advertisement

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย ตอนที่ 15

บทประพันธ์และบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 โดย ศรัณยู วงษ์กระจ่าง
14 พ.ย. 2556 16:21

ผู้ใหญ่เงาะยังคงถูกนักข่าวรุมสัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ผมถูกเรียกตัวให้มาเป็นยามตอนกลางคืนครับ เป็นการเรียกด่วนเลย เพราะทางผู้บริหารของอาคาร M.S.สืบ ทราบมาว่ายามหน้าตึกคนนี้มีประวัติอาชญากรรมมากมาย มีคดีติดตัวมาไม่น้อย แล้วยังมีเบาะแสว่าเคยร่วมกับผู้ก่อการร้ายวางระเบิดสถานที่ราชการทางภาคใต้ ของเราก็หลายครั้ง รวมทั้งตั้งทีมรับจ้างอุ้มฆ่ามาแล้วก็หลายราย ล่าสุดพบว่ามันเพิ่งมาเป็นยามได้ไม่ถึงเดือน ดูเหมือนจะมีคนขอให้บริษัทยามส่งมันมาอยู่ที่นี่ครับ อยู่ได้สักอาทิตย์กว่าๆนี่เองครับ” ผู้ใหญ่เงาะเล่ายืดยาว นักข่าวซักอีกว่าใครเป็นคนขอยามโจรคนนี้มา

“เป็นคนวงในของบริษัทยามครับ เห็นว่าชื่อ ตะวันฉาย ลูกชายของนายสุริยะที่เป็นนักการเมืองน่ะครับ”

ตำรวจเห็นท่าไม่ดี เกรงพยานจะทำให้เสียรูปคดี รีบตัดบท ยุติการให้สัมภาษณ์...

ข่าว ตำรวจเปิดตัวพยานปากเอก ออกทีวีทุกช่องในตอนค่ำของวันเดียวกัน แพรวาดูข่าวที่ตะวันฉายถูกพาดพิงถึงด้วยความสะใจ ก่อนจะปิดทีวีแล้วเดินมาหารำไพที่นั่งกินลมชมวิวอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้านเผ่า ลาภ ขออนุญาตไปหาหรั่งที่บ้านกลางทุ่งคืนนี้

“นัดกันแล้วหรือลูก”

“เขา จะโทร.หาหนูทันทีที่ออกจากห้องขัง แต่ที่สำคัญก็คือหรั่งไม่เคยไม่รู้ว่าหนูอยู่ที่ไหนค่ะแม่” แพรวาพูดจบเดินเข้าบ้านอย่างอารมณ์ดี ส่วนรำไพมองตามลูก ด้วยสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด...

ในเวลาต่อมาเผ่าลาภโทร.แจ้ง รำไพ ว่าได้อ่าน ความเห็นจากเอกสารที่หมออังกูรส่งมาให้แล้ว ส่วนผลการตรวจจริงๆ จะต้องใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์ใช่ไหม รำไพรับคำพลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดคำนึงของเธอ ตอนนั้นหมออังกูรแจกแจงให้รำไพฟังว่ามีอะไรบ้างที่จะใช้ตรวจดีเอ็นเอได้

“เรา ต้องใช้รากผม 8-10 เส้น แปรงสีฟันที่ไม่มีการใช้ร่วมกับผู้อื่นอย่างน้อยสามเดือน เล็บมือเล็บเท้าก็สามารถใช้ได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็คือเลือด แต่มีความจริงที่คุณต้องทำใจยอมรับให้ได้ก่อน นั่นก็คือ การทดสอบครั้งนี้ไม่สามารถให้ผลลัพธ์ได้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นได้เพียงความน่าจะเป็นเท่านั้น เพราะปกติแล้วลุง ป้า น้า อา จะมียีนที่เหมือนหลานเพียงยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เจือจางต่างจากบิดามารดาแท้ๆถึงสองเท่า”

“เราไม่อาจเก็บตัวอย่างใดๆจากพ่อแม่ได้เลยค่ะ” รำไพชี้แจง

“เข้าใจ ครับ เพราะฉะนั้น คุณต้องตัดสินใจเองว่าจะยอมรับการตรวจมากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์คือ สีผมจริงๆ ของเขาเป็นสีทอง ...ทองแดง” หมออังกูรหยิบตัวอย่างเส้นผมของหรั่งที่รำไพเก็บมาจากบ้านกลางทุ่งซึ่งกัดสี ออกไปแล้วมาให้ดู เห็นเป็นสีทองแดงชัดเจน เสียงเผ่าลาภเรียกรำไพดังออกมาจากโทรศัพท์ปลุกให้เธอตื่นจากภวังค์

“แล้วเราจะตัดสินใจอย่างไรดีคะ”

“เดินหน้าต่อไป เราทำดีที่สุด ในสิ่งที่ควรจะทำ แล้ว ผมเชื่อว่านายหรั่งจะหาทางออกได้ด้วยตัวเอง”

รำไพ เกรงว่าจะเป็นการเอาเปรียบหรั่งมากไปหรือเปล่า ถ้าเกิดผลดีเอ็นเอคลาดเคลื่อนขึ้นมา เผ่าลาภเองก็อยากให้เป็นอย่างนั้นใจแทบขาด เธอเองก็น่าจะรู้

ooooooo

หรั่ง เดินอยู่เดียวดายท่ามกลางความมืดยามค่ำอย่างไร้จุดหมาย น้ำตายังคงไหลอาบแก้ม ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งริมฟุตปาทอย่างคนสิ้นหวัง ทันใดนั้น ภาพในอดีตเมื่อ 17 ปีที่แล้วผุดขึ้นมาในความคิดของเขา

ตอน นั้น หรั่งยังเป็นแค่เด็กชายกำลังนั่งหน้าเศร้าอยู่ใต้ต้นไม้ริมทะเล ลุงนุ้ย นาคำ เข้ามาถามด้วยความเป็นห่วงว่าทำไมทำหน้าเหมือนคนอกหักแบบนั้น เขายอมรับว่าตัวเองอกหักจริงอย่างที่ลุงนุ้ยว่า

“เป็นเด็กเป็นเล็กอกหักแล้ว เก็บไว้โตก่อนไม่ดีหรือไอ้หรั่ง”

“ทำอย่างไรฉันถึงจะรวย”

ลุง นุ้ยเองก็ตอบไม่ได้ เพราะถ้ารู้คำตอบ คงไม่ต้องทนเป็นกรรมกรมาจนถึงทุกวันนี้แล้วย้อนถามว่าอยากจะรวยไปทำไม หรั่งคิดตามประสาเด็กน้อยว่าถ้าตัวเองมีเงินมากๆจะได้ไม่ต้องอกหัก ลุงนุ้ย ว่าไม่เกี่ยวกันคนจนก็มีรักแท้ได้ไม่เห็นในแคมป์ก่อสร้างที่เราอยู่หรือ มีผัวเมียตั้งกี่คู่ ตัวเล็กตัวน้อยยั้วเยี้ยเต็มไปหมด

“ลุงนุ้ยไม่เห็นมีลูกเลย”

“ก็ข้าไม่มีเมียนี่หว่า”

หรั่ง สรุปหน้าตาเฉย ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แสดงว่าลุงนุ้ยก็อกหักเหมือนกัน เขาเถียงคอเป็นเอ็นว่าไม่จริง เขารักเดียวใจเดียวต่างหาก หรั่งไม่ทันเห็นแม่กะหล่ำของเขา
ทั้งทำอาหารเก่ง ร้องเพลงก็เพราะ ถึงเธอจะไม่รักเขา แต่เขาก็ไม่เคยรักใครเท่าแม่กะหล่ำอีกเลย ลุงนุ้ยมีความสุขทุกครั้งที่นึกถึงเธอ แค่ได้แอบดูหลังคาบ้านของเธอหัวใจของเขาก็พองคับอกแล้ว แต่น่าเสียดายแม่กะหล่ำด่วนจากไปเสียก่อน ทั้งๆที่ยังไม่มีผัว

“แต่ ทุก วันนี้ ข้าก็ยังเก็บรูปแม่กะหล่ำไว้ดูก่อนนอนเลยนะเว้ย เห็นไหม ข้าไม่เคยอกหัก ข้ามีความสุขทุกวัน ขนาดเศรษฐีรวยๆยังอิจฉาข้าเลย” ลุงนุ้ยโม้สนั่น

“สอนฉันหน่อยสิ สอนให้ฉันมีความสุขอย่างลุง”

“ข้า จะ บอกให้นะ เอ็งมันมีบุญมีวาสนาสูงเกินกว่าที่ข้าจะสอนได้” ลุงนุ้ยว่าแล้วหันไปมองเด็กชายโบ้ที่วิ่งตรงเข้ามาหา “นู้น...คู่บุญของเอ็ง ไอ้โบ้...เอ็งสองคนจะทิ้งกันไม่ได้นะจำไว้” เขาว่าแล้วลุกออกไป เป็นจังหวะเดียวกับโบ้วิ่งมาถึงหรั่งพร้อมกับชูอะไรบางอย่างในมือ

“ถ้าฉันทำให้แกยิ้มได้ แกจะยอมให้ฉันขี่คอไหม” โบ้พูดจบส่งรูปถ่ายของแพรวาให้หรั่ง “ฉันเก็บได้ตรงหน้าบ้านเศรษฐี ฉันยกให้แก”

หรั่งยิ้มกว้าง คว้ารูปใบนั้นมาถือไว้อย่างหวงแหน โบ้ไม่รอช้าโดดขึ้นหลังเพื่อนรักทันที...

ใน เวลาไล่เลี่ยกัน ที่บ้านกลางทุ่ง แพรวาจัดโต๊ะอาหารสำหรับดินเนอร์สองที่ไว้กลางห้องโถงเสร็จพอดีบนโต๊ะมีดอก ไม้ช่อใหญ่สวยงามวางอยู่ เธอสำรวจความเรียบร้อยบนโต๊ะอาหารอีกครั้ง ก่อนจะนั่งรอการมาถึงของชายคนรักอย่างอารมณ์ดีมีความสุข...

อีกมุม หนึ่ง หน้าบ้าน รถของเผ่าลาภแล่นเข้ามาจอด นายสยามรีบลงมาเปิดประตูรถให้เผ่าลาภซึ่งยังคงนั่งนิ่ง สีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะคว้ามือถือขึ้นมาโทร.เข้าบ้านตัวเอง

“ผมว่าคุณน่าจะเหมาะกว่าผมนะ อย่างน้อยก็ลูกผู้หญิงเหมือนกัน”

ooooooo

ตะวันฉายถึงกับชะงักเมื่อกลับถึงเซฟเฮ้าส์ใน ตอนเช้า แล้วพบโน้ตมีข้อความข่มขู่เสียบอยู่หน้าประตูห้อง

“อย่านึกนะว่าจะไม่มีใครล่วงรู้ความชั่วของนาย วันใดที่ศพเผ่าลาภถูกฝังลงหลุม วันนั้นความเลวร้ายของนายจะถูกขุดขึ้นมาเปิดโปง”

แค่ข้อความข่มขู่ไม่อาจทำให้ตะวันฉายหวั่นไหวกลับวางแผนจะเอาคนปากโป้งลงหลุมไปกับเผ่าลาภ...

ใน ขณะเดียวกัน บารมีแวะไปที่บ้านเผ่าลาภ เจอเพียงส้มออกมาต้อนรับ พร้อมกับรายงานว่าแพรวาไม่อยู่ออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ส่วนรำไพอยู่ข้างบนยังไม่ลงมา

“คุณลินจงเพิ่งกลับไปโรงสีข้าวเมื่อวานนี้ค่ะ...คุณกันทิมาเมื่อครู่นี้หนูเห็นแวบๆ...”

จังหวะ นั้น ชาติชายเดินเข้ามาพอดี บารมีหันไปทักว่ามาจากเหมืองตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาเพิ่งมาถึงเมื่อสักครู่เผื่อทางนี้มีอะไรให้ช่วยตอนเคลื่อนย้ายศพเฮียตง จะได้เรียกหาได้สะดวก

“ก็ดี บอกซ้อด้วยว่าอั๊วจะไปที่ฮวงซุ้ยเลย ขอให้พวกเราระวังตัวให้ดี คนที่คิดร้ายกับพวกเรายังมีเหลืออยู่ สำหรับลื้อ อาเหลียง อั๊วหวังว่ากันทิมาจะอยู่ในความดูแลที่ดีของลื้อตลอดไปนะ” บารมีพูดจบ ผลุนผลันออกไป ชาติชายมองตามพี่ชายอยู่อึดใจ พอหันกลับมาอีกที กันทิมายืนหลบๆอยู่ ร้องทักว่าทำไมต้องหลบหน้าบารมีเธอแก้ตัวว่าไม่ได้หลบ แค่ไม่มีอะไรจะพูดด้วย แล้วขอตัวเข้าไปด้านใน สวนกับรำไพที่เพิ่งลงมาจากข้างบน

“ตื่นเช้าอีกแล้วนะคุณกัน”

“ตื่นอย่างนี้ทุกวันจนเคยตัวแล้วล่ะค่ะ”

“สงสัย ลูกในท้องต้องขยันแน่ๆเลย แม่ตื่นเช้าขนาดนี้ ดูสิ จนห้าเดือนแล้วยังมองไม่ออกเลยนะ ท้องสาวเนี่ย” รำไพว่าแล้วพากันทิมาไปยังห้องอาหาร ปล่อยให้ชาติชายยืนอึ้งอยู่เพียงลำพัง

ooooooo

ขณะ ที่ชาติชายเพิ่งตระหนักว่าทำไมกันทิมาถึงปฏิเสธคำชวนให้มาเริ่มต้นกันใหม่ ของตนเองแพรวาขับรถมุ่งหน้าเข้าเมือง สีหน้าบ่งบอกว่าผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในสมองของเธอ เมื่อคืนที่ผ่านมา หรั่งไม่ได้มาที่บ้านกลางทุ่งอย่างที่นัดกันเอาไว้ ได้แต่ส่งคลิปวีดิโอที่อัดไว้ในมือถือมาให้

ในคลิปนั้น หรั่งไม่ได้บอกความจริงที่เพิ่งได้รู้จากเผ่าลาภว่าแพรวากับเขาเป็นลูกพี่ ลูกน้องกัน ได้แต่บอกเพียงว่าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และขอให้เธอเชื่อว่าเขาไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้

“มันไม่ใช่ความผิด ของ ผม แต่มันเป็นกรรม... กรรมที่ยากจะบอกว่าใครเป็นผู้ก่อและไม่รู้ว่าจะหาตัวต้นตอความผิดได้ที่ไหน แต่ผู้ที่จะต้องชดใช้กลายเป็นผม ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ผมจะต้องแก้ยังไง แก้ตรงไหน แก้ที่ใคร...ใครจะบอกผมได้บ้าง” หรั่งจำต้องหยุดพูดชั่วขณะเพราะมีก้อนอะไรบางอย่างมาจุกที่คอหอยกล้ำกลืน ลงไปอย่างยากเย็น ก่อนจะระบายความในใจต่อไป

“ง่ายกว่านั้นคือเลือก ที่จะ ไม่รับรู้อะไรเลยดีกว่า แต่มันเป็นไปไม่ได้ โชคชะตาได้กำหนดให้ผมได้รับรู้ความจริงเหล่านั้นในวันนี้ เพื่ออะไร...คงเพื่อไม่ให้ผมทำบาปกรรมมากไปกว่าที่เป็นอยู่นี้ ผมต้องขอโทษที่ไม่อาจพูดกับคุณซึ่งๆหน้าได้ เพราะผมอายความรู้สึกของตัวเองทั้งหมดที่เคยมีต่อคุณ ผมอายความฝันทั้งหมดที่ผมเคยฝันถึงคุณไว้ ผมรู้ว่าคุณคงทำใจได้ยากและคงไม่มี ทางที่คุณจะเข้าใจทั้งหมดในตัวผม” หรั่งต้องหยุดพูดอีกครั้งพยายามกลั้นน้ำตาลูกผู้ชายไม่ให้ไหล แล้วสูดลมหายใจเข้า ก่อนจะตัดสินใจครั้งสำคัญ

“ผมขอแนะนำทางออกที่ รวดเร็วที่สุดสำหรับคุณก็คือ ขอให้คุณเข้าใจเสียว่า ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นแก่ตัวของผมเอง เพราะผมจะขอหนีไปให้ไกล หนีไปจากทุกสิ่งที่ผมก่อไว้ในวันนี้ เพื่อรับผิดชอบต่อสิ่งที่ผมไม่ได้เป็นผู้ก่อไว้ในอดีต...ลาก่อนครับ ลืมทุกอย่างที่ผมเคยพูดกับคุณไว้ให้หมดสิ้น มันเป็นแค่ลมปากของคนที่ตกอยู่ในภวังค์เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น” คลิปวีดิโอเล่นมาถึงตรงนี้ แพรวาถึงกับปล่อยโฮ รำไพได้แต่ยืนมองลูกอยู่ห่างๆด้วยความเป็นห่วง เสียงคลิปวีดิโอของหรั่งยังคงพูดต่อเนื่อง

“นับจากวันนี้เป็นต้นไป คุณจะไม่ได้เห็นหน้าผมอีกและอย่าได้คิดตามหาตัวผม เพราะไม่มีวันที่คุณจะหาผมเจอ ผมขอมีชีวิตอยู่กับครอบครัวเล็กๆของผมที่ไม่มีใครรู้จัก เพื่อจะได้ไม่ต้องมีใครช้ำใจมากไปกว่านี้ ดูแลตัวเองให้ดีนะครับ สัญญาว่าจะระลึกถึงคุณเสมอ เท่าที่ผมจะทำได้”

แพรวาขว้างมือถือทิ้ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้นน้ำตานองหน้า เสียงหรั่งยังดังมาให้ได้ยินๆอีกว่า เธอคงจะไม่เชื่อคำสัญญาจากปากของเขาอีกต่อไปแล้ว แพรวาหันมาเห็นแม่ยืนมองอยู่โผเข้าไปซบอกคร่ำครวญว่า

“ทำไม...ทำไม ถึง เป็นอย่างนี้ เขาทำอย่างนี้ได้อย่างไร เขาทำกับน้องแพรอย่างนี้ได้อย่างไร ทำทำไม ทำเพื่ออะไร แม่จ๋า...ช่วยน้องแพรด้วย”

รำไพไม่รู้จะช่วยลูก อย่างไร ได้แต่ปลอบให้ตั้งสติ และใจเย็นๆก่อน แล้วทุกอย่างจะคลี่คลายเอง แพรวายังคงคร่ำครวญว่าจะมีสติได้อย่างไรในเมื่อไม่เข้าใจว่าหรั่งทำกับเธอ แบบนี้เพื่ออะไร สู้บอกมาตรงๆเลยว่าเธอไม่ดีตรงไหน เลวอย่างไร ยังดีกว่าจะมาบอกว่าเป็นเวรเป็นกรรมอะไรก็ไม่รู้

“แล้วก็ทิ้งน้องแพร ไป อย่างนี้ ทิ้งไปในวันที่เรามีนัดกัน เราตกลงว่าจะตั้งต้นชีวิตคู่ของเราในวันนี้ เราจะมีชีวิตอยู่ด้วยกัน เป็นของกันและกันตลอดไป แต่ทำไมถึงกลายเป็นอย่างนี้ ทำไม...”

“เขาคงมีเหตุผลสำคัญอะไรบางอย่างที่บอกหนูไม่ได้”

“มัน ไม่มีหรอกค่ะเหตุผลสำคัญที่บอกใครไม่ได้ มันไม่มีเหตุผลมากกว่า มันคือความเห็นแก่ตัวจริงอย่างที่เขาว่า เขาคงคิดว่าเขาได้หัวใจน้องแพรไปแล้ว คิดจะปู้ยี่ปู้ยำอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือ...แม่จ๋า ไม่มีใครทำร้ายน้องแพรได้เจ็บเท่านี้อีกแล้ว แต่น้องแพรจะไม่ยอมให้เขาทำกับน้องแพรข้างเดียวหรอก น้องแพรจะหาตัวเขาจนกว่าจะเจอ จะตามรังควานเขาไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน น้องแพรจะตามไปประจานเขา จะเปิดโปงทุกอย่างที่เขาทำกับหนูไว้ จะไม่มีวันปล่อยให้เขามีชีวิตสุขสงบได้อย่างที่เขาต้องการหรอก คอยดูสิ” แพรวายิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจ

ooooooo

หลังจากได้ฟังแพรวาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก้อยเถียงหัวชนฝาว่าหรั่งไม่มีวันทำอย่างนั้นเด็ดขาด แพรวายืนยันว่าทำไปแล้ว เขาทิ้งเธอไปเฉยๆอย่างไม่มีเหตุผล ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน นอกจากคลิปสั้นๆเท่านั้น ก้อยจับน้ำเสียงที่ทั้งรักทั้งแค้นของแพรวาได้  ควานหามือเธอมากุมไว้

“คุณแพรวาคะ ก้อยรู้ว่าหรั่งคิดอย่างไรกับคุณจริงๆนะคะ ถึงก้อยจะมองไม่เห็นแต่ก้อยรู้ว่าทั้งชีวิตของหรั่งมีแต่คุณแพรวาคนเดียวเท่านั้น คุณเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้หรั่งต่อสู้กับอุปสรรคในชีวิตจนมาถึงวันนี้ได้”

“แล้วทำไมวันนี้เขาถึงเลิกล่ะ ทำไมอยู่ๆก็หนีหายไป”

ก้อยมั่นใจว่าหรั่งคงมีปัญหาบางอย่างที่พูดไม่ได้ แพรวาของขึ้นทันที โวยวายลั่นว่านั่นเป็นแค่ข้ออ้างของคนเลวๆคนหนึ่งเท่านั้น ก้อยเถียงแทนว่าหรั่งไม่ใช่คนแบบนั้น

“ก้อยจะมั่นใจได้อย่างไร เขาอาจจะโกหกทุกคนมาโดยตลอดก็ได้  เขาอาจจะมีคนอื่นโดยที่ก้อยไม่รู้  เหมือนที่เขาเคยโกหกก้อยว่ากำลังตามหาพ่อของเขาอยู่  เขาอาจจะแอบมีเมียอยู่ที่ไหนสักที่หนึ่ง  แล้ววันนี้เมียเขาอาจจะท้องขึ้นมา  เขาก็เลยรู้สึกสำนึกได้ว่าต้องกลับไปอยู่กับลูกกับเมียเขา” แพรวาพูดเป็นตุเป็นตะ

“คุณแพรวาคะ อย่าทำให้ก้อยรู้สึกไม่ดีกับคุณด้วยการพูดจาให้ร้ายหรั่งเลยค่ะ”

แพรวาขอโทษที่อาจจะเพ้อเจ้อไปหน่อย คงเป็นเพราะคิดถึงหรั่งและไม่รู้ว่าจะไปตามหาได้ที่ไหน  ก้อยมั่นใจว่าเขาจะต้องกลับมาหาเธอเอง  แพรวาขอบใจก้อยมากที่อุตส่าห์นั่งคุยเป็นเพื่อน แล้วขยับจะไป ก้อยนึกอะไรขึ้นมาได้   ถามว่าพิธีฝังศพคุณเผ่าลาภจะจัดขึ้นเมื่อไหร่ เธอเชื่อว่าหรั่งจะต้องไปที่นั่นแน่นอน...

ระหว่างนั่งรถไปกับเผ่าลาภ รำไพยังคาใจไม่หาย ทำไมหรั่งถึงเลือกใช้วิธีนี้แทนที่จะบอกความจริงกับแพรวาไปเลย  เผ่าลาภว่าน่าจะเป็นเพราะเขาเองก็ยังไม่อยากเชื่อว่าทั้งหมดนี่เป็นเรื่องจริง ในเมื่อมีโอกาสคลาดเคลื่อนถึงเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ตามที่หมออังกูรบอก ก็เลยขอพิสูจน์ให้เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์เสียก่อน ถึงจะยอมรับว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับแพรวา  รำไพสงสัยจะมีวิธีอะไรมาพิสูจน์ได้อีก เผ่าลาภเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

“หรือจะซื้อเวลาเพื่อทำใจ” รำไพตั้งข้อสังเกต เผ่าลาภสรุปว่าอาจจะเป็นอย่างที่เธอพูดก็ได้...

ฝ่ายแพรวาไม่หลับไม่นอน ยังนั่งหน้าเศร้าทำใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ แม้รำไพจะสงสารลูกจับใจ  แต่จำเป็นต้องเข้าไปบอกลูกว่า ถึงเวลาที่ท่านต้องตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว

“แม่ต้องเลือกระหว่างการใช้ชีวิตที่เหลือเพียงลำพังกับคุณป๋าของหนู แต่ต้องอยู่แบบคนไม่มีตัวตน หรือจะเลือกเป็นคุณรำไพคนเดิมที่สุขสบายในคฤหาสน์หลังใหญ่ แต่ต้องรับสภาพเป็นหญิงม่ายและปล่อยให้คุณป๋าของหนูสาบสูญไปเพียงลำพังคนเดียว”

แพรวารู้แก่ใจดีว่าแม่ต้องเลือกอย่างแรก  เพราะถ้าเป็นเธอเองก็คงทำแบบเดียวกัน แล้วบอกท่านว่าไม่ต้องเป็นห่วงเธอโตแล้วถึงเวลาที่ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง

“หนูจะอยู่ในสายตาของแม่และคุณป๋าตลอดเวลา รู้ใช่ไหมจ๊ะ”

“ทราบค่ะ...แล้วแม่จะไปที่ฮวงซุ้ยด้วยไหมคะ”

“ใครๆเข้าใจว่าแม่หัวใจสลายจนไม่อาจทนอยู่ร่วมงานศพคุณป๋าได้ ให้แม่เป็นอย่างที่พวกเขาเข้าใจน่ะแหละ ดีแล้ว” รำไพพูดจบ ดึงลูกมากอดด้วยความรัก

ooooooo

หรั่งอยู่กรุงเทพฯ ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ตัดสินใจเดินทางไปหาผู้จัดการธนาคารเจ้านายเก่าของตัวเองที่เมืองจันทบุรี และที่สำคัญต้องการพบเถ้าแก่เส็งเพื่อจะสอบถามเรื่องราวในอดีตอะไรบางอย่าง  แต่มาสายเกินไป  หลังจากหรั่งกลับไปคราวก่อนได้ไม่นาน เถ้าแก่เส็งก็ล้มฟาดพื้นหมดสติแล้วไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย

ครู่ต่อมา ผู้จัดการพาหรั่งไปเคารพศพเถ้าแก่เส็งที่ฮวงซุ้ยแห่งหนึ่งนอกเมืองจันทบุรี เขายืนจ้องหลุมฝังศพเถ้าแก่เส็งอยู่อึดใจ ก่อนจะหันไปถามเจ้านายเก่าว่าเขาตายด้วยอุบัติเหตุหรือ

“อืม หน้ามืดไปเฉยๆ หมอบอกว่าคนแก่สูงวัยก็อย่างนี้แหละ อยู่มาได้ถึงขนาดนี้นี่ถือว่าเก่งแล้ว ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าแกจะรออะไรสักอย่าง พอเสร็จแล้วก็ไป”

“รออะไรหรือครับ”

“ไม่รู้สิ ฉันก็ไม่ได้ถามไว้ด้วย ถ้าให้เดาแบบคนไม่รู้ที่มาที่ไปก็ต้องเดาว่าอยู่รอเจอนายนั่นแหละ พอนายไปปุ๊บแกก็เอาแต่นั่งยิ้ม แล้วก็วูบปั๊บเลย”

“ผมคงจะไม่มีที่ไปจริงๆแล้วล่ะครับผู้จัดการ” หรั่งค้อมหัวคำนับศพเถ้าแก่เส็ง แล้วเดินจากไปอย่างไร้จุดหมาย ผู้จัดการนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ตะโกนบอกหรั่งว่าเถ้าแก่เส็งฝากให้เขามอบสิ่งนี้ให้ แล้วล้วงมือลงไปในแจกันปักดอกไม้หน้าหลุมศพ หยิบแถบผ้าที่ม้วนไว้เป็นก้อนกลมๆออกมา

“มันน่าจะมีความหมายและความสำคัญสำหรับนาย แต่สำคัญอย่างไรฉันก็ไม่อาจรู้ได้”

หรั่งรีบคลี่ม้วนผ้าออกดู ถึงกับงงเมื่อเห็นตัวอักษรจีนเขียนเอาไว้ ผู้จัดการชะโงกหน้ามาดู บอกว่าเป็นตัวเลขสิบตัว หรั่งนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดาว่าน่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ แล้วขอตัวออกไปลองกดเบอร์ดูมีสัญญาณว่าโทร.ติดดังขึ้น สักพัก มีคนรับสาย หรั่งละล่ำละลักถามว่าที่นั่นที่ไหน เขากำลังพูดอยู่กับใคร

“ได้เบอร์นี้มาจากไหน” คนปลายสายถามเสียงเครียด

“เถ้าแก่เส็งให้ผม...ผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์”

“ในที่สุดฉันก็ได้พูดกับนายจนได้...ฉันรอวันนี้มานานแล้ว วันที่ฉันได้คลี่คลายเรื่องราวยุ่งเหยิงทั้งหมดเสียที อ้อ...นายคือ หรั่ง นาคำ ใช่ไหม...นายเก่งมากนะ ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไอ้ตงมันถึงบอกว่าเก่งสมกับเป็น

ลูกชายของฉัน” คำพูดนั้นทำให้หรั่งเย็นวาบไปทั้งตัว ถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า

“คุณยังไม่ตาย?”

“นายเป็นคนแรกที่รู้เรื่องนี้ ถ้าไม่นับเฮียเส็ง”

หรั่งต่อว่าคนในตระกูลนี้เป็นอะไรกันหมด ถึงได้สนุกกับการหลอกใครต่อใครว่าตัวเองตายไปแล้ว เผด็จศึกหรือเฮียย้งที่ใครๆคิดว่าตกเขาตายไปแล้ว  หัวเราะชอบใจ นึกไม่ถึงว่า
เผ่าลาภจะลอกเลียนแบบวิธีของตนเอง หรั่งทั้งเคืองทั้งน้อยใจ ต่อว่าเขาอีกว่าเห็นแก่ตัว คนในตระกูลมหาโชคตั้งศิริทุกคนคิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง เอาตัวเองเป็นใหญ่ไม่เคยนึกถึงความรู้สึกของคนอื่น แม้กระทั่งลูกของตัวเอง

“แล้วการที่ฉันทำทุกวิถีทางเพื่อให้ทารกตัวน้อยๆ

มีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้เพื่อให้การตามล่าเอาชีวิตกันจบสิ้นลง อย่างนี้ก็เป็นการเห็นแก่ตัวด้วยอย่างนั้นหรือ...นายยังสวมล็อกเกตไวโอลินอันนั้นอยู่หรือเปล่า”

ชายหนุ่มอยากจะถอดทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดไป เฮียย้งถามประชดว่ามันเป็นภาระกับเขามากนักหรือ ไม่อยากเป็นลูกชายของเขาแล้วใช่ไหม หรั่งตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำว่าถ้าไม่บาปก็ไม่อยากเป็น เฮียย้งอยากรู้เหตุผล เขาหาว่าเฮียย้งทำให้ชีวิตของเขาพังพินาศ การที่อ้างว่าทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขาปลอดภัยแล้วทำไมกลับปล่อยให้เขาระหกระเหินอยู่กับกรรมกรก่อสร้างที่เป็นใครก็ไม่รู้ เฮียย้งรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะเอาตัวรอดมาจนทุกวันนี้ได้

“ถ้าผมพลาดพลั้งไประหว่างทางของชีวิต ถ้าผมเกเร ติดยา เสียผู้เสียคน คุณจะยังมีหน้ามาพูดจาอวดอ้างความภาคภูมิใจอย่างนี้ได้อีกไหม คุณรู้ไหมครับ ไม่กี่วันมานี่ ผมเกือบจะได้เป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลกแต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เกือบจะทำในสิ่งที่ผิดอย่างมหันต์ ทั้งหมดเป็นเพราะคุณ เพราะคุณคนเดียว คุณมันเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจที่สุด คุณทำอย่างนี้กับลูกชายของคุณได้อย่างไร ผมเกลียดคุณ ผมไม่อยากมีพ่ออย่างคุณ”

“ฉันเข้าใจว่านายรู้สึกอย่างไร และที่นายพูดมานั้นฉันก็ยอมรับว่าถูกของนาย ฉันเอาเปรียบนาย แต่มันไม่ใช่อย่างที่นายพูดทั้งหมดหรอก เพราะจริงๆแล้วนายไม่ใช่ลูกชายฉัน”

หรั่งหน้านิ่วด้วยความฉงน “ยังไงนะครับ”

“มีเด็กกำพร้าอีกคนหนึ่งที่ถูกเอามาทิ้งในวันเดียวกันนั้น หัวมันเป็นสีแดงเหมือนลูน่าเมียฉันไม่มีผิด ฉันต้องการให้ลูกชายฉันมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยและไม่ถูกตามล่าในภายหลัง ฉันจึงผูกล็อกเกตไว้ที่คอเด็กกำพร้าคนนั้นและบอกลุงนุ้ยว่าเขาคือลูกชายของฉัน ซึ่งทุกคนก็เชื่อสนิทใจ”

ทันใดนั้น ภาพในอดีตผ่านเข้ามาในความทรงจำของเฮียย้งเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เด็กทารกซึ่งเป็นลูกชายของเขานอนอยู่บนเบาะข้างพระสงฆ์ที่นั่งวิปัสสนาอยู่ใต้กลดกลางป่า เฮียย้งเล่าเพิ่มเติมอีกว่า

“ส่วนเลือดเนื้อเชื้อไขที่แท้จริงของฉัน ไปอยู่กับหลวงพ่อวัดป่า ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนมาขอไปเลี้ยงและก็เป็นคนในชุมชนเดียวกันกับลุงนุ้ยเสียด้วย แถมยังมีเครื่องดนตรีมากมายให้ลูกชายฉันได้หยิบจับเล่นได้ตามใจชอบอีกต่างหาก สุดท้ายเด็กทั้งสองคนนั้นได้กลายเป็นเพื่อนรักกันในที่สุด”

“ไอ้โบ้” หรั่งร้องเอะอะทั้งตกใจระคนแปลกใจ

เฮียย้งคุยว่าคอยเฝ้าดูทั้งหรั่งและโบ้มาโดยตลอด มีหลายครั้งที่เขาอยากเปิดเผยตัวออกมา แต่เมื่อใดที่เห็นทั้งคู่มีความสุข แม้จะเป็นความสุขตามอัตภาพ แต่ก็สุขใจและปลอดภัยกว่าการเป็นทายาทในตระกูลใหญ่ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เอาเป็นเอาตายถึงชีวิต

“โบ้เขายังไม่รู้หรอกว่าเขาคือใคร ถ้านายไม่บอกเขา ฉันก็ไม่ว่า เพราะในที่สุดแล้วตระกูลของฉันก็ผ่านพ้นวิกฤติมาได้เพราะนายมีส่วนไม่น้อย หลานสาวของฉันแข็งแกร่งได้ก็เพราะนาย...นายอยากจะเป็นพี่ชายเธอหรือเป็นมากกว่านั้นก็ตัดสินใจเอาเอง...รีบๆเข้าหน่อยก็แล้วกัน”

“จะมีใครเชื่อผมไหมว่าผมได้คุยกับคุณ”

“ไม่มีทาง เพราะฉันเป็นคนที่ตายไปพร้อมกับรถที่ตกเขานานหลายสิบปีแล้ว”

“แล้วผมจะบอกคุณเผ่าลาภอย่างไร”

“ไม่เห็นต้องบอก ในเมื่อเขาก็เป็นคนที่ตายไปแล้วเหมือนกันไม่ใช่หรือ” เฮียย้งวางสาย  ถอนหายใจ โล่งอก  แล้วโยนโทรศัพท์มือถือทิ้งลงบ่อน้ำเบื้องหน้าตัวเอง

ooooooo

หรั่งยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น หลายสิ่งหลายอย่างที่เพิ่งรับรู้ ทำให้โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ผิดจากก่อนหน้านี้ลิบลับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกะทันหันเสียจนทำให้เขานึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี  ทันใดนั้น ผู้จัดการธนาคารเจ้านายเก่าของเขาโผล่พรวดพราดเข้ามา  หรั่งปราดเข้าไปหาด้วยความดีใจ

“ผู้จัดการครับ ขอบคุณมากครับ ขอบคุณที่พาผมมาที่นี่ ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง”

“อย่าเพิ่งขอบอกขอบใจฉันเลย นายรีบไปกาญจนบุรีก่อนดีกว่า”

“มีอะไรหรือครับ”

“คุณแพรวาอยู่ที่นั่น วันนี้มีพิธีฝังศพคุณเผ่าลาภ คุณแพรวาและญาติพี่น้องทุกคนจะไปร่วมพิธีที่นั่น”

“ผมเป็นคนนอกไม่ต้องรีบก็ได้มั้งครับ”

“แต่สายข่าวแถวนี้ลือกันให้แซ่ดว่า จะมีคนที่ไม่ประสงค์ดีเดินทางไปร่วมพิธีนี้ด้วย นายควรจะรีบไหมล่ะ เอารถฉันไป น้ำมันมีเต็มถัง เหยียบให้สุดๆไปเลย”

“ขอบคุณครับ” หรั่งซาบซึ้งน้ำใจของเจ้านายเก่าสุดๆ

“เอาปืนของฉันติดไปด้วย ถ้าใช้ไม่เป็นก็รีบๆหัดเสีย” ผู้จัดการว่าแล้วส่งกุญแจรถกับกระเป๋าหนังใส่ปืนให้ จากนั้นหรั่งรีบโทร.ขอแรงเท่ห์ เช็งกับโบ้ให้มาช่วย และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา จึงนัดให้พวกนั้นมาเจอกันระหว่างทางไปกาญจนบุรี ไม่นานนัก หรั่งมาถึงจุดนัดพบ กลับมีเพียงเท่ห์กับเช็งเท่านั้นที่วิ่งมาขึ้นรถ

“ไอ้โบ้ล่ะ กูมีเรื่องอยากจะคุยกับมันเยอะเลย”

“ไปงานฝังศพคุณเผ่าลาภเนี่ยแหละ มันพาก้อยไป ยายก้อยอยากไปเคารพศพคุณเผ่าลาภ” เท่ห์รายงานหรั่งพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเร่งเครื่องรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่ผู้จัดการให้ยืมออกไปอย่างรวดเร็ว

“ไอ้เท่ห์ ไอ้เช็ง...พวกมึงจะเปลี่ยนใจก็ได้นะ”

“เพื่อนตายเปลี่ยนใจกันไม่ได้ง่ายๆหรอก” เช็งพูดจบเปิดกระเป๋าหนังที่วางอยู่ข้างๆหรั่ง หยิบปืนขึ้นมาดูเท่ห์โวยวายลั่นว่าอย่าหันปากกระบอกปืนมาทางตนเด็ดขาด เขารีบเก็บปืนไว้ในกระเป๋าอย่างเดิม...

บ่ายวันเดียวกัน ที่ฮวงซุ้ยของตระกูลมหาโชค–ตั้งศิริ แพรวา กัมปนาท ลินจง ชาติชายและกันทิมามารวมตัวกันอยู่หน้าหลุมฝังศพเผ่าลาภ โดยมีโบ้ประคองก้อยตามเข้ามาสมทบ

“ซ้อรำไพล่ะน้องแพร”

“เป็นลมเข้าโรงพยาบาลไปอีกแล้วเมื่อคืนนี้เองค่ะอาเจ็กฮุย”

“เจ๊ฮุ้งล่ะ”

“ตามลูกตามผัวไปเมืองนอกแล้ว ผิดหวังที่น้องแพรไม่ขาย M.S.” ลินจงตอบคำถามแทนหลานสาว สักพักบารมีจึงตามเข้ามายืนด้านหลัง ห่างจากคนอื่นๆ เล็กน้อย...

อีกด้านหนึ่งบริเวณเนินเขาใกล้ฮวงซุ้ย มือปืนสามคนกระจายตัวกันซุ่มอยู่รอบๆ โดยไม่มีใครทันสังเกตเห็น ในมือของทั้งสามคนมีปืนยาวติดลำกล้อง หนึ่งในนั้นเล็งปืนตามแพรวาทุกฝีก้าว...

ทุกคนที่มาในงานฝังศพเผ่าลาภต้องแปลกใจเมื่อเห็นตะวันฉายมาร่วมงานด้วย เขาไม่สนใจสายตาที่จ้องมองเขาเป็นตาเดียวกัน เดินเข้ามายืนข้างๆบารมี ทักทายโดยไม่ได้มองหน้าว่านานแล้วที่ไม่ได้เจอหน้าค่าตากัน

“แต่ฉันนึกอยู่แล้วว่าต้องได้เจอแกที่นี่” บารมีขบกรามแน่นด้วยความแค้น

ooooooo

เมื่อญาติพี่น้องมากันพร้อมหน้า พิธีฝังศพเผ่า-ลาภตามประเพณีจีนก็เริ่มต้นขึ้น ชาติชายซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆกันทิมาเอ่ยขึ้นพอให้ได้ยินกันสองคนว่า

“ผมเพิ่งรู้ว่าทำไมคุณถึงไม่ยอมเริ่มต้นใหม่กับผม”

กันทิมาได้แต่มองหน้าชาติชายไม่ยอมพูดอะไรทั้งสิ้น...

พิธีฝังศพยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง บารมีซึ่งยืนอยู่ข้างตะวันฉายพูดขึ้นลอยๆว่า  เคยรู้บ้างไหมว่าเขาเลวเหมือนใคร ตะวันฉายฉีกยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน  ก่อนจะเหน็บแนมกลับว่า

“คุณมีดีกว่าผม แค่ตรงที่โง่กว่าเท่านั้นเอง”

“เดี๋ยวก็รู้...ทั้งตำรวจทั้งนักข่าวจะมารวมตัวกันที่นี่ อีกไม่นานนี้แหละ” บารมีเป็นฝ่ายฉีกยิ้มบ้าง...

ด้านหรั่งบึ่งรถมาถึงเชิงเขาใกล้ฮวงซุ้ยของตระกูลมหาโชคตั้งศิริ มองขึ้นไปบนเนินเขาเห็นมือปืนคนหนึ่งกำลังเล็งปืนไปยังหุบเขาด้านล่าง ส่วนเนินเขาอีกด้านหนึ่ง มีมือปืนอีกสองคนซุ่มอยู่ หรั่งรีบสั่งการทันที

“ไอ้เท่ห์ ขับต่อที...ขึ้นไปบนเขาลูกนั้น เจอใครชนได้เลย”

เท่ห์เอื้อมมือมาจับพวงมาลัยรถ ขณะที่หรั่งพุ่งตัวออกมาจากรถ แล้วม้วนตัวกลิ้งตรงไปทางเนินเขาที่มือปืนคนเดียวซุ่มอยู่ ขณะมือปืนกำลังรอให้เป้าหมายอยู่นิ่งๆนานพอจะยิงได้ หรั่งตะโกนเตือนแพรวาเสียงลั่นให้ระวังตัว มือปืนตกใจ รีบเหนี่ยวไกทำให้กระสุนพลาดเป้าสำคัญถากแค่ไหล่แพรวาเท่านั้น เธอล้มลงท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้มาร่วมงาน  ซึ่งพากันแตกตื่นวิ่งหนีตายกันอลหม่าน

ตะวันฉายไม่พอใจมากถึงกับสบถคำหยาบเสียงลั่นที่มือสังหารของตนพลาดเป้า มือปืนอีกสองคนที่ซุ่มอยู่บนเนินเขาอีกลูกหนึ่ง ขยับตัวออกจากที่กำบัง เตรียมจะยิงซ้ำ พลันรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่เท่ห์ขับ พุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว มือปืนตกใจ พากันแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง เท่ห์กับเช็งกระโจนเข้าหามือปืนทั้งสองคน ประเคนทั้งหมัดและเข่าใส่อุตลุด

เช่นเดียวกับหรั่งพุ่งเข้าใส่มือปืนคนแรก  ซึ่งกำลังจะหนี พยายามจะแย่งปืนมาให้ได้ ส่วนกัมปนาทที่อยู่ใกล้หลุมฝังศพรีบดึงตัวแพรวาหลบเข้าที่กำบัง เธอจำได้ว่าเสียงตะโกนเป็นเสียงของหรั่ง พยายามโผล่ขึ้นไปมองบนเนินเขาด้วยความเป็นห่วง กัมปนาทต้องคอยดึงให้หมอบต่ำๆไว้ ไม่อยากให้เธอตกเป็นเป้านิ่งอีก

ooooooo

ตะวันฉายซึ่งหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ไม่ห่างกันนัก ชักปืนขึ้นมาเล็งไปยังแพรวา แต่ยังไม่ทันจะเหนี่ยวไก บารมีย่องมาทางด้านหลังเอาปืนจ่อหัวเขาไว้เสียก่อน

“ง่ายไปหน่อยไหมหลานชาย”

ทันใดนั้น มีเสียงปืนดังมาจากเนินเขา บารมีหันขวับไปมอง ตะวันฉายฉวยโอกาสกระแทกด้ามปืนใส่เขาจนหน้าหงาย ชาติชายเห็นพี่ชายเสียท่าพุ่งเข้าไปล็อกคอตะวันฉายล้มกลิ้งไปด้วยกัน

มีเสียงปืนดังขึ้นอีกหนึ่งนัดก้องไปทั้งหุบเขา พร้อมๆกับร่างของมือปืนซึ่งถูกหรั่งยิงใส่ล้มลงจมกองเลือด เสียงปืนทำให้ชาติชายชะงัก ตะวันฉายได้ทีสะบัดหนีจนเป็นอิสระ คว้าปืนขึ้นมายิงต้นขาชาติชายถึงกับทรุดฮวบ แพรวาทนต่อไปไม่ไหว โผล่ออกจากที่กำบัง  กัมปนาทพยายามจะคว้าตัวไว้แต่ไม่ทัน เธอร้องท้าทายตะวันฉายอย่างไม่เกรงกลัว

“แกต้องการจะยิงฉันใช่ไหม”

ตะวันฉายย่างสามขุมเข้าไปหาแพรวาด้วยสีหน้าเยือกเย็น “ใช่...พี่บอกแล้วไง ในเมื่อเราจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งไม่ได้ มันก็ต้องจบแบบโศกนาฏกรรมอย่างนี้แหละ”

“ขอบใจนะที่ทำให้ฉันได้เห็นสันดานเลวๆของคนอย่างแกเต็มๆตา”

“มันทำให้ลืมสันดานเซ็กซี่ของพี่ไปหมดเลยอย่างนั้นหรือ” ตะวันฉายแดกดันจบ ยกปืนจ่อหัวแพรวา ชาติชายกับบารมีร้องห้ามลั่นไม่ให้ทำอะไรหลานสาวของพวกตน

“เป็นห่วงหลานสาวหรือ” ตะวันฉายยิ้มยั่ว

“แน่จริงมาสู้กันตัวๆสิวะ” ชาติชายท้าทาย

“ว้า...แล้วนี่ผมจะยิงใครก่อนดี” ตะวันฉายกราดปืนสลับกันไปมาระหว่างชาติชาย บารมีและแพรวา บารมี รู้แก่ใจดีว่า ตะวันฉายไม่มีทางปล่อยให้ใครมีชีวิตรอดไปได้ ตัดสินใจชักปืนจะยิงต่อสู้ แต่ศัตรูไวกว่าชิงลั่นไกใส่เสียก่อน กระสุนพุ่งเข้ากลางลำตัวเขาล้มคว่ำ กันทิมาตกใจ วิ่งเข้าไปหา พลางร้องเรียกบารมีลั่น

“ร้องไห้เสียให้เสร็จ แล้วฉันจะย้อนมาจัดการกับแก” ตะวันฉายยิ้มเหี้ยม ก่อนจะหันปากกระบอกปืนไปทางแพรวา หรั่งไม่รู้มาจากไหน รวบตัวเขาล้มกลิ้งไปด้วยกัน เกิดการต่อสู้กันขึ้นอย่างดุเดือด ทั้งสองคนผลัดกันรุกผลัดกันรับไม่มีใครยอมใคร...

อีกมุมหนึ่งหน้าทางเข้าฮวงซุ้ย รถตำรวจหลายคันแล่นมาจอด จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจต่างกรูลงจากรถ กระจายกำลังกันโอบล้อมไว้ทุกด้าน...

ทางฝ่ายเท่ห์กับเช็งต่อสู้กับมือปืนอีกสองคนอย่างเอาเป็นเอาตาย กระทั่งจัดการทั้งคู่ได้สำเร็จ แต่อยู่ๆมือปืนคนที่โดนหรั่งยิงเลือดอาบแอบเข้ามาทางด้านหลัง ใช้ก้อนหิน ทุบสองเพื่อนซี้สลบเหมือด แล้วคว้าปืนที่ตกพื้นขึ้นมากระชับไว้ในมือ กัดฟันเดินโซเซไปยังพิธีฝังศพเบื้องล่าง...

หรั่งกับตะวันฉายยังคงเปิดศึกกำปั้นใส่กันไม่ยั้ง จังหวะหนึ่งหรั่งเพลี่ยงพล้ำถูกหมัดคนชั่วอัดเข้าเต็มหน้าจนหงายหลัง โบ้จะเข้าไปช่วยแต่ถูกตะวันฉายเหวี่ยงกระเด็นไปล้มทับก้อย พลันภาพในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อนผุดขึ้นมาในความทรงจำของเธอ

ตอนนั้น ก้อยหนีออกจากบ้านพ่อเลี้ยงพร้อมกับไวโอลินคู่ใจ เดินทะเล่อทะล่าเข้าไปกลางถนน มีรถคันหนึ่ง พุ่งตรงมาที่เธอด้วยความเร็ว โบ้โดดรวบตัวเธอหลบได้ทันอย่างหวุดหวิด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นเหมือนตอนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน ก่อนที่ก้อยจะทันได้พูดอะไร มือปืนที่ถูกหรั่งยิงก้าวเข้ามาเพื่อจะทำหน้าที่ตามที่ถูกจ้างวานให้สำเร็จ เล็งปืนไปที่แพรวาหมายจะปลิดชีวิต หรั่งพุ่งเอาตัวบังกระสุนปืนไว้ ทั้งสองคนกอดกันกลมหมุนคว้างไปตามแรงอัดของกระสุนปืน ก่อนที่ร่างจะร่วงลงพื้น

ตะวันฉายยังไม่หนำใจ ใช้ท่อนไม้ฟาดไปที่ดวงตาของหรั่งจนกลิ้งไปทับร่างของแพรวา แล้วจะตามเข้าไปซ้ำ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกรูกันเข้ามารวบตัวเขาไว้ได้เสียก่อน

ooooooo

ทางฝ่ายกันทิมาประคองบารมีที่หายใจรวยรินไว้ในอ้อมแขนด้วยน้ำตานองหน้า โดยมีชาติชายยืนสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ไม่ห่าง

“คุณบารมี คุณต้องไม่เป็นอะไรไปนะ”

“คุณต่างหากที่ต้องไม่เป็นอะไร...บอกผมสักคำได้ไหมว่าคุณรักผม...กันทิมา”

“มีเรื่องสำคัญกว่านั้นที่คุณควรจะรู้ และคุณควรจะได้อยู่ดูเวลาที่เขาเติบโต”

บารมีเจ็บปวดเกินกว่าจะได้ยินคำพูดของกันทิมา ได้แต่หันไปฝากฝังชาติชายให้ช่วยดูแลเธอแทนเขาด้วย และขอโทษทั้งคู่สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง พูดได้แค่นั้นบารมีก็สิ้นลม กันทิมาปล่อยโฮลั่น...

ขณะที่บารมีลาโลกไปโดยไม่ล่วงรู้เลยว่ากำลังจะเป็นพ่อคน โบ้ค่อยๆประคองก้อยให้นั่งพัก ก่อนจะถามด้วยความห่วงใยว่าไม่เป็นอะไรใช่ไหม ก้อยส่ายหน้า

“พี่โบ้ล่ะเป็นอย่างไรบ้าง”

“ไม่เป็นอะไรจ้ะก้อย”

“พี่โบ้ใช่ไหมที่ช่วยชีวิตก้อยไว้จากรถชนตอนนั้น”

โบ้ไม่ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มอายๆโดยที่ก้อยไม่อาจจะมองเห็นได้...

ฝ่ายแพรวาค่อยๆได้สติลืมตาขึ้นมอง เห็นร่างของหรั่งนอนคว่ำหน้าทับตัวเองอยู่ มีเลือดเปรอะไปทั้งตัวเธอค่อยๆประคองศีรษะเขาขึ้นมา พร่ำบอกอย่างขวัญเสีย

“นายต้องไม่เป็นอะไรนะ ทหารเอกของฉันนายต้องไม่เป็นอะไร”

“ฝากบอกพ่อคุณด้วยว่าไม่ใช่ผม...ผมไม่ใช่เด็ก

คนนั้น” หรั่งพูดได้แค่นั้นก็ฟุบหมดสติ...

ในเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวตะวันฉายซึ่งวางท่ากร่างเต็มที่ อีกทั้งยังตะโกนโหวกเหวกไปขึ้นรถตำรวจที่จอดอยู่หน้าฮวงซุ้ย

“พวกคุณจับผมอย่างนี้ได้อย่างไร รู้หรือเปล่าว่าพ่อผมเป็นใคร ปลดกุญแจมือเดี๋ยวนี้นะ ได้ยินหรือเปล่า...

พ่อผมรู้เข้าพวกคุณอยู่ไม่เป็นสุขแน่ เฮ้ย...ที่พูดนี่ได้ยินกันบ้างไหม แล้วนักข่าวพวกนี้มาทำไม อยู่ฉบับไหน กันเนี่ย ถ้าลงข่าวไม่ดี ผมเล่นถึงตายนะเว้ย”ตะวันฉายอาละวาดไปทั่ว

ooooooo

ข่าวการจับกุมตะวันฉาย พัวพงศ์ไพศาล ลูก นักการเมืองผู้มีอิทธิพล นายสุริยะ เป็นข่าวเด่นประเด็นร้อน บนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับอยู่หลายวัน รายการข่าวทางทีวีทุกช่องก็ตีข่าวนี้กันอย่างครึกโครม เช่นเดียว กับรายงานข่าวของรายการทีวีช่องนี้

“ในที่สุดลูกชายผู้มีอิทธิพลคนดัง ก็ก่อเรื่องขึ้นอีกจนได้ คราวนี้ดูเหมือนจะรอดยากนะครับ แม้ว่าเจ้าตัวจะแสดงท่าทีที่ไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด ก็คงต้องตามดูกันต่อไปครับสำหรับคดีดังครั้งนี้ แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร นี่ก็คือประเทศไทย สังคมไทย ที่เราจะต้องอยู่อาศัยสืบต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน”

เสียงผู้ประกาศข่าวยังคงดังอย่างต่อเนื่อง “เช้าวันนี้กรุงเทพฯอากาศดีมาก พระอาทิตย์ยังคงขึ้นทางทิศตะวันออกเหมือนเดิม ใครตาดี ขอแนะนำให้ลองขึ้นไปยืนบนที่สูง แหงนหน้ามองแสงแรกของวันใหม่ ว่ากันว่าจะทำให้สุขภาพ เราแข็งแรงอย่าบอกใคร แต่ถ้าใครชอบดูดาว ก็ขึ้นไปยืนบนที่สูงได้เช่นกัน แต่ต้องรอเวลากลางคืนนะครับ”

ด้านแพรวาเข็นรถเข็นที่หรั่งนั่งขึ้นไปบนดาดฟ้าของอาคารแห่งหนึ่ง อาการเจ็บไหล่ของเธอเนื่องจากคมกระสุนยังคงมีให้เห็น ส่วนหรั่งมีผ้าพันแผลพันไว้รอบดวงตาที่ยังบอบช้ำจากที่ถูกตะวันฉายทำร้าย แพรวาหยิบจดหมายแผ่นใหญ่ออกมาอ่านข้อความนั้นในใจ

“คุณป๋าคะ จนถึงวันนี้น้องแพรก็ยังไม่ได้ข่าวคราวหรือการติดต่อกลับจากคุณป๋าเลยสักนิด น้องแพรมีเรื่องราวมากมายเหลือเกินที่อยากจะเล่าให้คุณป๋าฟัง เรื่องแรกเป็นเรื่องที่ดี นั่นคือการจบลงด้วยดีของความวุ่นวายทั้งหลาย คนที่เลวร้ายกับเราที่สุดกำลังรอรับผลกรรมของเขาแล้ว โรงสีน่ำเล้งของเราก็สามารถดำเนินกิจการได้ดีเหมือนเดิม โกจูและครอบครัวยังคงมีความสุขกับวิถีชีวิตแบบที่เคยเป็นอยู่” แพรวาอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงตอนที่ลินจงและครอบครัวมายืนถ่ายรูปหมู่กันอยู่หน้าโรงสีข้าว สีหน้าของทุกคนบ่งบอกถึงความสุข

“สนามกอล์ฟที่เหมืองก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว นักกอล์ฟจากกรุงเทพและชาวเกาหลีกำลังสนใจเป็นอย่างมาก บรรดาโปรฯหลายๆคนหวังว่า ถ้าลูกกอล์ฟตกทราย พวกเขาอาจจะเจอพลอยเม็ดโตอยู่ในบังเกอร์ก็ได้ บริษัท M.S.JEWELRY ก็มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น คงเป็นเพราะได้ผู้บริหารที่ดี ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของอาเจ็กฮุยและคุณกันทิมา รวมทั้ง อาเจ็กเหลียงที่มุทะลุน้อยลงแล้วด้วย”

อ่านมาถึงตรงนี้ ภาพของกัมปนาท ชาติชายและกันทิมา ต่างยืนยิ้มแฉ่งถือแฟ้มเอกสารอยู่ในห้องประชุมของบริษัท ผ่านเข้ามาในความคิดของแพรวา โดยเฉพาะกันทิมาที่ท้องใหญ่ขึ้นมากจนเธอต้องยืนกางขาออก แพรวาสลัดภาพเหล่านั้นออก แล้วหันมาสนใจข้อความในกระดาษตรงหน้าต่อไป

“ส่วนตัวผู้บริหารใหม่นั้น กำลังสนุกสนานและพอใจกับหน้าที่รับผิดชอบของตน อันเนื่องมาจากได้ผู้ช่วยฝีมือดีอยู่ใกล้ๆถึงสองคนกับอีกหนึ่งกำลังใจ คุณป๋าแปลกใจใช่ไหมล่ะ ว่าทำไมมีผู้ช่วยเพิ่มขึ้น...ไม่บอกคุณป๋าต้องมาดูให้เห็นกับตาตัวเอง จึงจะเข้าใจความเป็นมาของเรื่องราวทั้งหมด”

แพรวาอุบเรื่องที่โบ้ได้ขึ้นเป็นหัวเรือใหญ่ของ M.S. ในฐานะลูกชายของเผด็จศึกหรือเฮียย้ง ทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งตัวจริงเสียงจริง ซึ่งสวมสร้อยห้อยล็อกเกตรูปไวโอลินติดตัวไว้ตลอด โดยมีเท่ห์กับเช็งมาร่วมทำงานที่บริษัทในตำแหน่งผู้ช่วยของเขา และมีก้อยคอยตามมาเป็นกำลังใจให้ท่านประธานคนใหม่อยู่ไม่ห่าง

“เรื่องสุดท้ายที่คุณป๋าควรจะรู้ก็คือ นายหรั่งเขาฝากให้บอกคุณป๋าด้วยว่า เขาไม่ใช่เด็กชายหัวแดงคนนั้นหวังว่าเรื่องนี้คงทำให้คุณป๋าและคุณรำไพสบายใจขึ้นไม่น้อย ไม่ว่าเวลานี้คุณป๋าจะอยู่ที่ไหนก็ตามขอเตือนสักนิดว่า ถ้าติดต่อกลับมา อาจจะไม่เจอน้องแพรก็ได้เพราะเวลานี้น้องแพรกำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกของความฝันกับคนที่น้องแพรรัก พยายามหน่อยแล้วกันน่าคุณป๋า วิญญาณของน้องแพราคงยังไม่รีบไปผุดไปเกิดตอนนี้หรอกค่ะ”

อ่านข้อความเสร็จ แพรวาพับกระดาษเหล่านั้นเป็นรูปจรวด แล้วปาขึ้นไปบนท้องฟ้า จรวดกระดาษผ่านยอดตึกหลังนี้ล่องลอยไปในอากาศ มีเสียงผู้ประกาศข่าวในทีวีดังมาจากไหนไม่รู้

“หลายๆคนบอกว่าอยู่กรุงเทพฯ แสงไฟในเมืองมันเยอะ มองไม่เห็นดวงดาวหรอก วันนี้ผมขออนุญาตนำคำคมจากคนทางบ้านมาฝากกัน ฟังนะครับ...แม้วันใดที่ฟ้าไร้ดาว ก็ยังดีที่มีเจ้าเป็นดาวประดับฟ้าอยู่ในใจของฉันเสมอ...ข้อความนี้ส่งมาจาก คุณหรั่งครับ ขอบคุณมากครับคุณหรั่ง หมดเวลาแล้ว ลาไปก่อน สวัสดีครับ”...

ในที่สุดทหารเอกก็ได้ครองรักกับเจ้าหญิงอย่างมีความสุข ตามที่เขาใฝ่ฝันมาทั้งชีวิต

ooooooo

–อวสาน–

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย ตอนที่ 15

อ่านเรื่องย่อ

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

วัน-เวลาออกอากาศ:

ช่องออกอากาศ:

นักแสดงนำ:

นิยายไทยรัฐ
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement