advertisement

ไฟในวายุ ตอนที่ 1

บทประพันธ์ ดวงตะวัน จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ปัณชญา
24 ก.พ. 2557 13:12

ท่ามกลางฝนกระหน่ำ ลมกระโชกแรง แสงไฟหน้ารถตู้สาดส่องทาง รถค่อยๆแล่นอย่างระมัดระวัง คนขับรถชำเลืองมองผู้โดยสารเพียงคนเดียวที่นั่งมา สีหน้าท่าทางหวาดกลัวเหมือนคนทำผิดอะไรมา เสียงผู้โดยสารขุ่นเคืองถามคนขับ...มาถูกทางแน่หรือเปล่า

คนขับไม่ค่อยพอใจ เพราะเห็นหนทางข้างหน้ามืดมิด หวั่นเกรงโดนทำร้าย ตัดสินใจจอดรถพรืดตรงทางแยก ผู้โดยสารตวาด “ขับต่อไปสิ ฉันจ้างแกมา แกต้องไปส่งฉัน ให้ถึงที่”

คนขับนิ่งเฉย ผู้โดยสารตะคอกอีกครั้งให้ออกรถ คนขับหน้าบึ้งตึงลงจากรถมาลากผู้โดยสารลง ผลักล้มไปบนพื้นถนนเตะอัดเข้าที่ท้อง แล้วขึ้นรถขับหนีกลับไป ผู้โดยสารจุกนั่งกุมท้องกุมหัวด้วยความเครียด ก่อนจะระเบิดอารมณ์ร้องลั่นอย่างอัดอั้น พร้อมเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ

เนื่องจากฝนตกกระหน่ำ ทำให้บ้านไร่สายน้ำรีสอร์ท ไฟดับมืดมิดทั่วบริเวณ สลิลกางร่มฝ่าฝนมาที่ล็อบบี้ มีลุงขาบถือตะเกียงเจ้าพายุคอยส่องทางให้ เธอบ่น อะไรกันนักหนา จู่ๆก็ตกหนักลงมา โชคดีที่แขกเข้านอนกันหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นคงยุ่งตาย

“นั่นสิครับ วันนี้คุณหมอภูไม่อยู่ซะด้วยสิ”

“ถึงคุณลุงจะไม่อยู่ แต่ลูกหว้าอยู่ซะอย่าง รับรองว่าหว้าเคลียร์ได้ทุกอย่าง” สลิลโอ่

“คร้าบ...คุณลูกหว้าของผมเก่งที่สุดอยู่แล้ว”

พลัน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่เคาน์เตอร์หลายสาย สลิลรีบบอกลุงขาบให้ช่วยกันรับสาย เพื่อตอบคำถามเรื่องไฟดับ...ผ่านไปซักครู่ ทุกเสียงสงบลง สลิลบอกลุงขาบกลับไปพักกันก่อนที่จะสว่าง ทันใดเห็นเงาคนตะคุ่มๆเดินตากฝนเข้ามา สลิลเพ่งมองเห็นเขาหยุดยืนจดๆ จ้องๆ กลางสายฝน จึงยกตะเกียงส่อง ตะโกนถามมาติดต่อห้องพักใช่ไหม เขายืนนิ่ง เธอจึงร้องบอกให้เข้ามาหลบฝนก่อน และให้ลุงขาบไปเอาใบลงทะเบียนเข้าพักมา ชายหนุ่มตัดสินใจเดินมาใกล้

“คุณชื่ออะไรคะ...” สลิลมองอย่างพิจารณาพร้อมเอ่ยถาม

“ใหญ่...” ชายหนุ่มตอบห้วนๆ

สลิลให้นั่ง ซักถามอะไรเขาก็ไม่ตอบ มีพยักหน้าบ้างบางที พอลุงขาบเอาเอกสารมาให้กรอก เขาก็ลงชื่อ...

ใหญ่เพียงอย่างเดียว และส่งเอกสารคืนพร้อมเงินสี่พันบาท ถามพอไหม สลิลมองเงินในมืองงๆตอบว่าพอ เสียงใหญ่เหมือนออกคำสั่ง

“ขอบ้านพักที่เป็นส่วนตัวและเงียบที่สุด มีไหม”

สลิลมองอย่างพิจารณาแล้วตอบ “มีค่ะ หว้าจะให้คุณใหญ่พักที่กระท่อมหินนะคะ ที่นั่นเงียบและไม่มีคนเดินผ่านอย่างที่คุณใหญ่ต้องการค่ะ”

ลุงขาบสะกิดบุ้ยใบ้ไม่น่าไว้ใจ แต่สลิลไม่สนใจขอกุญแจพาใหญ่ไปส่งบ้านพัก ระหว่างเดินเธอสังเกตว่าใหญ่มีอาการเศร้าโศก อมทุกข์ หวาดระแวงตลอดเวลา ก็สงสัย...พอลุงขาบไขประตูบ้านให้ สลิลบอกใหญ่ว่าไฟดับแบบนี้อาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ ไม่ทันพูดจบ ใหญ่แทรกเสียงแข็ง ไล่ให้เธอออกไป สลิลชะงัก วางตะเกียงให้เขาบนโต๊ะ เขาตวาดไม่ต้องและไล่ซ้ำอีกที

“ออกไปให้พ้น เอาตะเกียงนั่นออกไปด้วย” ใหญ่ยืนตัวสั่นนิดๆท่ามกลางความมืด

“โอเคค่ะ หว้ากับลุงขาบจะออกไปเดี๋ยวนี้  เชิญคุณพักผ่อนตามสบายนะคะ...เราไปกันเถอะค่ะลุงขาบ” สลิลคว้าตะเกียงเดินออกไป เหลียวมองใหญ่อีกครั้งเห็นแผ่นหลังเขาสั่นสะท้าน

พอทุกคนออกไป ใหญ่ก็ซุกตัวลงมุมมืดร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาเขาสะดุ้งสุดตัว ตาโพลง...ภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาผุดขึ้น

ใหญ่นั่งบนพื้นบ้านธนากูล มองปืนในมือแววตาสั่นระริก มองไปรอบห้องมีภาพวาดม้าวิ่งในทุ่งหญ้าบนผืนผ้าใบที่ยังลงสีไม่เสร็จดี พู่กันหลอดสีกระจายเกลื่อนพื้น สีแดงสดเปื้อนพรมเป็นทางยาว ปลายทางมีร่างชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าจมกองเลือด...ใหญ่ช็อกส่ายหน้าไปมาเชิงปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำ...เสียงฟ้าครืนๆ แสงวาบเข้าหน้า เห็นสีหน้าใหญ่เครียดเหมือนหัวแทบระเบิด จับต้นชนปลายไม่ถูก ใหญ่กุมหัวพูดซ้ำๆ “ฉันไม่ได้ฆ่า ฉันไม่ได้ทำ...ฉันไม่ได้ทำ!”

เช้าวันใหม่ สลิลควบม้าอย่างสง่างาม ด้านหลังเห็นทแกล้วขี่ม้าตามมาทัน ดึงหมวกสลิลไปสวมหัวตัวเอง เร่งม้าแซงหน้าไปอย่างเร็ว สลิลฮึดควบม้าไปแย่งหมวกคืน แล้วโบกโชว์อย่างผู้มีชัย ทแกล้วบังคับม้าให้มาหยุดคู่กับม้าของสลิล ยิ้มหวานให้อย่างภักดี

“แก้วเบื่อรึเปล่าที่ต้องมาขี่ม้าเป็นเพื่อนหว้าเกือบทุกเช้าแบบเนี้ย” สลิลเอ่ยถาม

“แก้วจะเบื่อหว้าได้ยังไง มีความสุขจะตายไป”

สลิลมองทแกล้วพูดอะไรแปลกๆ เขารีบเฉไฉว่าชอบขี่ม้า ขี่แล้วมีความสุข สลิลสลดลงพึมพำ “ถ้าวิธูชอบขี่ม้าเหมือนแก้วก็คงดีเนอะ”

ทแกล้วจ๋อย แขวะว่าวิธูไม่เห็นจะสนใจสลิลเท่าที่ควร ไม่มาหาที่รีสอร์ตด้วย สลิลเองก็รู้สึกแต่ยังคิดเข้าข้างตัวเองว่าไม่มีอะไร แล้วชวนทแกล้วแข่งม้ากลับคอก ว่าแล้วก็ควบม้านำลิ่ว

ด้านใหญ่ ตื่นขึ้นมารู้สึกปวดหัวอย่างหนัก ได้ยินเสียงคนคุยกันจึงลุกไปแง้มม่านดู เห็นลุงขาบสั่งเข็มเก็บกวาดกิ่งไม้ที่ร่วงเกลื่อนหน้าที่พัก เขารู้สึกปวดหัวมากจนทรุดลง ภาพคนนอนตายจมกองเลือดผุดขึ้นมาอีก เขาตะโกน อย่างบ้าคลั่งลุกขึ้นกวาดข้าวของในห้องหล่นแตกกระจาย

“ฉันไม่ได้ทำ!...ไม่ได้ทำ!...” ใหญ่ใช้กำปั้นชกกำแพงเลือดอาบ เริ่มเพ้อ “ฉันฆ่าคนตายจริงๆ เหรอ...ฉันไม่ได้ฆ่า...ฉันไม่รู้เรื่อง...ฉันไม่ได้ทำ...”

ลุงขาบกับเข็มได้ยินเสียงตกใจรีบวิ่งไปตามสลิล สลิลเพิ่งกลับจากขี่ม้า พอรู้ก็รีบไปดูที่กระท่อมหิน ไม่ลืมสั่งลุงขาบเอากุญแจสำรองไปด้วย เธอลากคอเข็มไปเป็นเพื่อน...มาถึงทุกอย่างเงียบสงบ สลิลเคาะประตูเรียกใหญ่ ไม่มีเสียงตอบ เข็มโพล่งขึ้นว่าใหญ่คงฆ่าตัวตายไปแล้ว สลิลจึงให้ลุงขาบไขประตูเข้าไป

ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป สลิลต้องตกใจที่ข้าวของเกลื่อนกราด ภายในห้องมืดมิด เธอจะเปิดม่าน เสียงใหญ่ดุดันดังขึ้น...อย่าเปิด...ทั้งสามชะงัก สลิลหันมองเห็นเขาซุกตัวอยู่ในความมืดมุมห้องก็จะเดินเข้าหา ใหญ่คว้าของปาใส่ “อย่ามายุ่งกับฉัน ออกไป!”

สลิลถามเกิดอะไรขึ้น ลุงขาบคอยปกป้องเจ้านาย กระซิบให้กลับออกไป แต่เธอไม่สนใจพยายามถามใหญ่เป็นอะไร ตนยินดีช่วย พอเห็นแผลที่มือเขาก็อาสาทำแผลให้ แต่ใหญ่ตวาดไล่

“อย่ามายุ่งกับฉัน เธอช่วยฉันไม่ได้หรอก ไม่มีใครช่วยฉันได้ทั้งนั้น ออกไป ออกไปให้หมด อย่ามาเข้าใกล้ฉัน ออกไป!...” ใหญ่กุมหัวก้มหน้างุด

เข็มกลัวบอกสลิลให้ออกไปก่อนที่ใหญ่จะบ้าคลั่งทำร้ายเอา ไม่ทันขาดคำใหญ่ลุกขึ้น ลุงขาบกับเข็มดึงสลิล

ออกไปอย่างรวดเร็ว สลิลเหลียวมองอย่างสงสัยว่าใหญ่เป็นอะไรกันแน่...ลุงขาบบ่นคนอะไรโมโหร้าย ให้สลิลไล่ใหญ่ออกไป แต่เธอกลับคิดว่าใหญ่ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แค่ไม่อยากสุงสิงกับใคร ให้ลุงขาบกับเข็มจับตาดูใกล้ชิด ลุงหมอกลับมาเมื่อไหร่ตนจะปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดี

ooooooo

คฤหาสน์ธนากูล หมอภูผาเดินเข้ามาในห้องโถง ถือกล่องของขวัญมาอวยพรวันเกิดธราอดีตคนรักเก่าที่ปัจจุบันเหลือแต่มิตรภาพอันดีต่อกัน...ธราเลือกแต่งงานกับชาตรี ธนากูล แต่พอเขาเสีย ภูผาก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนอย่างเพื่อนที่ดี

“ผมมาทำธุระที่กรุงเทพฯหลายวันแล้วล่ะครับ แต่เมื่อคืนมาร่วมงานเลี้ยงวันเกิดคุณธราไม่ได้จริงๆ เช้านี้เลยแวะเอาของขวัญมาให้ก่อนกลับรีสอร์ต...สุขสันต์วันเกิดนะครับ”

ธรารับของขวัญมาสีหน้าเศร้าๆ ภูผาอดถามไม่ได้ว่าป่วยหรือเปล่า เธอยิ้มแห้งๆ หันบอกละเวงที่กำลังบีบนวดให้ “เธอออกไปก่อน ฉันขอคุยกับเพื่อนเก่าฉันเป็นการส่วนตัวหน่อย...อ้อ ฉันลืมแนะนำไป นี่ละเวง เมียของไกรกูณฑ์ลูกชายคนเล็กน่ะค่ะคุณหมอ”

ละเวงยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ภูผาท้วงไม่เห็นส่งข่าวไกรกูณฑ์แต่งงานตั้งแต่เมื่อไหร่ ธราถอนใจบอกไม่ได้ตบแต่ง พามาอยู่เฉยๆ เพิ่งมาได้สี่ห้าเดือน ละเวงอายหลบตาเดินออกไปอย่างเจียมตัว...ภูผาขอตรวจอาการธราอย่างห่วงใย แต่เธอปฏิเสธแค่เครียดไปหน่อย

“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจเหรอครับ”

“วายุกับไกรกูณฑ์หายตัวไป ฉันติดต่อทั้งสองคนไม่ได้เลย” ธราน้ำตารื้น ภูผาตกใจถามเกิดอะไรขึ้น ธราส่ายหน้า “ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่ แค่รู้จากที่ละเวงเล่าว่าเมื่อคืนวายุกับไกรกูณฑ์ทะเลาะกันใหญ่โต ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรกัน ฉันเองก็มัวแต่ยุ่งดูแลแขกที่มางานเลี้ยงวันเกิดฉัน...ฉันสังหรณ์ใจยังไงไม่รู้หมอภู กลัวจะเกิดเรื่องร้ายกับเขาสองคน”

ภูผาปลอบให้ใจเย็นอย่าคิดมากจะยิ่งเครียด แววตาธราเศร้าจับใจ เป็นห่วงลูกทั้งสองคน มันผิดปกติที่ติดต่อพวกเขาไม่ได้ ภูผาได้แต่ลูบหลังมือเธอปลอบใจ...ผ่านไปซักพัก ภูผาลากลับ ละเวงเดินออกมาส่งที่รถแท็กซี่ภูผาบอกละเวงถ้ายังติดต่อวายุกับไกรกูณฑ์ไม่ได้น่าจะแจ้งความ

“คุณท่านไม่อยากให้แจ้งความค่ะ กลัวเป็นข่าวแล้วจะกระทบกับงานที่บริษัท แล้วละเวงเกรงว่าคุณท่านจะเครียดมากขึ้น จนอาการทรุดหนักไปกว่านี้ด้วยค่ะ”

“ถ้าคุณธราอาการไม่ดีขึ้นก็รีบโทร.บอกผมนะ ผมจะรีบลงมาดู ไม่ต้องเกรงใจนะ ผมกับคุณธราเป็นเพื่อนกันมานาน ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ ผมก็ยินดี” ภูผายิ้มแบบผู้ใหญ่ใจดี

ละเวงไหว้ขอบคุณ มองตามหลังภูผาไปอย่างกังวลใจ...

ooooooo

ไร่ชาขวัญแก้วเป็นไร่ชาที่กว้างใหญ่ นวลขวัญคุมคนงานเก็บใบชา นวลขวัญเป็นพี่สาวของทแกล้ว สองพี่น้องต้องคุมไร่กันเองหลังจากเสียพ่อและแม่ไป ทแกล้วรักและหวงพี่สาวมาก หลังจากไปขี่ม้ากับสลิลทุกเช้าแล้ว เขาต้องกลับมาช่วยงานพี่สาว

“นี่เรามาจ้องหน้าพี่ทำไม” นวลขวัญตีแขนน้องชายขำๆ

“ที่จริงพี่ขวัญก็สวยนะ ทำไมไม่ยอมมีแฟนซักทีจะได้มีคนช่วยทำงาน ไม่ต้องออกมาตากแดดให้ผิวเสียยังงี้”

“ทำเป็นปากดีถ้ามีคนมาจีบพี่จริงๆ แก้วจะยอมเหรอ เห็นไล่ตะเพิดออกจากไร่ไปกี่คนแล้วล่ะ”

ทแกล้วเข้ากอดประจบ “แก้วมีพี่สาวกับเขาอยู่คนเดียว จะไม่ให้หวงได้ยังไงล่ะครับ ใครจะเข้ามาจีบก็ต้องสแกนให้ละเอียดยิบ”

นวลขวัญยิ้มๆ ขอบใจน้องชาย ทแกล้วอ้อนถามมีอะไรให้ตนกินบ้างเช้านี้ เธอขยี้หัวน้องชายอย่างเอ็นดู ก็เป็นแบบนี้ทุกที...

สลิลอดห่วงใหญ่ไม่ได้ ลากเข็มมาแอบดูที่กระท่อมหิน เข็มพลาดสะดุดก้อนหินอุทานเสียงดัง ใหญ่ซึ่งซุกตัวอยู่ในมุมมืด เหลียวมองอย่างไม่พอใจ สลิลเอ็ดเข็มให้ระวัง ไม่ทันไร มือถือเธอดังขึ้น ทั้งสองสะดุ้ง หน้าจอขึ้น ชื่อวิธู...เสียงใหญ่ตวาดออกมาว่าใคร สลิลรีบวิ่งหนีออกไป เข็มวิ่งตามแทบไม่ทัน ใหญ่แหวกม่านมองตามด้วยความหงุดหงิด

หลังจากนั้น สลิลก็มาตามนัดของวิธู แปลกใจเล็กน้อยที่เขานัดมาที่เวดดิ้งสตูดิโอกลางเมืองเชียงใหม่ วิธูเดินออกมาเห็นสลิลก็ตกใจ เธอรีบถาม นัดมาทำไมที่นี่

“ผมน่ะเหรอนัดหว้ามาที่นี่” สีหน้าวิธูลำบากใจ

“ก็คุณโทร.หาหว้าตอนที่หว้ากำลังแอบดู...เอ๊ย! กำลังยุ่งๆอยู่ หว้าเลยไม่ได้รับสาย หว้าโทร.กลับคุณก็ปิดมือถือ แล้วคุณก็ส่งข้อความบอกให้หว้ามาหาที่นี่”

วิธูงง ไม่ทันไร เรืองตะวันหรือลูกหยี น้องสาวแท้ๆ ของสลิลเดินเข้ามาเกาะแขนวิธูในชุดเจ้าสาว “ลูกหยีเป็น คนเอามือถือพี่วิธูโทร.หาพี่หว้าเองแหละค่ะ เห็นพี่หว้าตัดสายทิ้ง ลูกหยีก็เลยส่งข้อความไปบอกให้มาที่นี่แทน”

สลิลมองชุดที่น้องสาวสวม เรืองตะวันยืดตัวประกาศ ว่า ตนกับวิธูกำลังจะแต่งงานกัน สลิลช็อกมองหน้าวิธูเขา ทำหน้าจ๋อยรู้สึกผิด เรืองตะวันสำทับ จะช้าหรือเร็วสลิลก็ต้องรู้อยู่ดี

“จริงเหรอวิธู” สลิลถามเสียงสั่น น้ำตาคลอ

“ผมขอโทษ...เรื่องนี้ผมอธิบายได้นะหว้า...”

“ไม่ต้องอธิบายหรอกค่ะพี่วิธู พี่หว้าเขาเป็นคน ฉลาด แค่นี้เขาก็เข้าใจแล้วล่ะค่ะ เอาเป็นว่าผู้ชายคนนี้ ลูกหยีขอนะคะ หวังว่าแค่นี้พี่สาวคงให้น้องสาวได้” เรือง–ตะวันแทรกขึ้น

สลิลน้ำตาคลอ ไม่ได้ฟูมฟาย ตัดสินใจเดินหนี วิธู จะตามแต่ถูกเรืองตะวันดึงไว้และลากกลับเข้าไป...เรืองพร คุยมือถือเดินมาเห็นสลิลก็รีบวางสาย เข้าไปทักลูกสาวคนโต ถามรู้เรื่องแล้วใช่ไหม ตนรู้ว่าเธอรักวิธู แต่ตอนนี้ วิธูกับเรืองตะวันรักกันมากกว่า ต้องเข้าใจ

“ถึงมันจะเข้าใจยาก แต่หว้าจะพยายามเข้าใจค่ะ” สลิลกลั้นน้ำตา

“ขอบใจมากลูก คิดซะว่าเสียสละให้น้อง เหมือนที่หว้าเคยเสียสละมาตลอดก็แล้วกันนะ”

สลิลมองแม่ด้วยความน้อยใจ รับคำแล้วขอตัว เรืองพรกลับเข้าไปดูลูกสาวคนเล็ก ไม่ได้ห่วงใยความรู้สึกลูกสาวคนโตเลยแม้แต่น้อย...สลิลกลับขึ้นรถ ฟุบหน้าร้องไห้โฮกับพวงมาลัย

กลับถึงรีสอร์ต  สลิลปรับอารมณ์ สีหน้าให้เป็นปกติ ฟังลุงขาบรายงานว่าใหญ่ไม่ยอมทานอาหารสักมื้อ  ไม่ยอมออกมาจากบ้าน ไม่รู้ฆ่าตัวตายไปหรือยัง เธอเป็นห่วงรีบคว้ากุญแจสำรองวิ่งไปดู  ลุงขาบวิ่งตามอย่างห่วงใย...สลิลถือวิสาสะไขกุญแจเข้าไปในกระท่อมหิน  สภาพห้องยังรกเหมือนเดิม เห็นใหญ่นอนตัวสั่นไม่ได้สติอยู่มุมห้อง จับตัวดูก็รู้ว่าเป็นไข้สูง

สลิลกับลุงขาบช่วยกันพยุงไปนอนบนเตียง  เปิดไฟในห้องสว่างทำให้เห็นใบหน้าใหญ่ชัดเจน  เห็นที่หางคิ้วมีแผล ตามเนื้อตัวมีรอยฟกช้ำ หลังมือทั้งสองข้างแตกจากการชกกำแพง  สลิลให้ลุงขาบช่วยไปเอากล่องยาและเสื้อผ้าของลุงมาให้ใหญ่เปลี่ยน ลุงขาบยืนลังเล

“คุณลูกหว้าจะอยู่คนเดียวได้เหรอครับ”

“โธ่ คุณใหญ่เขาไข้ขึ้นไม่ได้สติยังงี้ ลุกขึ้นมาทำอะไรหว้าไม่ได้หรอกค่ะลุง”

ลุงขาบรับคำวิ่งออกไป  สลิลมองใหญ่อีกครั้งด้วยแววตาสงสาร “หว้าไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร เจอเรื่องเลวร้ายอะไรมา แต่หว้ามั่นใจว่าคุณไม่น่าจะใช่คนร้าย”...

เวลาผ่านไป  สลิลยืนรอลุงขาบเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหญ่อยู่หน้าบ้าน  จากนั้นก็เข้ามาทำแผลให้เขาและป้อนยาลดไข้ให้ ใหญ่ปรือตามองแต่ไม่รู้สึกตัว สลิลสั่งลุงขาบให้คนมาทำความสะอาดห้อง  ลุงขาบทำหน้าเจื่อนๆ

บอกว่าไม่มีใครกล้ามา  เธอจึงให้ลุงขาบทำเสียเอง หรือจะให้เข็มช่วยก็ได้ แต่ต้องกำชับไม่ให้เสียงดัง

ooooooo

คืนนั้น ภูผากลับมา สลิลค่อนขอดนึกว่าหลงแสงสีเมืองกรุงจนลืมหลานเสียแล้ว ภูผาลูบหัวสลิลอย่างเอ็นดู ก่อนจะเอ่ย ถ้าไม่กลัวรีสอร์ตเจ๊งก็ว่าจะไม่กลับเหมือนกัน สลิลหน้ามุ่ย

“คุณใหญ่เป็นยังไงบ้างล่ะ”

สลิลแปลกใจที่ลุงรู้  ภูผาเฉลยว่าลุงขาบรายงานตอนไปรับ  สลิลหน้านิ่ว “คุณใหญ่เขาอาจจะดูอารมณ์ร้อน โมโหร้าย  แต่หว้าคิดว่าเขาน่าสงสารมากกว่า  เหมือนมีปัญหาชีวิตรุนแรงที่ยังแก้ไม่ตก เขาเศร้ามาก เศร้าจนหว้าเห็นแล้วรู้สึกใจหายยังไงก็ไม่รู้ค่ะ  หว้าเลยปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวเงียบๆ ให้ลุงขาบกับเจ้าเข็มคอยดูอยู่ห่างๆ

“ก็ดีแล้วล่ะที่หว้าไม่ไปยุ่งกับเขามาก ให้เวลาเขาได้อยู่กับตัวเองซักพัก  คนเราบางทีก็อยากจะมีเวลาให้ตัวเองไตร่ตรอง  เพื่อหาทางออกให้ชีวิตโดยที่ไม่มีใครไปยุ่งเกี่ยว  หว้าเองก็ต้องให้เวลาตัวเองเพื่อทบทวนเรื่องวิธูเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

“คุณลุงรู้...”

“แม่เราเขาโทร.บอกลุงเมื่อตอนบ่าย เรื่องแบบนี้มันอาจจะต้องใช้เวลาทำใจนานหน่อย แต่ลุงเชื่อว่า หว้าจะผ่านมันไปได้”

สลิลรับคำว่าจะพยายามผ่านไปให้ได้ ภูผาโอบกอดหลานรักด้วยความเอ็นดูและชมเชย...

วันรุ่งขึ้น ทแกล้วมาขี่ม้าเป็นเพื่อนสลิลตามเคย สลิลเล่าเรื่องใหญ่ให้ฟัง เขาไม่ค่อยพอใจที่ดูเธอจะห่วงใหญ่ลูกค้าคนนี้เกินไป สลิลย้อนว่าถ้าเขาได้เห็นหน้าใหญ่ก็ต้องสงสารเหมือนตน ทแกล้วเบ้ปากไม่มีวัน สลิลหมั่นไส้แต่ก็รับปากจะระวังตัว ทแกล้วชำเลืองมองอย่างพอใจขึ้น

ใหญ่ค่อยๆลืมตาลุกขึ้นนั่ง สีหน้าเขาดีขึ้น เขาก้มมองมือตัวเองมีผ้าพันแผล แตะหางคิ้ว มีพลาสเตอร์ปิด มองไปรอบห้องเก็บกวาดสะอาดเรียบร้อย ที่หัวเตียงมีกระดาษโน้ต...ทานยาก่อนอาหารเม็ดสีเหลืองก่อนนะคะ ตอนสายหว้าจะเอาอาหารมาส่ง...ลงชื่อลูกหว้า...ใหญ่ขยำกระดาษปาทิ้งอย่างไม่พอใจที่มาวุ่นวายกับตน

ด้านบ้านธนากูล ละเวงจัดอาหารเช้ากำลังจะขึ้นไปให้ธราบนห้อง ธราเดินออกมาพอดี เธอวางถาดแล้วเข้าประคอง ธราเอ่ยถามได้ข่าววายุกับไกรกูณฑ์หรือยัง ละเวงส่ายหน้าจ๋อยๆ

“อะไรกัน ป่านนี้แล้วยังไม่ได้ข่าวอีกเหรอ ไกรกูณฑ์สามีเธอน่ะ ฉันไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่หรอก เพราะชอบหนีเที่ยวเป็นประจำอยู่แล้ว...แต่วายุนี่สิ ไม่เคยหายไปเฉยๆแบบนี้เลย เอ้อ...วายุอาจจะไปที่ไร่วายุกูลก็ได้ เธอโทร.ไปเช็กรึยัง”

ละเวงตอบว่าเช็กแล้ววายุไม่ได้ไปที่นั่น ธรายิ่งวิตกเขาหายไปไหน ละเวงสีหน้ากังวลใจ ขณะเดียวกัน มีรถเก๋งสปอร์ตแล่นเข้าไปในไร่วายุกูลด้วยความเร็วสูง มาจอดที่หน้าบ้านพัก ชายมาดเท่สวมแว่นตาดำก้าวลงจากรถ หัวหน้าคนงานวิ่งหน้าตื่นเข้ามาต้อนรับยกมือไหว้

“สวัสดีครับคุณวายุ”

“เรื่องที่ฉันสั่งเรียบร้อยไหม”

“เรียบร้อยครับ ผมไล่คนงานเก่าออกหมดแล้วครับ ตอนนี้จ้างคนงานจากต่างอำเภอมาทำงานแทนแล้วครับ”

วายุยิ้มอย่างพอใจ ถอดแว่นกวาดตามองบ้านพักไปทั่ว ก่อนจะเดินคอตั้งบ่าเข้าไป

ooooooo

สลิลได้ยินลุงขาบกับป้านิ่มถกกันเรื่องเอาอาหารไปให้ใหญ่ที่กระท่อมหิน แต่โดนตะเพิดกลับมาทุกครั้ง จนสองสามีภรรยาสงสัยทำไมสลิลยอมให้คนแบบนี้เข้าพัก ดูเป็นคนลึกลับน่ากลัว หวั่นใจจะอาละวาดพังบ้านอีก แต่สลิลกลับเข้ามาบอกว่า ตนไม่เห็นด้วย

“หว้ากลับมองว่าเขาน่าสงสารมากกว่าค่ะป้า หว้าเห็นแววตาเขา มันเศร้ามากเลยนะคะป้า เหมือนคนกำลังทุกข์ใจแบบสุดๆ ตอนนี้เขาแค่อาละวาด ขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านพัก ก็ให้เขาอยู่ไปก่อนเถอะค่ะ”

“คุณหว้าอย่าใจดีนักเลยค่ะ” ป้านิ่มเป็นห่วง

“คุณใหญ่เป็นแขกของรีสอร์ต ยังไงหว้าก็ต้องดูแลให้ดีที่สุดก่อน เอาไว้ถ้าเขาก่อเรื่องร้ายแรงกว่านี้ค่อยว่ากันอีกทีแล้วกันนะคะ” สลิลมองไปที่ถาดอาหาร พอรู้ว่าเป็นของใหญ่ก็จะยกไปให้เอง ลุงขาบขวางด้วยความห่วง แต่สลิลเตือนให้ช่วยป้านิ่มเตรียมอาหารสำหรับทัวร์ชุดใหญ่ที่กำลังจะเข้ามา สองสามีภรรยานึกได้รีบกุลีกุจอจัดแจงแต่ก็อดห่วงสลิลไม่ได้

สลิลยกถาดอาหารมา  เห็นใหญ่ยืนเศร้าอยู่ที่ระเบียง พอเขาเห็นเธอก็หน้าบึ้งหันกลับเข้าบ้านปิดประตูโครม สลิลเข้ามาเคาะประตูเรียก เขากลับกราดเกรี้ยวไล่ให้เธอไป สลิลอ่อนใจวางถาดอาหารทิ้งไว้หน้าห้องแล้วเดินกลับไป...ระหว่างเดิน วิธูโทร.เข้ามือถือ เพื่อขอโทษและอยากอธิบาย นัดให้เธอออกมาพบ แต่สลิลปฏิเสธ ขอให้เรื่องจบเงียบๆไปแบบนี้ดีแล้ว ทันใดเรืองตะวันซึ่งแอบมองวิธูคุยโทรศัพท์อยู่ สีหน้าเคียดแค้นแกล้งเดินส่งเสียงทักเข้ามาให้สลิลได้ยิน

“ขอโทษนะคะที่ลูกหยีมาช้า เดี๋ยวทานข้าวเสร็จแล้วเราแวะไปดูตัวอย่างการ์ดแต่งงานกันนะคะ”...วิธูสีหน้าลำบากใจตัดสายสลิลทิ้ง ทำให้เรืองตะวันแอบยิ้มอย่างสะใจ

สลิลได้ยินเสียงน้องสาวน้ำตารื้น ยืนทำใจให้กลับมาเข้มแข็ง ปาดน้ำตาก้าวเดินต่อไป ใหญ่แอบมองมาจากบ้านพักด้วยแววตาอ่อนโยนลงเมื่อเห็นเธอร้องไห้...สลิลหลบมานั่งซึมที่คอกม้า ภูผาเดินมาเห็นเข้าปลอบใจหลานสาว ยังคิดเรื่องวิธูอีกหรือ สลิลสะดุ้งที่เขารู้

“หว้าพยายามจะไม่คิดแล้วนะคะ แต่วันนี้วิธูโทร.มาบอกว่าอยากอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น”

ภูผาลูบไล้แผงคอม้าไป ถามหลานสาวว่าวิธูอธิบายอะไรบ้าง สลิลปฏิเสธไม่เปิดโอกาสให้เขาอธิบาย ภูผาจึงเตือนถ้าไม่ฟังก็จะเข้าใจเฉพาะมุมที่ตัวเองคิดเท่านั้น

“ทุกอย่างในโลกมีสองด้านเสมอ บางเรื่องมีสามหรือสี่ด้านด้วยซ้ำไป มันเป็นคนละด้านของเหรียญอันเดียวกัน สุดแล้วแต่เราจะพลิกด้านไหนขึ้นมามอง...ด้านนึงหว้าอาจจะเสียใจ เสียดายวิธู แต่ทำไมไม่มองให้เห็นอีกด้านนึงล่ะ หว้าจะเหนี่ยวรั้งผู้ชายโลเลไม่มั่นคงแบบนั้นไว้ทำไม น่าขอบใจลูกหยีมากกว่า ที่ทำให้หว้าได้มองเห็นอีกด้านของวิธู”

สลิลน้ำตาไหลอย่างเจ็บปวด ซบหน้าสะอื้นกับไหล่ลุง ยอมรับว่าพยายามจะเข้าใจแต่อดเสียใจไม่ได้ที่วิธูมองไม่เห็นความรักที่ตนมีให้ ภูผาบีบไหล่หลานรักปลอบให้ยอมรับความจริงแล้วจะเจ็บน้อยลง “ไม่มีใครในโลกที่ไม่เคยเจ็บปวด  ลุงเชื่อว่าสักวันหว้าจะได้เจอคนที่เขาเห็นคุณค่าความรักที่หว้ามีให้เขา  ส่วนเรื่องวิธูกับลูกหยี  หว้าจะแก้ไข  เข้าใจหรือให้อภัย  หว้าก็ลองคิดดู...จะสุขหรือทุกข์อยู่ที่เราเป็นคนเลือก”

สลิลสะอื้น  ภูผากอดปลอบประโลมหลานสาวด้วยความรู้สึกเข้าใจหัวอกคนอกหักผิดหวังยับเยินอย่างที่สุด

ooooooo

ค่ำวันนั้น  ภูผาโทร.ถามสารทุกข์ธราด้วยความเป็นห่วงอาการเจ็บป่วยของเธอ  ธรากลับบอกว่าอาการป่วยของตนหมอที่ไหนก็รักษาไม่หาย  ภูผาจึงชวนเธอขึ้นมาพักผ่อนที่รีสอร์ตของเขา  แต่ธราปฏิเสธไม่อยากไปใกล้ที่ที่วายุรัก มองไปทางไหนจะทำให้คิดถึง

“นี่ยังติดต่อคุณวายุกับคุณไกรกูณฑ์ไม่ได้อีกเหรอครับ”

“ยังค่ะ ไม่รู้แม่ละเวงตามหายังไง  ป่านนี้ยังไม่ได้ข่าวคราวของทั้งคู่เลย” ธรากลั้นสะอื้น

“ผมจะช่วยตามหาทางนี้ให้อีกทางนึงแล้วกัน เผื่อคุณวายุจะกลับขึ้นมาพักที่ไร่”

ธราดีใจไม่รู้จะพึ่งใครอีกแล้ว  ภูผารับปากได้ข่าวอย่างไรจะบอกทันที...ภูผาวางสายด้วยความรู้สึกยังมีเยื่อใยต่อเธอ

ทางไร่วายุกูล  ชายหนุ่มผู้ที่หัวหน้าคนงานเรียกว่าวายุ  เข้ามายืนดูภาพถ่ายครอบครัวในบ้านพัก  ซึ่งประกอบด้วย  ชาตรี  ดวงดาวและเด็กชายวัยสิบขวบ  กอดกันดูอบอุ่น เขารู้สึกขมขื่นไม่พอใจ  เดินฉับๆออกไปจากห้องโถง...

เช้าวันใหม่  ลุงขาบถือถาดอาหารยืนทำใจอยู่หน้ากระท่อมหิน  กลัวใหญ่อาละวาดไล่ตะเพิดเอาอีก  ตัดสินใจเคาะประตูเบาๆ  เสียงใหญ่ดังสั่งให้ไปเอากาแฟดำมา  ลุงขาบสะดุ้งถือถาดวิ่งลิ่วออกไป  สลิลทานอาหารเช้าอยู่ กับภูผาและทแกล้ว  เห็นลุงขาบวิ่งมา  ถามโดนไล่มาอีก แล้วหรือ  เขาตอบก็ไม่เชิง ใหญ่ขอกาแฟดำเพิ่ม  ป้านิ่มกุลีกุจอชง  สลิลแปลกใจที่ใหญ่ไม่อาละวาด  ลุงขาบเองก็แปลกใจคงเพิ่งหายไข้ ภูผาเปรย

“ก็เป็นพัฒนาการที่ดีนะ  สภาพแวดล้อมที่สงบสวยงามของรีสอร์ตเรา  น่าจะช่วยให้เขาดีขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ”

สลิลพยักหน้าเห็นด้วย  อาสาเอากาแฟไปให้ใหญ่เอง ทแกล้วเหล่มองสลิลที่ดูจะให้ความสนใจใหญ่มากเกินไป ภูผาปรามอย่าเพิ่งไปรุกเร้าเขานัก เดี๋ยวจะปิดตัวเองอีก  สลิลจึงชะงัก  ป้านิ่มเร่งลุงขาบให้รีบเอากาแฟไปให้ใหญ่ เดี๋ยวจะอารมณ์เสียอีก ลุงขาบบ่น ดูแลยิ่งกว่าลูกค้าวีไอพีเสียอีก ภูผาแอบขำมองหลานสาวที่ทำหน้า เสียดาย

ใหญ่มองตัวเองเพิ่งเห็นว่าอยู่ในชุดคนอื่น แล้วเห็นชุดตัวเองวางกองอยู่ข้างเตียง ฉุกคิดรีบเข้าไปล้วงกระเป๋าเงินมาเปิดดู เห็นเงินอยู่ครบก็โล่งอก พอลุงขาบเอากาแฟมาให้ เขาก็ควักเงินห้าพันบาทให้ไปซื้อเสื้อผ้าให้ที ลุงขาบรับเงินจะเดินไป ใหญ่เรียกไว้อีก

“ผู้หญิงคนนั้น...ลูกหว้า...ฝากขอโทษเขาด้วย ที่ฉันอาละวาดใส่เขาหลายครั้ง” ใหญ่พูดจบปิดประตูห้องใส่หน้าลุงขาบ

“พิลึกคนจริงๆ...” ลุงขาบบ่นกำเงินเดินกลับไปหาสลิล

ทแกล้วกำลังไม่พอใจที่วิธูทำให้สลิลเสียใจ เขารู้เรื่องจากภูผา และภูผาฝากให้เขาดูแลสลิล เธอฝืนยิ้มปฏิเสธว่าไม่เป็นอะไร ดีใจด้วยซ้ำที่คนที่ตนรักทั้งสองลงเอยกัน ทแกล้วว่าสลิลแอ๊บเป็นนางเอก เสียใจแล้วบอกว่าไม่เสียใจ เขาตบอกตัวเองบอกให้เธอซบอกเขาร้องไห้ได้

“บ้า...อกแห้งๆยังงี้ซบไม่อุ่นหรอก”

“อ้าว พูดงี้มันหยามกันนี่หว้า อย่างนี้ต้องถอดโชว์ เห็นยังงี้ซ่อนรูปนะครับ” ทแกล้วทำท่าจะถอดเสื้อ สลิลดันเขาให้กลับไปช่วยงานนวลขวัญได้แล้ว อย่าอู้

ทแกล้วยังอดห่วงสลิลไม่ได้ ถามอีกครั้งว่าไม่เสียใจแน่นะ เธอปั้นยิ้มพยักหน้า โบกมือบ๊ายบายเร่งให้เขากลับไป ทแกล้วยิ้มมีความหวังในตัวหญิงสาวอย่างมาก...ลุงขาบวิ่งมาบอกเรื่องที่ใหญ่วานให้ซื้อเสื้อผ้า ถ้าตนเลือกเขาคงใส่ไม่ได้แน่ ฝากเธอจัดการที สลิลยินดีรีบโทร.ตามชวนทแกล้วมาไปเป็นเพื่อนตอนบ่ายๆ

แล้วบ่ายวันนั้น ทแกล้วเห็นสลิลเลือกเสื้อผ้าให้ใหญ่อย่างพิถีพิถันก็ไม่พอใจ พยายามพูดว่าใหญ่เป็นผู้ร้ายหลบคดีมา สลิลเคืองออกตัวแทนว่าถ้าทแกล้วได้พบใหญ่จะไม่คิดแบบนั้น

ooooooo

ห้องอาหารหรูในโรงแรมกลางเมืองเชียงใหม่ กษิต นักธุรกิจชื่อเสียงไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะเป็นเจ้าของบ่อนการพนัน มาพบวายุ อ้างเจรจาธุรกิจใหญ่

“ผมไปเจรจากับท่านเรื่องร่วมหุ้นทำโรงแรมมาแล้ว ท่านสนใจที่จะร่วมทุนด้วย แต่ว่า...”

วายุแปลกใจเรื่องอะไร กษิตบอกว่าท่านกลัวจะไม่ได้ที่ดินไร่วายุกูลมาจริงๆ วายุโกรธที่โดนสบประมาท “เอ๊ะ!คุณนี่พูดไม่รู้เรื่องหรือไง บอกว่าได้ก็ต้องได้สิ”

“แต่มันยังไม่ได้เป็นชื่อของคุณไม่ใช่เหรอ” กษิตดักคออย่างรู้ทัน

“ผมทำให้เป็นชื่อผมเมื่อไหร่ก็ได้อยู่แล้ว”

“งั้นก็ดี คุณมีที่ดิน ท่านมีเงินทุน ขายที่ให้ท่านซะ คุณก็จะได้เงิน แถมยังจะได้มีหุ้นอยู่ในโรงแรมด้วย เอาเป็นว่าถ้าคุณมีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะ เผื่องานจะเร็วขึ้น”

วายุสวนทันควัน ไม่ต้องตนจัดการได้  แถมกำชับ “ส่วนเรื่องขอซื้อไร่ขวัญแก้วที่ติดกับไร่ผม ผมก็จะจัดการเอง คุณไม่ต้องยุ่ง”

กษิตทำหน้าดูแคลนไม่คิดว่าวายุจะทำได้ แกล้งเร่งให้เขาจัดการโดยเร็ว ตนเป็นหุ้นส่วนเล็กๆ ถึงเวลาอย่าทิ้งกันก็แล้วกัน วายุรับรองเพราะกษิตเป็นคนเจรจากับท่านให้มาร่วมทุนตนไม่ทิ้งอยู่แล้ว แต่เมื่อไหร่จะให้ตนได้พบกับท่านเสียที กษิตบ่ายเบี่ยงว่าท่านไม่ค่อยว่าง เอาเป็นว่าจัดการเรื่องที่ดินได้เมื่อไหร่ก็ได้พบท่านเมื่อนั้น

“งั้นก็เร็วๆนี้แหละ ขอให้ผมหาตัวไอ้ฆาตกรเจอก่อนเถอะ รับรองว่าเรื่องจะต้องเรียบร้อยแน่นอน” แววตาวายุมุ่งมั่น ต้องทำสำเร็จแน่ กษิตชำเลืองมองอย่างเสือรอตะครุบเหยื่อ...

ไม่ทันไร นวลขวัญเดินเข้ามาในห้องอาหารผ่านโต๊ะกษิตกับวายุไปโต๊ะวีระ ลูกค้าที่เธอนัดไว้ กษิตรีบบอกวายุว่านั่นคือเจ้าของไร่ขวัญแก้วที่ติดกับไร่เขา วายุมองเธออย่างเก็บข้อมูล...วีระเป็นลูกค้าที่สั่งซื้อใบชาจากไร่ของนวลขวัญ เขาชมเชยว่าใบชาของเธอมีชื่อ เสียงมาก แถมเจ้าของก็ทั้งสวยและเก่ง ดูแลไร่ชาจนมีชื่อเสียงได้ขนาดนี้ นวลขวัญฝืนยิ้มกับลูกหยอดของเขา

ooooooo

พอรู้สึกดีขึ้น ใหญ่มานั่งซึมเศร้าที่ระเบียงหน้ากระท่อมหิน ภูผาเดินผ่านมาเห็น มองใหญ่ด้วยแววตาสงสารก่อนจะเข้ามาชวนคุย ใหญ่ทำท่าจะลุกหนี ภูผารีบแนะนำตัวว่าเป็นลุงของสลิลและเป็นเจ้าของรีสอร์ตแห่งนี้ ภูผาทำทีถามได้รับความสะดวกสบายไหม

ใหญ่เห็นท่าทีภูผาเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพเลยไม่กล้าเหวี่ยง พูดด้วยอย่างเย็นชา ภูผาขยับเข้าใกล้มากขึ้น ทำเนียน “คุณคงทำงานอิสระสิครับ ถึงได้ลางานมาพักได้หลายวันแบบนี้”

ใหญ่รับว่าใช่ ภูผายิ้มแย้มยินดีที่เขาเป็นนายตัวเอง ไม่ต้องมีใครมาจัดการตัวเรา ใหญ่ฟังเงียบๆ ภูผาคุยไปเรื่อย “ออกมาเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดีครับ แล้วเราจะเห็นว่าโลกใบนี้  ยังมีแง่มุมอีกตั้งมากมายที่น่าเรียนรู้ น่าศึกษาอีกเยอะ”

“แต่ก็มีบางมุมที่โหดร้ายจนเราไม่อยากเผชิญหน้ากับมัน บางมุมก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เจอ” ใหญ่หลุดปากออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ภูผาสังเกตเห็น พอจะอ่านออกว่าเขาผ่านเรื่องไม่ดีมาแน่ จึงถามเขาเล่นหมากรุกเป็นไหม ใหญ่มองงงๆแต่ก็ตอบว่าเป็น ภูผาชวน ไว้มาลองเล่นกันดู ใหญ่เริ่มอึดอัดอยากขอตัว ภูผาขัด

“คุณรู้ไหมว่าผมชอบช่วงเวลาไหนของการเล่นหมากรุกที่สุด” เห็นใหญ่นิ่งจึงเข้าเผชิญหน้า “ผมชอบเวลาที่เราถูกต้อนให้จนมุม...ผมชอบที่จะเฝ้าดูตัวเองว่า เราจะคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ตอนคับขันได้ยังไง รุกต่อ ตั้งรับหรือว่ายอมถอยซะบ้าง ต้องอ่านเกมให้ออก แต่ละเกมมีธรรมชาติของมันอยู่ หมากรุกแต่ละกระดานเหมือนมีชีวิตจิตใจนะครับ เกมชีวิตก็เหมือนกัน” ภูผาลอบมองปฏิกิริยาใหญ่ “ใครอ่านออกก็เดินไปบนหมากที่ตัวเองเป็นผู้วาง เป็นผู้กำหนด แต่ถ้าอ่านไม่ออกหรือพลั้งเผลอ ก็อาจถูกคนอื่นเชิดให้หันซ้ายหันขวา ต้อนให้จนมุมตามอำเภอใจเขาได้ ถ้าใครพลาดไปอยู่ตรงจุดนั้น โลกคงโหดร้ายน่าดู”

ใหญ่คิดตามหลบตาอย่างระแวง กลัวภูผารู้เรื่องของตน ภูผารีบออกตัวว่ารบกวนเขามานาน ยื่นมือไปทักทายยินดีที่รู้จัก ใหญ่ผงะถอยห่าง ภูผามองอย่างเข้าใจรีบบอกว่ามีอะไรให้ช่วย หรือให้ทำอะไรบอกตนได้ ไม่ต้องเกรงใจ ใหญ่กล่าวขอบคุณแล้วเลี่ยงเข้าบ้านทันที แต่ไม่วายแอบมองภูผาเดินกลับไปอย่างระแวง

ภูผาเดินกลับมาที่สำนักงาน พบสลิลกลับจากไปซื้อของพอดี สลิลบ่นไม่รู้เสื้อผ้าที่ซื้อมาจะถูกใจใหญ่หรือเปล่า เกรงจะโดนเหวี่ยงเอาอีก ภูผาจึงบอกว่าเพิ่งไปคุยกับใหญ่มา สลิลแปลกใจที่เขา
ยอมคุย ภูผายักไหล่ที่จริงก็คงไม่อยากคุยแต่น่าจะจำใจ สลิลว่าลุงของตนมีจิตวิทยาสูงอยู่แล้ว หลอกล่อคนเก่ง ภูผาทำหน้าเจื่อนๆตกลงชมหรือเปล่านี่

“ก็ชมสิคะ แล้วท่าทางคุณใหญ่เป็นยังไงมั่งคะคุณลุง ปกติรึยัง หรือว่ายังดูจิตๆอยู่”

“ไปว่าเขาเดี๋ยวเถอะเรานี่ เขาก็ดูเศร้าโศก อมทุกข์มากเลยนะ คงเจอปัญหาชีวิตหนักๆมาอย่างที่หว้าคิดไว้ล่ะ”

“คุณลุงคิดว่าคุณใหญ่จะเป็นคนร้ายรึเปล่าคะ”

“ลุงก็ยังไม่อยากฟันธงสักเท่าไหร่ แต่เท่าที่สัมผัสได้ คิดว่าไม่น่าจะเป็นคนร้ายอะไร”

สลิลดีใจที่ตนมองคนไม่ผิด แล้วขอตัวเอาของไปให้ใหญ่ ภูผาแซวอย่าไปรบกวนเขานาน รีบไปรีบกลับ สลิลเดินลิ่วไม่อยากสนใจ...พอเดินผ่านธารน้ำตกก็ชะงัก เพราะเห็นใหญ่นั่งทอดอารมณ์อยู่ แต่พอใหญ่เห็นเงาเธอในน้ำก็ลุกพรวดขึ้นจนสลิลตกใจถอยหนีสะดุดรากไม้ล้มก้นจ้ำเบ้า ใหญ่โวยเข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียง สลิลหน้าเหยพยายามลุกขึ้นเอง บ่นอุบ

“ช่วยสักนิดก็ไม่ได้...หว้าเอาเสื้อผ้ามาให้ค่ะ” สลิลชูถุงเสื้อผ้าให้ดู

ใหญ่คว้าถุงจะเดินหนี สลิลเรียกไว้ เขาชะงักหันมาถามมีอะไร เธอบอกเขาว่าได้รับคำขอโทษที่ฝากลุงขาบไปแล้ว ตนไม่โกรธเขาเลย เข้าใจด้วยซ้ำ ใหญ่ตีหน้าขรึมเดินไป สลิลยิ้มค้างเดินตามพูดไล่หลัง อย่าคิดมากตนไม่โกรธเขาจริงๆ...ใหญ่สะกดอารมณ์หันมา สลิลล้วงเงินทอนส่งให้ เขากลับบอกว่าไม่ต้อง ให้เอาไปรวมหักค่าใช้จ่าย เพราะตนจะเช็กเอาต์เย็นนี้ ว่าแล้วก็เดินกลับไป ปล่อยสลิลยืนอึ้งไม่เข้าใจอารมณ์เขา

ooooooo

บนบ้านพักไร่ขวัญแก้ว นวลขวัญทำคุกกี้ชาเขียวสูตรใหม่ ยกมาให้น้องชายชิม ทแกล้วแซวว่าวันนี้โดนลูกค้าจีบอีกหรือเปล่า นวลขวัญบ่น ประจำอยู่แล้วเบื่อจะแย่ ทแกล้วกระเซ้า

“ทนหน่อยน่า ลูกค้ารายใหญ่ แก้วสงสัยอยู่เหมือนกันนะว่าเขาติดใจรสชาติชาไร่เรา หรือติดใจเจ้าของไร่กันแน่”

นวลขวัญหมั่นไส้น้องชายแกล้งเอาคุกกี้ยัดใส่ปาก แล้วฝากให้เอาไปให้สลิลด้วย ทแกล้วไอแค่กๆ ก่อนจะทำหน้าอร่อยชมพี่สาว จากนั้นเขาก็นึกได้ถามพี่สาว

“เออพี่ขวัญ แก้วได้ยินคนงานในไร่คุยกันว่า คุณวายุเจ้าของไร่วายุกูล เขาจะขายไร่ไปสร้างโรงแรมแล้วนะ เห็นว่ามีนายทุนมากว้านซื้อที่รอบๆไปบ้างแล้วด้วย แก้วว่าอีกไม่นานเขาคงส่งคนมาขอซื้อไร่ของเรา”

“ไร่นี้เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้พวกเรา พี่ไม่มีวันขายให้ใครเด็ดขาด”

ทแกล้วมองสีหน้าเด็ดเดี่ยวของพี่สาว หวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก...

เมื่อใหญ่ตัดสินใจเช็กเอาต์ สลิลเข้ามาหาทิพวัลย์ที่ยืนอ่านเอกสารอยู่ตรงเคาต์เตอร์ประชาสัมพันธ์ แกล้งแซว “ทำไมวันนี้คุณผู้จัดการใหญ่มายืนเคาต์เตอร์เองได้ล่ะคะ”

“พนักงานเวรเขาขอเข้าช้านิดนึงน่ะค่ะ ทิพย์เลยมาดูแลงานให้ก่อน...คุณลูกหว้าได้ข่าวคุณวายุเจ้าของไร่วายุกูลไหมคะ”

ใหญ่เดินมาได้ยินชะงักยืนฟัง สลิลพูดแบบไม่ใส่ใจเท่าไหร่ “คุณวายุไม่ได้มาดูแลไร่เกือบสิบปีแล้วนี่คะ ปล่อยให้คนงานดูแลกันเอง คุณทิพย์ไปรู้อะไรมาเหรอคะ”

“ได้ยินมาว่าเขาจะขายไร่วายุกูล เอาไปสร้างโรงแรมค่ะ ถ้าเขาทำโรงแรมขึ้นมาจริงๆต้องกระทบยอดลูกค้ารีสอร์ตเราแน่ๆเลยนะคะ”

ใหญ่นิ่วหน้าแปลกใจ สลิลยังไม่อยากคิดมาก เตือนทิพวัลย์อย่าเพิ่งคิด กว่าจะสร้างเสร็จอีกตั้งนานแล้วข่าวนี้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ รอให้ชัวร์ก่อนค่อยเครียดก็ได้ ยังมีเวลา ทิพวัลย์เอ็ดยังทำหน้าระรื่นได้อีก ใหญ่กำลังหันหลังจะเดินไป สลิลเหลือบไปเห็นซะก่อนทักเขามาเช็กเอาต์หรือ ใหญ่ชะงักหันมา

“ฉันจะมาบอกว่า จะอยู่ที่นี่ต่อไม่มีกำหนด”

สลิลรู้สึกตามอารมณ์ใหญ่ไม่ทันเอาเสียเลย ตอบไปว่ายินดีให้บริการ ใหญ่เดินกลับไป ทิพวัลย์งง “อ้าว...นึกจะไปก็ไป คุณใหญ่นี่แปลกคนจริงๆนะคะเนี่ย”

“หว้าเริ่มจะชินกับเขาแล้วล่ะค่ะ” สลิลมองตามหลังใหญ่ขำๆ ส่ายหน้าไปมา

ค่ำนั้น ใหญ่ครุ่นคิดเรื่องที่ได้ยินมา แล้วรู้สึกปวดหัวด้วยความสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น...

บริษัทธนากูลเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ธราได้รับรายงานจากเลขาของวายุ ทำให้ต้องรีบเข้าบริษัทพบมานพซึ่งเป็นหุ้นส่วน ละเวงจะตามมาด้วยแต่ธราสั่งให้รออยู่บ้านเผื่อวายุกับไกรกูณฑ์ติดต่อกลับมา...มานพไม่พอใจที่วายุไม่เข้าบริษัทหลายวัน ทำให้โครงการก่อสร้างคอนโดริมแม่น้ำเจ้าพระยาหยุดการดำเนินงานเพราะวายุไม่เซ็นอนุมัติเสียที ธราเปิดแฟ้มดู

“เท่าที่รู้โครงการนี้ติดปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่ วายุก็เลยระงับไว้ก่อน ถ้าเป็นเรื่องนี้ฉันคงช่วยอะไรคุณไม่ได้”

มานพไม่พอใจถามเมื่อไหร่วายุจะกลับ ธรา

ตอบไม่ได้แต่ให้เขาไปจัดการปัญหาเสียก่อนจะดีกว่า มานพโกรธที่ธราไม่คิดจะช่วย ขู่จะต้องเสียใจที่ทำกับตนแบบนี้...ธราอ่อนใจ

ในขณะที่ใหญ่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไร่วายุกูล เขาเดินมาที่คอกม้า มองเจ้าแบล็คเมจิกกับสตาร์ไลท์ ซึ่งเป็นม้าตัวโปรดของสลิล...ใหญ่คิดถึงวัยเด็กที่พ่อกับแม่ยืนมองเขาขี่ม้าที่ไร่วายุกูล เสียงเข็มขัดจังหวะความคิด “คุณใหญ่ต้องการอะไรครับ...”

“เปล่า...ฉันมาเดินเล่น เห็นม้าสวยดีเลยเข้ามาดู หวงเหรอ”

“ตัวอื่นไม่หวงหรอกครับ แต่เจ้าสตาร์ไลท์กับแบล็คเมจิกตัวที่คุณใหญ่จับเมื่อกี๊ กับอีกตัวที่อยู่ใกล้ๆกัน พี่หว้าเธอหวง ไม่ให้ใครขี่นอกจากพี่แก้วคนเดียว”

ใหญ่ไม่สนใจชิงถามว่าไร่วายุกูลอยู่ไกลจากที่นี่มากไหม และไปอย่างไร เข็มตอบไปตามตรงว่าอยู่เลยไปทางยอดเขา ขี่ม้าเลาะไปทางชายป่าด้านหลังได้ไม่ไกล ใหญ่ฟังอย่างเก็บข้อมูล พอเห็นสลิลเดินมาก็รีบชิ่งหนีไปดื้อๆสลิลเข้ามาถามเข็มด้วยความแปลกใจคุยอะไรกัน

“เขามาถามทางไปไร่วายุกูลน่ะครับ”

สลิลแปลกใจที่ใหญ่รู้จักไร่วายุกูล มองตามหลังใหญ่ที่เดินกลับที่พักอย่างสงสัย

ooooooo

ไฟในวายุ ตอนที่ 1

อ่านเรื่องย่อ

ไฟในวายุ

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

วัน-เวลาออกอากาศ:

ช่องออกอากาศ:

นักแสดงนำ:

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement