีบเดินตามไม่สนใจนายสว่างที่เข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ครู่ต่อมา ภูผาตามหนูนาจนเจอเห็นมานั่งหลบมุมอยู่ เดินมาถามว่ารู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น เธอสะดุ้งโหยงรีบเช็ดน้ำตาไม่ยอมหันมามอง เขาเดินอ้อมมายืนข้างหน้า เห็นเธอตาแดงๆถามด้วยความเป็นห่วงว่าร้องไห้ทำไม เธอผลักเขาออกสุดแรง

“จะมาสนใจฉันทำไม...ไปรักษาตัวเองให้หายก่อนเถอะ...เจ็บมาไม่ใช่หรือ”

“ฟังให้ดี อย่ามาสนใจฉันเพราะฉันไม่มีหัวใจไว้รักใครอีกแล้ว” เขาพูดจบเดินจากไป เธอตามไปดักหน้า

“ฉันไม่เชื่อ...คนไม่มีหัวใจก็ต้องตายไปแล้วสิ คุณมีหัวใจแต่คุณซ่อนมันไว้ต่างหาก คอยดูนะ ฉันจะหามันให้เจอให้ได้...คอยดู” เธอทุบที่อกด้านซ้ายของเขาก่อนจะวิ่งหนี ทิ้งให้เขายืนอึ้งอยู่คนเดียว

ooooooo

ในเวลาไล่เลี่ยกัน วงเดือนกำลังขี่จักรยานกลับบ้าน หลังจากปิดคลินิกเรียบร้อย โฉมไฉไลขับรถแล่นสวนมา เห็นศัตรูคู่แค้นอยู่เบื้องหน้า เร่งเครื่องเข้าหาทำท่าจะชน แล้วหักพวงมาลัยหลบได้อย่างเฉียดฉิว วงเดือนตกใจรถจักรยานเสียหลักทั้งคนทั้งรถล้มไปด้วยกัน ยัยตัวแสบถลาลงจากรถ กระชากเธอขึ้นมาตะคอกใส่หน้า

“เลิกอ่อยเมฆาได้แล้ว ถ้าแกไม่อยากตาย” พูดจบ โฉมไฉไลตบซ้ายตบขวา ก่อนจะกลับไปขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งวงเดือนให้ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวอยู่ตรงนั้น ครู่ต่อมา เธอกลับถึงห้องพักเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ เดินไปส่องกระจกเงาลูบใบหน้าตัวเองที่เพิ่งถูกตบเมื่อครู่ นึกถึงคำพูดของโฉมไฉไลที่ขู่ให้เลิกอ่อยเมฆา

“ฉันไม่เคยคิดอะไรกับคุณเมฆา” เธอพึมพำเบาๆ ทันใดนั้น ภาพในอดีตผ่านเข้ามาในสมองของเธอ

วันนั้น เมฆาจูงมือเธอไปที่สนามหน้าบ้านแสนสมุทร เห็นพฤกษ์ ภูผา และอรุณยืนรออยู่ก่อนแล้ว สี่หนุ่มพี่น้องชวนเธอถ่ายรูปหมู่ด้วยกัน เมฆาวิ่งไปประจำที่กล้องถ่ายรูป ขณะที่อรุณลากเธอไปยืนหน้ากล้อง ภูผามองสบตาเธอแล้วเข้าไปยืนใกล้ๆ ส่วนพฤกษ์ตามมายืนซ้อนหลังอรุณอีกที

เมฆาคอยกำกับให้ทุกคนยืนชิดๆกันจะได้ไม่ตกเฟรม ภูผารีบเบียดเข้าไปชิดวงเดือนใช้นิ้วก้อยตัวเองเกี่ยวนิ้วก้อยของเธอไว้ แล้วลอบสบตากันซึ้งๆ เมฆาปรับโฟกัสเสร็จรีบวิ่งมายืนด้านหลังระหว่างเธอกับภูผา แล้วสั่งให้ทุกคนยิ้ม พอเขานับถึงสาม เสียงชัตเตอร์ก็ดังขึ้นพร้อมกับไฟสว่างวาบจากแฟลช

วงเดือนตื่นจากภวังค์เดินไปหยิบรูปถ่ายรูปนั้น ซึ่งใส่กรอบอย่างดีตั้งไว้บนโต๊ะหัวเตียงขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ใช้นิ้วก้อยลูบไปที่ภาพของภูผาด้วยความรักและความคิดถึงจับใจ ก่อนจะวางไว้อย่างเดิม...

ที่บ้านไร่ของภูผา ขณะงานเลี้ยงฉลองกำลังดำเนินไปอย่างสนุกสนาน ดอยหยุดร้องเพลงทันทีที่เห็นเปลวไฟกำลังไหม้ไร่ชาและลามไปติดกระท่อมหลังใหญ่ท้ายไร่ เสียงเอะอะดังไปทั่วโดยไม่ได้นัดหมาย ทุกคนพากันไปรวมตัวที่ลำธารกลางไร่ ถังใส่น้ำถังแล้วถังเล่าถูกลำเลียงไปดับไฟ ทั้งภูผาและหนูนาช่วยดับไฟอย่างขยันขันแข็ง อยู่ๆเกิดลมพัดแรง โหมเปลวไฟวูบเข้ามา ภูผารีบเอาตัวบังไฟให้เธอ ทั้งคู่อยู่ใกล้กันมาก ตาต่อตาประสานกัน...

ในขณะที่เกิดเรื่องร้ายกับภูผา เหมือนมีลางบอกเหตุส่งมาถึงวงเดือน ซึ่งอยู่ห่างกันลิบลับ อยู่ๆ รูปหมู่ที่เธอถ่ายกับสี่หนุ่มตระกูลแสนสุนทร หล่นลงจากโต๊ะ วงเดือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จเปิดประตูห้องเข้ามาเห็น แปลกใจรูปหล่นลงมาได้อย่างไร รีบหยิบขึ้นมาดู เห็นกระจกร้าวเป็นทางยาวระหว่างภาพของเธอกับภูผาพอดิบพอดี เธอแตะรอยร้าวนั้นอย่างใจคอไม่ดี...

กว่าไฟจะดับ ความเสียหายกินบริเวณกว้างลึกเข้าไปด้านในไร่ชาเหลือเพียงด้านหน้าที่ไม่เสียหาย ภูผามั่นใจต้องเป็นฝีมือพวกเหนือฟ้าแน่ๆ นายสว่างเกรงว่าเจ้านายจะไม่ปลอดภัย แนะให้ไปจากที่นี่ หนูนาหันขวับมองภูผาอย่างลุ้นๆ เขายืนยันจะสู้ต่อและจะไม่ไปไหนทั้งนั้น นายสว่างยังไม่ทันจะอ้าปากค้าน เขาชิงพูดขึ้นก่อน

“ผมจะทำไร่ต่อไป ใครอยากจะลุยต่อกับผม...พรุ่งนี้เจอกัน”

เสียงคนงานเฮลั่น ชื่นชมหัวใจนักสู้ของเจ้านาย หนูนายิ้มพอใจ นายสว่างอดเป็นกังวลไม่ได้ แล้วเรื่องพ่อเลี้ยงเหนือฟ้า เจ้านายจะทำอย่างไรต่อไป ภูผาเสียงเข้มขึ้นทันที ในเมื่อเหนือฟ้าทำอะไรเขาไม่ได้ ถือว่ามันโชคร้าย แล้วมุ่งหน้ากลับที่พัก พอเดินผ่านหน้าหนูนา เขาตบไหล่เธอเบาๆ

“สบายใจได้...ฉันไม่ไปไหนหรอก” เขายิ้มให้ก่อนจะเดินต่อ หนูนาอายที่ถูกจับได้ เสไปมองทางอื่น

ooooooo

ตั้งแต่รู้ว่าศรีเรือนไม่ต้องการให้ยุ่งเกี่ยวกับอรุณอีก วงเดือนจึงทำได้แค่จัดยามาให้ เห็นเขายังนอนหลับค่อยๆ วางถาดยาอย่างเบามือ อรุณหายใจฟืดฟาดและ ไอออกมาทั้งๆ ที่ตายังหลับ เธอเป็นห่วงจะตรวจชีพจรให้ แต่ต้องชะงักเมื่อนึกถึงคำพูดของอนุตที่ให้เธอทำหน้าที่ของเธอต่อไปเท่าที่จะทำได้ เธอจึงชักมือกลับ แล้วออกจากห้องไปเงียบๆ อรุณลืมตามองตาม

“เธอไม่สนใจฉันแล้วจริงๆ...เดือน” เขาพึมพำด้วยความน้อยใจ...

ขณะที่อรุณกำลังเข้าใจวงเดือนผิดๆ ภูผาชวนนายสว่างบุกไร่ของเหนือฟ้าต้องการเจรจาให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย สมุนที่เฝ้าหน้าไร่พยายามขวาง แต่สู้ไม่ได้ ทำให้ภูผาเข้าถึงตัวเหนือฟ้าได้ไม่ยาก

“ฉันมาที่นี่เพื่อทำไร่ ไม่ได้มาเพื่อมีปัญหากับใคร... ถ้าไม่คิดจะเป็นมิตรก็ต่างคนต่างอยู่” ภูผาเสียงเข้ม

“ต่างคนต่างอยู่นะไม่ยาก แต่แกกำลังยุ่งกับหนูนา ผู้หญิงของฉัน”

“ถามผู้หญิงหรือยังว่าอยากเป็นผู้หญิงของนายหรือเปล่า” ภูผาจ้องหน้าอริอย่างเอาเรื่อง เหนือฟ้าเจ็บใจจะเข้าไปเล่นงาน แต่ต้องหยุดกึกเมื่อเห็นภูผาชักปืนเล็งใส่ สมุนของเหนือฟ้าไม่ยอมน้อยหน้าชักปืนเล็งเขากลับเป็นจังหวะเดียวกับนายสว่างก็ชักปืนขึ้นมาเล็งพวกสมุนเช่นกัน ภูผาท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว

“เอาสิ...พวกมันยิง ฉันยิง...ดูสิว่ากระสุนของฉันกับสมุนนายใครจะไวกว่ากัน แต่ระยะแค่นี้ฉันไม่พลาดแน่”

ก่อนที่จะมีใครทำปืนลั่น วันชัยปรากฏตัวขึ้นสั่งให้สมุนเก็บปืน แล้วเข้าไปยืนขวางทางปืนของภูผาที่กำลังเล็งเหนือฟ้าอย่างไม่พรั่นพรึง มองสำรวจอีกฝ่ายอย่างพิจารณา ภูผาไม่สน เพราะต้องการคุยกับเหนือฟ้าเท่านั้น

“อย่ายุ่งกับไร่ของฉันอีก...ส่วนเรื่องหนูนา ฉันเป็นนายก็ต้องดูแลปกป้องลูกน้องของฉัน” ว่าแล้ว ภูผากลับไปโดยมีนายสว่างส่ายปืนไปมาเดินถอยหลังตาม เหนือฟ้าโวยพวกสมุนจะมัวยืนทำบ้าอะไร ตามไปเก็บทั้งคู่ให้สิ้นซาก วันชัยเสียงกร้าวใครตามไป เขาจะยิงทิ้งให้หมด แล้วเข้ามากระซิบกระซาบกับเหนือฟ้า

“ในสายตาคนอื่น เราต้องเป็นเสือไม่ใช่หมาลอบกัด ถ้ามันเป็นศพอยู่ในไร่เรา พ่อเลี้ยงก็จะกลายเป็นแค่นักเลงหางแถว” เขาพูดจบ หันไปลั่นกระสุนใส่สมุนคนที่ปล่อยให้ภูผาเข้ามาหยามพ่อเลี้ยงถึงที่นี่ แล้วกำชับทุกคนถ้าใครทำงานพลาดอีก โทษคือตายสถานเดียว สมุนพากันหัวหด รีบลากร่างโชกเลือดของสมุนผู้โชคร้ายออกไป

“ไหนพี่บอกนับถอยหลังได้เลยไง...นี่แค่ข้ามวัน มันก็มาเหยียบหน้าฉันถึงที่แล้ว...เลี้ยงเสียข้าวสุก” เหนือฟ้าด่าลั่น ก่อนจะเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงขึ้นห้อง วันชัยมองตามแค้นใจ

ooooooo

สายวันเดียวกัน วงเดือนจัดข้าวปลาอาหารใส่ปิ่นโตมาให้พฤกษ์ที่เรือ เขาตักข้าวกินเองไม่ไหว เธอสงสารอาสาจะป้อนให้ เมฆาเพิ่งมาถึงกำลังจะเข้าไปเห็นวงเดือนป้อนข้าวให้พี่ชายของตนที่มีสีหน้าเปี่ยมสุข ถึงกับชะงักมองเขาอย่างเห็นใจ หญิงสาวพยายามเกลี้ยกล่อมให้พฤกษ์กลับไปอยู่บ้าน เขากลับนิ่งเฉย

“เป็นเพราะเดือนหรือเปล่าคะ”

“ไม่ใช่นะ...ไม่เกี่ยวกับเดือน” เขาจำต้องโกหก ไม่อยากบอกว่าเขารับปากคุณย่าไว้จะขอเป็นฝ่ายไปเอง

“ถ้าอย่างนั้น คุณพฤกษ์ก็กลับบ้านเถอะนะคะ อยู่ที่นี่มันไม่สะดวกสบาย”

เขาอยากอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่ทำให้เขาอยู่กับเธอได้โดยไม่ต้องกังวลสายตาคุณย่า ขณะเขากำลังจะสารภาพความในใจที่มีต่อเธอ เมฆารู้ทันเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ทำทีเอายามาเพิ่มให้ แล้วแสร้งถามไถ่ถึงอาการบาดเจ็บ พอรู้ว่าเขาดีขึ้นมาก หันไปชวนวงเดือนกลับ อ้างว่าต้องไปเปิดคลินิก ก่อนไปเธอหันมาขอร้องให้เขากลับบ้านอีกครั้ง ทุกคนที่นั่นเป็นห่วงเขามาก พฤกษ์ไม่รับปากอะไรได้แต่ยิ้มให้...

ฝ่ายเมฆาไม่ได้ไปเปิดคลินิกอย่างที่บอกพี่ชาย กลับพาวงเดือนเข้าร้านอาหาร อ้างว่าตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้อง แล้วพยายามชักชวนให้เธอกินด้วย เธอขอผ่านเพราะยังไม่หิว เมฆาถามตรงไปตรงมาว่าอยู่กับเขาอึดอัดหรือเปล่า เธอไม่อึดอัด แต่คิดว่าไม่เหมาะถ้าใครมาเห็นเข้า

“ฉันไม่สน...ขอให้ได้อยู่กับเธอ ฉันไม่สนใจใครทั้งนั้น” เจอคำหวานของเมฆาเข้าไปเธอถึงกับอึ้ง จังหวะนั้นโฉมไฉไลเดินเข้ามากับเพื่อนสาวคนหนึ่ง เห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกัน โกรธควันแทบออกหู ปรี่เข้าไปหาเรื่อง
ทันที

“เมฆาคะไม่มีเพื่อนกินข้าวทำไมไม่บอกโฉมล่ะคะ...จะได้ไม่ต้องลำบากลากคนรับใช้ในบ้านมาร่วมโต๊ะด้วยแบบนี้” เธอว่าแล้วหันไปหัวเราะคิกคักกับเพื่อนสาว วงเดือนไม่อยากมีปัญหาจึงขอตัวกลับก่อน โฉมไฉไลคว้าแขนเธอแล้วใช้เล็บจิกไว้ แดกดันว่าอยู่บ้านผู้ดีแท้ๆ ทำตัวไม่มีมารยาท จะลุกหนีไปดื้อๆ ได้อย่างไร แล้วดึงวงเดือนให้ลงนั่งอย่างเดิม ก่อนที่ตัวเองจะลงนั่งตาม เพื่อนสาวเห็นหน้าบึ้งตึงของเมฆาชักใจไม่ดีชวนกันกลับ

“เดี๋ยว...เธอยังไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ใช่ไหม หล่อนชื่อวงเดือน เรียนจบพยาบาล เธอเก่งด้านอะไรนะ...อ๋อ... จับ...หมอใช่ไหม” พูดจบเธอหัวเราะร่วนราวกับเป็นเรื่องขบขัน เมฆาหมดความอดทน คว้าข้อมือวงเดือนลุกขึ้น โฉมไฉไลดึงแขนเขาไว้ ถามเสียงเขียวจะไปไหน เขาไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีเธอ แกะมือเธอออกแล้วจูงวงเดือนกลับ โฉมไฉไลมองตาม แค้นนี้ต้องชำระ...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่บ้านไร่ของภูผา นายสว่างเจ้ากี้เจ้าการจัดพิธีสู่ขวัญให้เจ้านาย โดยเชิญผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านมาทำพิธีผูกข้อมือให้ ส่วนดอยกับเหล่าคนงานกรูกันเข้ามาประแป้ง พรมน้ำโปรยดอกไม้ให้เขา ภูผามองงงๆ

“ธรรมเนียมคนเหนือน่ะครับ รับขวัญกันหน่อย โชคร้ายให้มันหายไปเหลือไว้แต่โชคดี” นายสว่างอธิบายประมุขบ้านไร่ซาบซึ้งใจมาก หันไปยิ้มให้กับทุกคน พอ กวาดสายตามาเจอกับหนูนา เธอกลับทำไม่สนใจ หันหลังให้แต่แอบอมยิ้ม เขารู้ทัน อดขำไม่ได้

ภูผายังคงเขียนจดหมายเล่าความเป็นไปที่ไร่ชาให้คุณย่าศรีเรือนฟังเป็นระยะๆ รวมทั้งบ่นเรื่องอากาศหนาวที่กำลังจะมาถึง คนที่นี่ร่ำลือกันว่าอากาศที่นี่หนาวมาก เขาอยากรู้เหมือนกันว่าจะหนาวขนาดไหน แต่ไม่ว่าอย่างไรเลือดทะเลอย่างเขาก็ต้องทนให้ได้ เพราะมันไม่ได้แค่การพิสูจน์ตัวเองเพียงอย่างเดียว

“สำหรับผม มันเป็นการเยียวยาชีวิตที่เคยพังไม่มีชิ้นดี ม้าแตกฝูงเมื่อบาดเจ็บต้องรักษาตัวเอง ผมก็เช่นกัน”

ศรีเรือนอ่านจดหมายของเขาแล้วเชื่อมั่นว่า

หลานรักต้องสร้างอาณาจักรของตัวเองสำเร็จจนได้...

ฝ่ายวงเดือนเห็นอากาศทางใต้เริ่มเย็นลงแล้ว ทางเหนือคงจะหนาวจึงเริ่มถักเสื้อกันหนาวเตรียมไว้ให้ภูผา

“รถไฟเที่ยวนั้นสิ้นสุดที่เชียงราย แต่ไม่รู้ว่าปลายทางของคุณคือที่ไหนกันแน่...จะหวังให้คุณติดต่อกลับมาหาเดือนคงจะเป็นไปไม่ได้ แต่หากวันไหนมีใครสักคนที่นี่รู้ที่อยู่ของคุณ เดือนจะฝากให้เขาเอาเสื้อกันหนาวไปให้ อยากให้คุณรู้ไว้เสมอว่าหัวใจพังๆ ที่คุณทิ้งไว้ มันถูกดูแลอย่างดี และดูแลอย่างนี้ตลอดไป”

ooooooo

ชิงนาง ตอนที่ 3

อ่านเรื่องย่อ

ชิงนาง

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

วัน-เวลาออกอากาศ:

ช่องออกอากาศ:

นักแสดงนำ:

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement