advertisement

ชิงนาง ตอนที่ 18

บทประพันธ์ โอฬาร์กร จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 โดย อโณมา
21 ก.ย. 2555 10:52

ภาพของโฉมไฉไลยังตามมาหลอกหลอนเมฆาไม่เลิก คราวนี้ไม่ใช่แค่ในฝัน เขาเห็นหน้าคนไข้หญิงคนหนึ่งที่กำลังตรวจรักษาเป็นโฉมไฉไล ตกใจถึงกับ ร้องลั่นลนลานถอยหลังหนีไปชนข้าวของตกแตก พยาบาลปรี่เข้าไปถามเมฆาที่ตัวสั่นเทิ้มอยู่ตรงมุมห้องว่าเป็นอะไรไป เขาชี้ไปที่คนไข้บนเตียงตรวจโรคโดยไม่กล้ามองหน้า

“ไล่มันไป...มันไม่ใช่คน ไล่มันไป มันเป็นผี”

เธอไม่เห็นมีผีสักตัว เขาตั้งสติได้มองไปยังเตียงตรวจอีกที เห็นเพียงคนไข้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น...

เรื่อง ที่เกิดขึ้นในห้องตรวจคนไข้แพร่สะพัดไปทั่วโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่และพยาบาลที่นั่นต่างมองเมฆา ด้วยสายตาแปลกๆ ทำให้เขายิ่งเครียดหนักขึ้น ในเมื่อระบายที่ทำงานไม่ได้ เขาพกความเครียดกลับมาระบายที่บ้าน ขว้างปาข้าวของในห้องนอนตัวเองกระจุยกระจาย วงเดือนเห็นสภาพของเขาแล้วแนะให้ลองไปปรึกษาหมอ บางที ความเครียดอาจทำให้ป่วยได้โดยไม่ได้แสดงออกทาง ร่างกาย เขาโวยวายลั่น นี่เธอหาว่าเค้าเป็นบ้าอย่างนั้นหรือ

เธอปฏิเสธว่าไม่ได้หมายความว่า อย่างนั้น เขายืนยัน ว่าตัวเองไม่ได้บ้า แค่เหนื่อยเท่านั้นเอง เธออย่าทิ้งเขาไปไหนเด็ดขาด เธอจับมือเขาไว้ รับปากจะไม่ทิ้งไปไหน ทำให้เขาคลายกังวล สงบจิตสงบใจลงได้

ooooooo

เช้าวันถัดมา อนุตอาการทรุดหนัก เมฆาตรวจดูเบื้องต้นแล้ว แนะให้พาไปส่งโรงพยาบาล เขาไม่ยอมไป จะขอตายที่นี่ ศรีดาราใจเสียน้ำตาคลอเบ้า อนุตรู้ตัวว่ากำลังจะตาย จึงอยากจะเห็นลูกๆ อยู่กันพร้อมหน้า เหมือนฟ้าจะเห็นใจทั้งพฤกษ์กับโสภีและภูผากับหนูน้อยต่างมาแสนสมุทรพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายกัน

อนุตดีใจมาก ขอร้องให้พฤกษ์กลับมาอยู่บ้านเป็นเพื่อนแม่ เขาไม่อยากขัดใจพ่อจำต้องรับปาก จากนั้นท่านเรียกภูผากับพฤกษ์ให้เข้ามาใกล้ๆ เพื่อพูดคุยปรับความเข้าใจกันเป็นครั้งสุดท้าย เมฆาน้อยใจมากที่พ่อไม่เรียกตนเข้าไปด้วย หนำซ้ำก่อนจะสิ้นใจ ท่านเพ้อหาแต่อรุณกับย่าศรีเรือนโดยไม่ร่ำลาเขาสักคำ ทุกคนโศกเศร้าร้องไห้กันระงมต่อการจากไปไม่มีวันกลับของอนุต ยกเว้นหนูน้อยเพียงคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว...

หลังกลับจากพิธีรดน้ำและสวดอภิธรรมศพอนุต วงเดือนกับโสภีช่วยกันประคองศรีดาราลงนั่งบนโซฟา โดยมีชอุ่มจูงหนูน้อยเดินตามมายืนใกล้ๆ เมฆาเห็นแม่หงอยๆ เร่งให้พฤกษ์รีบย้ายกลับมาอยู่บ้านจะได้มาช่วยกันดูแลท่าน

“ส่วนพี่ผา...ผมหวังว่าพี่จะพักอยู่ที่นี่ไม่นาน”

“แกมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน” ภูผาจ้องหน้าน้องชายอย่างเอาเรื่อง

“ก็สิทธิ์ของความหวังเดียวของแสนสมุทร ผมว่าพี่สองคนคงจะจำคำพูดของคุณพ่อได้ ท่านมักพูดเสมอว่า ผมคนเดียวเท่านั้นที่เป็นความหวังเดียวของแสนสมุทร”

ภูผาโต้ว่านั่นไม่ได้ทำให้เขามีสิทธิ์มาสั่งใครต่อใครอยู่ดี วงเดือนเห็นท่าไม่ดีรีบเข้าไปขวาง เตือนเมฆาทำไมต้องเสียงดังด้วย เขาไม่พอใจที่โดนเธอตำหนิ สั่งให้พูดจากับสามีตัวเองดีๆหน่อย พฤกษ์ต้องช่วยปรามน้องชายอีกแรงให้เกรงใจแม่บ้าง เมฆาโกรธที่โดนรุมต่อว่าเดินกระแทกเท้าออกไป...

ด้านหนูน้อยไม่ยอมเข้านอน ชวนพ่อผาออกมานั่งเล่นที่ระเบียงบ้าน เด็กน้อยช่างพูดซักโน่นถามนี่ไม่หยุด วงเดือนเดินผ่านมาได้ยินเสียงเจื้อยแจ้ว หยุดฟัง ภูผาถูกเจ้าตัวน้อยยิงคำถามใส่เป็นชุด จนปัญญาจะตอบคำถามจึงชวนลูกเข้านอน หนูน้อยเหลือบเห็นวงเดือน ตะโกนเรียก “แม่เดือน” ลั่น แล้ววิ่งเข้าไปกอด จากนั้นทั้งสามคนพากันมาเดินเล่นที่สนามหน้าบ้านโดยวงเดือนจูงมือหนูน้อยที่เดินอยู่ตรงกลางระหว่างเธอกับภูผาไว้ตลอดเวลา

“คุณภูผาเล่าเรื่องเดือนให้หนูน้อยฟังด้วยหรือคะ” วงเดือนอดถามไม่ได้

“เอ่อ...ก็...บอกให้เขาฟังว่ามีแม่อีกคนชื่อแม่เดือน เคยช่วยเลี้ยงเขาตอนเกิดใหม่ๆ อยู่ที่แสนสมุทร”

“ให้ดูรูปแม่เดือนด้วยครับ...มีแต่รูปแม่เดือนไม่มีรูปแม่หนูนา” หนูน้อยว่าแล้วหันไปคว้ามือภูผาไว้ แล้วชวนเล่นกระโดดกัน วงเดือนกับภูผาพยักหน้าให้กันก่อนจะนับหนึ่งถึงสามแล้วยกแขนข้างที่จับแกขึ้น หนูน้อยตัวลอยหัวเราะชอบใจ ทั้งสามเล่นกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่รู้ว่าเมฆาแอบมองอยู่อีกมุมหนึ่งด้วยความไม่พอใจ...

ไม่นานนัก หนูน้อยหมดแรงหลับไม่รู้เรื่องภูผาอุ้มแกมาถึงหน้าห้องนอนของเขาซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องเมฆา ทันใดนั้น ประตูห้องน้องชายเปิดผลัวะ เมฆาสั่งเสียงเขียวให้วงเดือนเข้าห้องได้แล้ว เธอรีๆ รอๆ จะช่วยเปิดประตูห้องให้ภูผาเข้าไปก่อน เขาไม่พอใจมากกระชากแขนเธอเหวี่ยงเข้าห้อง ภูผาขยับจะช่วย เขาชี้หน้าขู่ เรื่องของผัวเมีย คนอื่นไม่เกี่ยว แล้วเข้าห้องปิดประตูปัง ภูผามองตามเป็นห่วงวงเดือน...

ด้านเมฆาเครียดจัดไม่อยากเสียวงเดือนไป เพราะมีข้อตกลงกับเธอไว้ว่า ถ้าพ่อของเขาตายเมื่อไหร่ การแต่งงานปลอมๆ ระหว่างเธอกับเขาเป็นอันสิ้นสุด จึงพยายามอ้อนวอนขอให้เธอรักเขาเหมือนที่เขารักเธอ ตอนนี้เขาไม่มีค่ากับใครอีกแล้ว ขนาดพ่อของเขาใกล้หมดลมหายใจยังเรียกหาแต่พี่พฤกษ์พี่ผา นึกถึงแต่อรุณกับคุณย่า เขายืนหัวโด่อยู่ตรงนั้นท่านไม่ทักสักคำ วงเดือนสงสาร ปลอบว่าอย่าเพิ่งคิดอะไรมาก แล้วบอกให้เข้านอนได้แล้ว

“ผมจะเชื่อเดือน ผมจะไม่คิดมาก” เขาว่าแล้ว เดินไปที่โซฟา ล้มตัวลงนอนอย่างว่าง่าย ขณะที่วงเดือนขึ้นเตียงนอนหันหลังให้ ไม่เข้าใจตัวเอง ทำไมถึงเลิกรัก เลิกคิดถึงภูผาไม่ได้สักที

ooooooo

ขณะเมฆากำลังจะไปทำงานในเช้าวันต่อมาเจอภูผาที่เดินสวนมาพอดี ปราดเข้าไปเตือนพี่ชายว่าตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ให้จำไว้เสมอว่าเขากับวงเดือนเป็นผัวเมียกัน เพราะฉะนั้นเขาคงจะไม่เห็นพี่ชายแอบหยอกล้อกับเมียของเขาอย่างมีความสุขเหมือนเมื่อคืนอีก ภูผาถึงกับใบ้กิน

“ถ้ามีอีก...ผมเอาพี่ตายแน่” เขาว่าแล้วผละจากไป ภูผามองตามเซ็ง...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่ห้องรับแขกภายในบ้านแสนสมุทร ศรีดาราเห็นโสภีไม่มีเครื่องประดับอะไรติดตัวสักชิ้น จึงมอบสร้อยไข่มุกเส้นเล็กๆให้ เธอเกรงใจไม่กล้ารับ ศรีดาราต้องคะยั้นคะยอ อยากให้เธอไว้ใส่ไปงานศพอนุต แขกเหรื่อจะได้ไม่ดูแคลนลูกสะใภ้คนโตของแสนสมุทร แล้วอาสาจะสวมให้

“คิดๆ แล้วก็อดนึกถึงหนูโฉมไม่ได้นะ อย่างน้อย เธอก็เคยอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรามา แต่จู่ๆ ก็หายสาบสูญไป ช่างน่าเวทนาจริงๆ” ศรีดาราว่าแล้วถอนใจ เหนื่อยใจ...

อีกมุมหนึ่งหลังบ้าน ระหว่างที่หนูน้อยแกล้งจี๋เอวชอุ่มที่บ้าจี้อย่างสนุกสนาน วงเดือนเห็นเธอแก่แล้วเกรงเหนื่อยเกินไป เบี่ยงเบนความสนใจหนูน้อยด้วยการชวนไปเที่ยวทะเล ภูผายังไม่ทันจะอ้าปากค้าน เจ้าตัวเล็กส่งเสียงเฮลั่นด้วยความดีใจ ฉุดมือวงเดือนวิ่งปรู๊ดออกไปทันที เขาไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่เดินตาม

ไม่นานนัก วงเดือนพาหนูน้อยมาถึงชายหาด แกตาโตตื่นเต้น เกิดมาไม่เคยเห็นทะเลมาก่อน โผเข้าไปหา

เธอรีบวิ่งตามมากำชับว่าอย่าไปลึกนัก อยู่แค่ตื้นๆพอ แกรับคำ แล้วคว้ามือเธอโดดเล่นคลื่นกันอย่างสนุกสนาน สักพักภูผาตามมาสมทบ หนูน้อยหันมาเรียกพ่อให้มาเล่นน้ำด้วยกัน เขาส่ายหน้าแทนคำตอบ เจ้าตัวเล็กดึงวงเดือนมากระซิบกระซาบสีหน้าเจ้าเล่ห์ จากนั้น ทั้งคู่ช่วยกันผลักภูผาลงทะเล

หลังจากเล่นน้ำกันจนเหนื่อย วงเดือนกับภูผาปล่อยให้หนูน้อยนั่งก่อกองทรายเล่น ขณะทั้งคู่นั่งคุยกันถึงความหลังเมื่อครั้งที่สี่พี่น้องแสนสมุทรกับเธอมักจะมาเที่ยวเล่นที่ชายทะเลแห่งนี้กันเป็นประจำ

“ทุกครั้งที่เดือนนึกถึงความทรงจำที่ทำให้เดือนมีความสุขทีไร มันก็มักจะมีคุณอยู่ในความทรงจำนั้นเสมอ และเดือนก็ยังจะเก็บมันไว้ตลอดไปค่ะ” เธอน้ำตาคลอเบ้า เขาอยากจะเข้าไปกอด ปลอบเธอใจจะขาด แต่ทำไม่ได้ทั้งๆที่อยู่ใกล้กันแค่เอื้อม ได้แต่ถอนใจเซ็ง...

ทั้งสามคนสนุกกันเพลินไปหน่อย กว่าจะกลับถึงแสนสมุทรก็ใกล้ค่ำ เมฆารอท่าอยู่แล้วปรี่เข้ามาต่อยภูผาไม่ยั้ง โทษฐานที่เตือนไม่ให้ยุ่งกับเมียของเขาแล้วไม่ฟัง วงเดือนรีบเข้าไปดึงตัวเมฆาออกมา ขอร้องให้พอได้แล้ว ถ้าจะลงโทษก็ให้ลงโทษเธอ เพราะเธอเป็นคนชวนหนูน้อยกับภูผาไปเที่ยวทะเลเอง เมฆายัวะแต่ทำอะไรเธอไม่ได้ หันหลังจะกลับ หนูน้อยเข้าไปขวางไว้ต่อว่าเขาที่มาต่อยพ่อของตนเอง

เมฆาโกรธมาก หันไปเล่นงานภูผาทีหน้าทีหลังหัดอบรมสั่งสอนลูกบ้าง ถ้าไม่มีอาเมฆาคนนี้ ป่านนี้ไอ้เด็กนี่คงไม่มีโอกาสมายืนชี้หน้าด่าเขาแบบนี้ แล้วเดินกระแทกเท้าจากไป

“เดือน...ทางที่ดี เราอยู่ห่างกันไว้จะดีกว่า...ฉันเป็นห่วงเธอนะ เดือน” ภูผาจำเป็นต้องตัดปัญหา...

ทันทีที่อยู่กันตามลำพัง เมฆาต่อว่าวงเดือนเรื่องที่ไปยุ่งเกี่ยวกับภูผา เธอต้องอธิบายอยู่นาน เขาถึงยอมเชื่อว่าเธอกับภูผาไม่ได้มีอะไรกันเกินเลย แต่พาพวกเขาสองพ่อลูกไปเที่ยวทะเลเท่านั้น...

ดึกวันเดียวกัน เมฆาฝันร้ายเห็นผีโฉมไฉไลอีกครั้ง เธอตามมาบีบคอแก้แค้นที่เขาฆ่าเธอ เขาร้องลั่นว่าไม่ได้ฆ่า วงเดือนได้ยินเสียงเอะอะ ตกใจตื่นรีบเข้ามาเขย่าให้รู้สึกตัว แล้วถามว่าเป็นอะไรไป ทำไมถึงบีบคอตัวเองแล้วร้องเสียงดังจนเธอตื่น เขาโกหกว่าไม่ได้เป็นอะไร แค่หายใจไม่ค่อยออก เธอเป็นห่วง เตือนให้เขาไปหาหมอตรวจร่างกายให้ละเอียด เขารับปากว่าเสร็จงานศพพ่อแล้วจะรีบไปทันที

ooooooo

ศรีดาราร้องไห้จนเป็นลมล้มพับเมื่อยืนดูควันไฟที่ลอยอยู่เหนือเมรุจากการเผาศพอนุต พฤกษ์บอกให้โสภีกับชอุ่มช่วยกันพยุงท่านไปนั่งที่ศาลาสวดศพ วงเดือนขยับจะตามไปด้วย แต่โฉมไฉไลในสภาพโทรมสุดๆแทบจำไม่ได้ เข้ามาขวางไว้ ทุกคนตกใจที่เห็นเธอโดยเฉพาะเมฆาเพราะคิดว่าตายไปแล้ว โฉมไฉไลต้องการแก้แค้นสิ่งที่เมฆาทำไว้กับเธอ ชักปืนขึ้นมาขู่จะฆ่าพวกแสนสมุทรให้หมดทุกคน เหมือนกับเธอที่ไม่เหลือใครเลย

“คุณโฉมคะ...พวกเราไปทำอะไรให้คุณเจ็บแค้น ขนาดนั้นคะ”

“ก็ถามผัวแกเอาเองสินังวงเดือน นังโง่...ไงล่ะ ไม่มีใครรู้กันล่ะสิ โง่กันทั้งบ้าน โง่ที่นึกว่าคุณหมอเมฆาเป็นผู้ชายแสนประเสริฐ เป็นความหวังเดียวของแสนสมุทร จะมีใครรู้บ้างว่าที่แท้แล้วมันเป็นยิ่งกว่าปีศาจ ยิ่งกว่าซาตานจากนรก ฟังไว้นะนังวงเดือน ฟังไว้ก่อนแกจะตาย จะได้รู้ว่าผัวแกมันเลวทรามขนาดไหน ไอ้เมฆามันทำฉันท้อง”

“ไม่จริง...เดือนอย่าไปฟังมัน...มันเป็นบ้า” เมฆาปฏิเสธลั่น

“จริง มันทำฉันท้อง แล้วมันก็วางแผนจะฆ่าฉันกับลูก มันหลอกพาฉันไปเที่ยวทะเลกันสองคน มันเอายาขับเลือดให้ฉันกินจนฉันตกเลือด แล้วมันก็ตั้งใจทิ้งฉันไว้ ให้ฉันตายอยู่คนเดียวในห้องนั้น โชคดีที่มีคนมาช่วยฉันไว้ แต่ก็โชคร้ายที่ช่วยลูกฉันไว้ไม่ได้ ฉันรอดตายก็จริง แต่ต้องอยู่อย่างกับหมาข้างถนน เจ็บปางตายไร้ญาติขาดมิตร ขอข้าวเขากินไปวันๆ และฉันตั้งใจไว้ว่า สักวันฉันจะแก้แค้นเอาคืนพวกแกให้สาสมและวันนั้นก็มาถึงแล้ว”

โฉมไฉไลเล็งปืนจะยิงวงเดือน หวังจะฆ่ามารหัวใจตัวเองเป็นรายแรก ภูผาจะเข้าไปปกป้องเธอแต่เมฆาไวกว่าเอาตัวบังเธอไว้ก่อน เขาจึงเบนเข็มจะพุ่งเข้าหา โฉมไฉไล วงเดือนเป็นห่วงเขามาก ผลักเมฆาพ้นทางแล้วพุ่งชนภูผาล้มลง จังหวะที่โฉมไฉไลเหนี่ยวไกยิงวงเดือน เมฆาเอาตัวรับกระสุนแทนเข้าเต็มหลังทรุดฮวบ

ยัยตัวแสบไม่ยอมรามือ ปรี่เข้ามาจะยิงวงเดือนอีก พฤกษ์ล็อกตัวเธอไว้ทัน แย่งปืนในมือมาได้ โฉมไฉไลเห็นท่าไม่ดีวิ่งหนี พฤกษ์ไล่ตามไปติดๆ ขณะที่ภูผากับวงเดือนรีบเข้าไปดูอาการเมฆาที่นอนหมดสติจมกองเลือด...

ด้านโฉมไฉไลวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงไปจนถึงมุมที่มีตะเกียงน้ำมันสำหรับให้ผู้มาทำบุญจุดธูปเทียนไหว้พระ พฤกษ์พยายามพูดให้เธอได้คิดและตั้งต้นชีวิตใหม่ เธอไม่ฟังอาละวาดปัดข้าวของแถวนั้นรวมตะเกียงน้ำมันล้มระเนระนาด น้ำมันหกราดเต็มตัวเธอ ไฟลุกท่วมอย่างรวดเร็ว พฤกษ์รีบเข้าไปช่วยดับไฟอย่างยากลำบาก

ooooooo

บาปกรรมตามเมฆาทัน กระสุนนัดนั้นตัดเส้นประสาทที่ไขสันหลัง ทำให้เป็นอัมพาตจากเอวลงไป โฉมไฉไลเองก็ถูกบาปกรรมเล่นงานเช่นกัน ไฟทำลายผิวหนังของเธอจนหน้าตาเละไม่เหลือเค้าความสวย มีชีวิตเร่ร่อนหากินไปตามกองขยะ และมักจะถูกเด็กๆ แถวนั้นเอาข้าวของขว้างปาใส่ ล้อเลียนว่านังหน้าผี

เธอค่อยๆเอามือลูบหน้าตัวเองน้ำตาไหล เหลือบเห็นกระจกเงาของเด็กเล่นตกอยู่ หยิบขึ้นมาส่องดูหน้าตัวเอง ถึงกับกรีดร้องลั่น ทิ้งตัวลงนอนร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา...

ภูผาอดแปลกใจไม่ได้ที่อยู่ๆเมฆาจะขอตามไปบ้านไร่ด้วย เขาอ้างว่าอยากพาวงเดือนไปเที่ยวบ้าง วันๆต้องคอยดูแลคนพิการอย่างเขาคงจะเบื่อแย่ วงเดือนขอร้องอย่าพูดแบบนี้อีก ไม่อย่างนั้นเธอจะโกรธเขาจริงๆ

“ว่าแต่พี่ผาเถอะ...ถ้าพาผมไปด้วยจะเป็นภาระพี่หรือเปล่า”

“เมฆา...ถ้าแกพูดอย่างนี้อีก ฉันก็จะโกรธแกเหมือนกัน” ภูผาหันไปมองวงเดือนกับเมฆาสีหน้ายิ้มแย้ม

“ดีใจไหมเดือน จะได้ไปเที่ยวไร่พี่ผาอีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่าครั้งนี้ คุณจะต้องมีความสุขที่สุดเลย”

หญิงสาวหุบยิ้มทันที รู้สึกทะแม่งๆกับคำพูดของเมฆา ภูผาเองก็รู้สึกเหมือนเธอเช่นกัน...

ได้เวลาต้องออกเดินทาง ศรีดารา พฤกษ์ โสภีและชอุ่มตามมาส่งภูผา วงเดือน หนูน้อย และเมฆาหน้าบ้าน วงเดือนรู้สึกแปลกๆชอบกลเมื่อได้ยินเมฆาร่ำลาศรีดารา เหมือนการไปเที่ยวบ้านไร่ครั้งนี้ไปแล้วไปลับ

“แม่ครับ...ผมรักแม่นะครับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็รักแม่เสมอ”

“จ้ะ...แม่ก็รักลูกที่สุดจ้ะ...รักลูกเสมอ” ศรีดาราลุกขึ้นมากอดเมฆาที่นั่งอยู่บนรถเข็น

“ผมลาก่อนนะพี่พฤกษ์” คำพูดของเมฆาสะดุดหูพฤกษ์ แต่ไม่ทันได้คิดอะไร อวยพรให้น้องชายเที่ยวให้สนุก จากนั้นเมฆาหันไปร่ำลาโสภี แล้วบอกชอุ่มว่าจะคิดถึงเธอเสมอ แม่บ้านผู้ซื่อสัตย์กระเซ้าว่าพูดเหมือนจะไปนาน เขาแค่ไปเที่ยวไม่ใช่หรือ เมฆาได้แต่ยิ้มๆไม่ตอบอะไร

ooooooo

ภูผา หนูน้อย วงเดือนและเมฆามาถึงบ้านไร่ของภูผาในสายวันถัดมา ภูผาเห็นว่าใกล้เที่ยงแล้วจึงสั่งให้ดอยกับนายสว่างไปเตรียมหุงหาข้าวปลาอาหารมารับแขก ในเวลาต่อมา ขณะสองลุงหลานกำลังช่วยกันทำมื้อเที่ยง ดอยแอบนินทาเมฆาว่าท่าทางน่ากลัวบอกไม่ถูก เป็นน้องชายเจ้านายแท้ๆ แต่ดูไม่เห็นจะใจดีเหมือนพี่ชาย

“แล้วไง...ยังไงเขาก็พี่ชายน้องชายกัน ว่าแต่เอ็งเถอะไปเกี่ยวอะไรกับเขา”

“ดอยน่ะไม่เกี่ยวหรอกลุง แต่คุณวงเดือนสิน่าสงสารชะมัด นึกยังไงถึงได้ไปแต่งงานกับหมอเมฆาหน้าดุนั่น”

นายสว่างเหลือบเห็นวงเดือนเดินเข้ามา พยายามส่งสัญญาณให้ดอยหยุดพูด แต่หลานสาวปากอยู่ไม่สุข ยังคงหลับหูหลับตานินทาอย่างมันปากต่อไป จนกระทั่งหันมาเจอวงเดือนยืนมองอยู่ ถึงกับเข่าอ่อนหน้าเสีย

“กับข้าวเสร็จหรือยังจ๊ะดอย” วงเดือนสีหน้าเรียบๆ

“แฮ่...เสร็จจ้ะ...เสร็จแล้วจ้ะ” ดอยว่า แล้วหันไปโขลกน้ำพริกอย่างเอาเป็นเอาตาย พลางต่อว่านายสว่างที่เห็นวงเดือนมาแล้วไม่รู้จักบอก เขายืนยันว่าบอกแล้วแต่เธอไม่สนใจเองต่างหาก...

ครู่ต่อมากับข้าวมื้อกลางวันถูกนำมาจัดวางบนโต๊ะอาหาร นายสว่างเชิญชวนให้เมฆาลองชิมอาหารทางเหนือดูบ้าง เผื่อจะถูกปาก เขาเอื้อมจะไปตักอาหาร แต่ไม่ถึง อัมพาตตั้งแต่เอวลงไปทำให้เขาขยับตัวลำบาก วงเดือนรู้ว่าเมฆาอับอายที่ร่างกายเป็นแบบนี้ รีบตักอาหารจานนั้นให้ พูดติดตลกว่าถ้าไม่อร่อยก็ให้โทษดอย เด็กสาวสะดุ้งโหยงที่โดนพาดพิง ไม่ยอมถูกตำหนิคนเดียว ถ้าอาหารไม่อร่อยต้องโทษนายสว่างด้วย

“อ้าว...ไอ้นี่ ผมไม่เกี่ยวนะครับ...คุณหมอเมฆา ของผมอันนี้” นายสว่างว่าแล้วชี้ไปที่กับข้าวอีกจานหนึ่ง ทุกคนยิ้มขำ ทำให้บรรยากาศดีขึ้น ดอยแอบนินทาให้นายสว่างฟังว่า เวลาเมฆายิ้มแล้วดูดีขึ้น เขาเขกหัวหลานสาวหนึ่งที สั่งให้หยุดนินทาเจ้านายได้แล้ว เมฆายิ้มได้ครู่เดียว ก็กลับมาหน้าขรึมเหมือนเดิม...

คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงสวยมาก วงเดือนเข็นรถพาเมฆามานั่งชมจันทร์อยู่บนระเบียงบ้านไร่ เขามองไปรอบๆบริเวณบ้าน พอใจกับบรรยากาศอันเงียบสงบ

“จำไม่ได้แล้วว่า นานแค่ไหนที่ผมไม่ได้ชื่นชมธรรมชาติที่สวยงามแบบนี้...คุณเองก็ดูมีความสุขมากเวลาที่อยู่ที่นี่ ไม่เหมือนตอนอยู่แสนสมุทร...ตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณไม่มีความสุขเลยใช่ไหมเดือน โดยเฉพาะเวลาที่อยู่กับผม...ผมนี่มันเห็นแก่ตัวจริงๆ” เมฆาสำนึกผิด

“ไม่ใช่หรอกค่ะ คุณพยายามทำทุกอย่างเพื่อเดือนต่างหาก เดือนทราบดีนะคะ ทราบมาโดยตลอดว่าคุณรักเดือนมาก แล้วก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อเดือน” เธอปลอบให้เขาคลายกังวล เมฆายิ้มปลื้ม

“คุณรู้...แค่นี้ผมก็ดีใจที่สุดแล้ว ไม่ต้องห่วงนะเดือน อะไรที่เป็นความสุขของคุณ ผมจะทำให้คุณอีก” เขาว่าแล้ว กางแขนออกเหมือนอยากจะกอด เธอสงสารจึงเข้าไปโอบเขาไว้ ทั้งคู่ไม่ทันสังเกตเห็นภูผาแอบมองจากอีกมุมหนึ่งด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

“อย่าดูถูกผม อย่าเห็นผมเป็นคนพิการแล้วจะทำอะไรให้คุณไม่ได้”

“เปล่านะคะ...เดือนไม่ได้...”

“รอนะ...รออีกไม่นานหรอก ผมจะทำให้คุณมีความสุขที่สุดวงเดือนของผม” เขาลูบผมเธออย่างรักใคร่

ooooooo

เช้าวันใหม่อันสดใส เมฆาขอร้องให้ภูผาช่วยเข็นรถพาชมวิวบริเวณหน้าผาสูงโดยมีวงเดือนตามไม่ห่าง ภูผาอดแปลกใจไม่ได้ น้องชายนึกอย่างไรถึงได้อยากมาที่นี่ เขาอ้างว่ามาเที่ยวทั้งทีจะให้อยู่แต่บ้านได้อย่างไร แล้วบอกให้พี่ชายช่วยเข็นรถไปใกล้ๆหน้าผาอีกนิด ภูผาไม่ตามใจ สั่งให้อยู่แค่นี้พอแล้ว วงเดือนเห็นด้วย

“อยู่แค่นี้พอค่ะคุณเมฆา ถ้าเข้าไปใกล้กว่านี้จะอันตราย”

“ไหนๆ ก็มาแล้ว ผมคงไม่มีโอกาสได้มาอีกแล้ว” เมฆาพูดเป็นลาง ภูผาไม่ติดใจสงสัยอะไร ถ้าเขาอยากมาจริงๆ ตนยินดีจะเข็นรถมาที่นี่ทุกวันยังได้

“ขอบใจมากพี่...ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้จะเป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุด นึกถึงตอนเด็กๆ พี่พฤกษ์ พี่ผา ผมแล้วก็อรุณ จำได้ไหมพี่ผา เราสี่คนชอบเล่นอะไรกัน”

“จำได้...เราชอบเล่นชิงเดือน” ภูผายิ้ม พลันภาพความหลังเมื่อครั้งสี่คนพี่น้องแสนสมุทรยังเป็นแค่ ด.ช. กำลังท้าวิ่งแข่งกัน ใครคว้าข้อมือ ด.ญ.วงเดือนได้ก่อนคนนั้นชนะ ภูผาตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงน้องชาย

“พี่ผาชนะตลอดเลย...โตขึ้นมาเราก็ยังเล่นแบบนั้นกันอีกแต่เปลี่ยนจากวิ่งเป็นว่ายน้ำแข่งกันแย่งดอกไม้จากเดือน...พี่ผาก็ยังชนะเหมือนเดิม”

ภูผาท้วงว่าอรุณต่างหากที่ชนะ เมฆาส่ายหน้า ถ้าไม่ใช่เพราะเขาอ่อนข้อให้ อรุณไม่มีทางชนะ หมอหนุ่มสงสัยมาตลอดทำไมภูผาถึงยอม ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นเพราะต้องการทำให้คนที่เขารักมีความสุข และถึงแม้เขาจะยอมแพ้ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นผู้ชนะอยู่ดี แล้วหันไปถามวงเดือนว่าจริงไหม เธอได้แต่อึกๆอักๆ

“ผมรู้ดี รู้อยู่เต็มอกว่าคุณยังรักพี่ผาอยู่เสมอ และผมก็รู้ว่าในใจของพี่ผามีแต่เดือนเพียงคนเดียวเท่านั้น...ผมหลอกตัวเองมาตลอดว่าผมเป็นผู้ชนะ ทั้งที่จริงแล้วผมแพ้...แพ้ยับเยินแล้วดูสารรูปผมวันนี้สิ...น่าสมเพชขนาดไหน...คิดๆดูแล้วคนอย่างผมจะไปทำความสุขอะไรให้คุณได้อีก...จริงไหม...เดือน”

“คุณเมฆาคะ...อย่าคิดมากเลยนะคะ” เธอเข้ามาคุกเข่าเกาะขาเขาไว้

“นั่นสิ...เมฆา ชีวิตคนเรามันยังอีกยาวไกล”

“ใช่...ชีวิตคนเรามันยังอีกยาวไกลผมเลยอยากเห็นคนที่ผมรัก คือเดือนมีชีวิตที่สดใสมีความสุข...พี่ผา...ผมอยากให้เดือนได้ใช้ชีวิตอยู่กับพี่ผา รับปากผมสิพี่ผา รับปากผมว่าจะรักจะดูแลเดือนตลอดไปรักให้ได้เท่าที่ผมรัก”

“แกจะบ้าหรือเมฆา” ภูผาร้องเอะอะ วงเดือนคัดค้านลั่นว่าทำอย่างนี้ไม่ได้

“ได้สิเดือน...ผมเคยบอกคุณแล้วไม่ใช่หรือว่าผมรักคุณ ผมยินดีทำให้คุณทุกอย่างผมให้คุณได้แม้กระทั่งชีวิต”เขาพูดจบผลักวงเดือนที่เกาะขาเขาออกแล้วใช้กำลังเท่าที่มีหมุนล้อรถเข็นให้พุ่งไปข้างหน้า ภูผาจะคว้าแต่ไม่ทัน ทั้งรถเข็นทั้งคนร่วงหล่นหน้าผาไปต่อหน้าต่อตาทั้งคู่รีบวิ่งมาที่หน้าผาตะโกนเรียกเมฆาอย่างสิ้นหวัง

“เมฆา...ทำไมแกต้องทำอย่างนี้...ทำไม” ภูผาทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง

ooooooo

เหมือนมีลางบอกเหตุร้ายไปถึงศรีดารารูปของสี่หนุ่มพี่น้องที่วางอยู่ในห้องรับแขกบ้านแสนสมุทรร่วงตกพื้น ศรีดารา พฤกษ์ และโสภี ตกใจหันไปมองชอุ่มที่กำลังใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นอยู่ใกล้ๆเธอรีบหยิบรูปขึ้นมาดู ต้องแปลกใจที่กระจกส่วนอื่นของรูปไม่แตกกลับมาแตกตรงจุดที่เมฆายืนอยู่ ศรีดาราเห็นแล้วใจคอไม่ดี

“แม่ครับ...ก็แค่รูป เมฆาไม่เป็นอะไรหรอกครับ” พฤกษ์ปลอบ ขณะที่ตัวเองก็อดหวั่นๆไม่ได้...

ภูผาสั่งให้นายสว่างนำคนงานออกค้นหาศพเมฆา เนื่องจากหน้าผาสูงชันและมืดมากทำให้หาศพไม่เจอ...

จากนั้น ภูผาและวงเดือนจับรถไฟเที่ยวด่วนมาแสนสมุทรเพื่อแจ้งข่าวร้ายให้ศรีดาราทราบ เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด นำรูปถ่ายของเมฆาวางเรียงต่อจากรูปของศรีเรือน อนุต และอรุณ

“น่าเวทนาเมฆา แม้แต่ร่างก็ยังไม่ได้กลับมาหาแม่” ศรีดาราพึมพำทั้งน้ำตา

ภูผาเข้ามาโอบท่านไว้ ขอโทษที่ไม่สามารถนำร่างของน้องกลับแสนสมุทรได้ ศรีดาราอธิษฐานฝากฝังกับวิญญาณของศรีเรือนและอนุตให้ช่วยดูแลอรุณกับเมฆาให้ด้วย แล้วหันมาพูดกับลูกชายทั้งสองคน

“พฤกษ์ และภูผา เราเหลือกันแค่นี้แล้วนะลูก” เธอดึงทั้งคู่มากอดด้วยความสะเทือนใจ...

ทางด้านภูผาไม่ได้อยู่ปลอบแม่นานเท่าที่อยากจะทำ เพราะไม่อยากทิ้งหนูน้อยไว้คนเดียวนานๆ จึงต้องขอตัวกลับบ้านไร่ หลังจากลาแม่ พฤกษ์ และโสภีแล้ว ภูผาแวะมาลาวงเดือนเป็นคนสุดท้ายด้วยความอาลัยอย่างสุดซึ้ง เธอเองก็รู้สึกไม่ต่างจากเขา อยากจะรั้งเขาไว้ใจแทบขาดแต่ไม่กล้า ได้แต่ปล่อยให้เขาเดินจากไป พฤกษ์ยืนมองอยู่อีกมุมหนึ่ง สงสารทั้งคู่มากที่ไม่สมหวังในความรักสักที

ooooooo

นายสว่างอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นภูผากลับบ้านไร่เพียงลำพัง รอจนกระทั่งเขากับหนูน้อยทักทายกอดกันให้หายคิดถึงแล้ว จึงเข้ามาขอคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว ดอยรู้งานรีบชวนหนูน้อยไปวิ่งเล่น นายสว่างไม่รอช้าถามว่าทำไมไม่ชวนวงเดือนกลับมาด้วย เขาส่ายหน้า ท้อใจ มันจะเป็นไปได้อย่างไร

“ก็แล้วทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะครับ ในเมื่อจริงๆแล้วนายก็ไม่ได้เป็นอะไรกับหนูนาสักนิด แถมคุณเมฆาก็ตั้งใจฝากคุณวงเดือนไว้ให้นายดูแล แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ นายกับคุณวงเดือนรักกันแค่นั้นก็เป็นไปได้แล้วไม่ใช่หรือครับ...ชีวิตคนเรานึกๆดูมันก็เศร้านะครับ ดูอย่างไอ้หนูนารักนายจนวันตาย นายก็ยังไม่รักมัน ส่วนคนที่รักกันจะตายอย่างนายกับคุณวงเดือน กลับเลือกที่จะไม่ยอมมีความสุขร่วมกันซะงั้น...มันน่าเศร้าไหมครับนาย”

ภูผาคิดหนัก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี...

ขณะที่นายสว่างพยายามเกลี้ยกล่อมให้ภูผาชวนวงเดือนมาอยู่ด้วย พฤกษ์ทนเห็นคนที่รักกันมากสองคนแต่ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันไม่ไหว ถามวงเดือนตรงๆว่าทำไมถึงไม่ไปอยู่กับภูผา เมฆาอุตส่าห์สละชีวิตตัวเองเพื่อจะให้เธอได้อยู่กับเขา ส่วนเขาเองก็เสียสละมามากแล้ว น่าจะมีความสุขเสียที วงเดือนไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร

“ภูผาไม่ใช่พ่อของหนูน้อยแล้วก็ไม่ได้เป็นอะไรกับหนูนา...หนูนาถูกข่มขืน ภูผาสงสารเลยรับเป็นพ่อของเด็กในท้อง...ตอนที่เกิดอุบัติเหตุกับเดือน ภูผาขอร้องให้เมฆาช่วยชีวิตเดือนโดยมีข้อแลกเปลี่ยน”

“ข้อแลกเปลี่ยน?”

“ใช่...ภูผาต้องส่งเธอกลับแสนสมุทร...และเมื่อเธอตัดสินใจแต่งงานกับเมฆา ภูผาเก็บความเสียใจมาโดยตลอด...เดือน...เธอยังรักภูผาเต็มหัวใจไม่ใช่หรือ ฉันเคยบอกภูผาไปแล้วเหมือนกันว่าเรื่องบางเรื่องอาจต้องใช้เหตุผลในการตัดสินใจ แต่สำหรับบางเรื่องเราก็ควรจะใช้หัวใจนำทางบ้าง... จนถึงวันนี้แล้ว ปล่อยให้หัวใจนำทางบ้างเถอะเดือน” คำพูดของพฤกษ์ทำให้เธอคิดคล้อยตาม

ooooooo

บนระเบียงบ้านไร่ ภูผากำลังเร่งหนูน้อย ดอย และนายสว่างให้รีบไปเยี่ยมที่ฝังอัฐิของหนูนา ตอนที่วงเดือนเดินเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง ขอไปกับเขาด้วย หนูน้อยหันมาเห็น ดีใจมากวิ่งเข้าไปกอดเธอไว้แน่น

“แม่เดือนมา...แม่เดือนมาแล้ว...เย้ๆๆๆ”

ภูผาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง คิดว่าฝันไป ขณะที่นายสว่างกับดอยหันมายิ้มให้กันด้วยความดีใจ...

ครู่ต่อมา ภูผา วงเดือน หนูน้อยกับนายสว่างและดอยมาถึงที่ฝังอัฐิของหนูนา หนูน้อยวางดอกไม้ให้แม่แล้วบอกท่านว่าวันนี้แม่เดือนมาด้วย นายสว่างกับดอยขยิบตาให้แกพูดต่อไป เด็กน้อยพยักหน้ารับรู้

“แม่หนูนาครับ หนูน้อยอยากให้แม่เดือนมาอยู่กับหนูน้อย อยู่ตลอดเลย ห้ามกลับ...นะครับ แม่หนูนาช่วยบอกแม่เดือนให้หน่อยนะครับ” หนูน้อยทำเป็นเอียงหูเข้าไปใกล้ๆที่ฝังอัฐิเหมือนได้ยินแม่หนูนาพูดอะไรบางอย่าง “หา...อ๋อๆ...ให้พ่อผาบอกแม่เดือนหรือ...ได้ๆครับ” หนูน้อยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะหันไปเร่งพ่อผารีบบอกแม่เดือน

“เฮ่ย...หนูน้อย...ชักจะแก่นเกินนะเรา” ภูผาเอ็ดตะโรลั่น

“หนูน้อยเปล่านะ...แม่หนูนาสั่ง...จริงมั้ยตาหว่าง... น้าดอย”

นายสว่าง ดอย และหนูน้อยส่งเสียงเชียร์ให้ภูผาบอกให้วงเดือนมาอยู่ที่นี่ด้วยกัน เขาทำเป็นโมโหกลบเกลื่อนความเขิน สั่งทุกคนกลับ เสียงเชียร์ของทั้งสามคนยังดังต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ภูผาเขินหนัก

“ใครจะอยู่ก็อยู่ ฉันกลับแล้ว” เขาว่าแล้วจ้ำพรวดไปเลย

“ผู้ชายปากแข็งก็งี้แหละครับคุณวงเดือน” นายสว่างมองตามเจ้านายแล้วอดขำไม่ได้ วงเดือนอมยิ้มไปด้วย...

ทางด้านวงเดือนคิดจะดัดนิสัยคนปากแข็ง แกล้งบอกภูผาว่าพรุ่งนี้จะกลับแสนสมุทร หนูน้อย นายสว่าง และดอยที่แอบลุ้นอยู่ใกล้ๆถึงกับหน้าจ๋อย ภูผาเห็นวงเดือนขยับจะไป ตัดสินใจเรียกไว้ เธอหยุดกึกหันมอง

“อย่าทิ้งฉันไปอีกเลยนะเดือน...อยู่กับฉันที่นี่...ตลอดไปได้ไหมเดือน” เขาโผกอดเธอทันที ทั้งสามคนที่แอบลุ้นอยู่พากันโดดตัวลอยออกจากที่ซ่อน ส่งเสียงเชียร์ให้เขาหอมแก้มเธอ ภูผาประคองใบหน้าเธอไว้ บรรจงหอมแก้มเธอซ้ายขวา แล้วโอบเอวเธอไว้

“ยังไม่ตอบเลยว่าจะอยู่ที่นี่กับฉันตลอดไปหรือเปล่า” เขามองเธออย่างรอคำตอบ

กองเชียร์เห็นวงเดือนยืนนิ่งไม่ตอบ ร้องเชียร์ให้เขาจูบเธอ ภูผาเอาใจกองเชียร์ ยื่นหน้าเข้าไปจะจูบ เธอร้องเสียงหลงว่ายอมแล้ว ยอมอยู่ที่นี่กับเขาแล้ว ภูผาดีใจสุดๆส่งเสียงเฮลั่นประสานเสียงกับกองเชียร์ หนูน้อยโดดกอดคอพ่อผาไว้ แล้วถามแม่เดือนอีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่าจะอยู่กับเขาและพ่อผาตลอดไปใช่ไหม เธอพยักหน้ารับคำหนูน้อยยิ้มแก้มป่องโน้มคอเธอเข้ามาหา สามคนพ่อแม่ลูกกอดกันกลม

“ฉันรักเธอนะ...วงเดือน”

“แล้วแม่เดือนล่ะครับ รักพ่อผาหรือเปล่า”

วงเดือนตอบเขินๆว่ารักเขาเช่นกัน หนูน้อย นายสว่างและดอยส่งเสียงเฮลั่นอีกครั้งหนึ่ง

“เราจะอยู่ด้วยกัน ช่วยกันดูแลไร่วงเดือนของพ่อผาแล้วก็ไร่เหนือฟ้าของแม่หนูนา...ตลอดไปนะ”

หนูน้อยและวงเดือนต่างรับคำ ทั้งสามกอดกันท่ามกลางบรรยากาศอบอวลไปด้วยความรัก

ooooooo

 

-อวสาน-

ชิงนาง ตอนที่ 18

อ่านเรื่องย่อ
นิยายไทยรัฐ
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement