เหมือนคนละฟากฟ้า ตอนที่ 6 นิยายไทยรัฐ -
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

เหมือนคนละฟากฟ้า ตอนที่ 6


30 พ.ค. 2560 09:30
4,276,156 ครั้ง

เหมือนคนละฟากฟ้า ตอนที่ 6

อ่านเรื่องย่อ

เหมือนคนละฟากฟ้า

แนว:

ดราม่า-โรแมนติก

บทประพันธ์โดย:

วาสนา

บทโทรทัศน์โดย:

เบญจธารา

กำกับการแสดงโดย:

แมน เมธี

ผลิตโดย:

บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

แอนดริว เกร็กสัน, ภีรนีย์ คงไทย

คนช่วยจับมือของคุณหญิงละอองก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ผ่องนั่นเองที่ยิ่งกว่าเต็มใจเจ้ากี้เจ้าการให้ชัชรัณขับรถไปทำบุญกับกิ่งกาญจน์แต่เช้าของวัน

ต่อมา โยทกาไม่ได้สนใจ มัวคุยโทรศัพท์กับยายละมุด ก่อนจะสติแตกเมื่อได้ยินเสียงเหมือนอีกฝ่ายล้มมือถือกระเด็น!
ท่าทางกระหืดกระหอบของโยทกาทำให้ชัชรัณละล้าละลัง อยากตามไปดูยายละมุดด้วยใจแทบขาด แต่ก็ติดผ่องที่ใช้ความเป็นยายกดดันเขาให้ไปวัดกับกิ่งกาญจน์

กว่าโยทกาจะไปถึง ยายละมุดก็ถูกชาวบ้านช่วยกันหามไปหาหมอเรียบร้อย และผลการตรวจนอกจากช้ำเพราะล้มกระแทกพื้น ยายละมุดยังได้ข่าวร้ายว่าตัวเองอาจเป็นโรคไต

ข่าวร้ายทำให้ยายละมุดใจหาย แต่ก็เลือกไม่บอกโยทกาเพราะไม่อยากให้เป็นห่วง โยทกาก็ไม่ได้ผิดสังเกตกับอาการของยาย เชื่อสนิทว่าอีกฝ่ายแค่เคล็ดขัดยอกเพราะล้ม

ชัชรัณเป็นห่วงโยทกามาก อยากไปดูให้เห็นกับตา ว่าเธอกับยายละมุดไม่เป็นไร แต่ก็จนใจเพราะไม่ใช่แค่ผ่องกับกิ่งกาญจน์ที่ตามประกบ คุณหญิงละอองกับกฤตนัยก็มาสมทบที่วัดด้วย

ความพยายามจะจับคู่ของผ่องกับคุณหญิงละอองทำให้ชัชรัณอึดอัด กฤตนัยกระอักกระอ่วนใจมาก เช่นเดียวกับกิ่งกาญจน์ที่แม้จะมีใจให้ชัชรัณ ก็ไม่อยากให้แม่บุญธรรมทำขนาดนี้ แถมเมื่อเธออยากแนะนำหลวงพ่อกอบให้ชัชรัณรู้จักในฐานะพ่อแท้ๆ คุณหญิงละอองก็โพล่งขัดและตัดบทดื้อๆ

หลวงพ่อกอบเข้าใจความคิดของคุณหญิงละอองดี ต่างจากต้นเรื่องอย่างกิ่งกาญจน์ ไม่ชอบใจเลยที่แม่บุญธรรมปกปิดความจริงแบบนี้

“กิ่งอยากแสดงความจริงใจกับบ้านของชัช กิ่งไม่อายที่จะบอกว่ากิ่งเป็นลูกหลวงพ่อกอบ และอยากให้ทุกคนรู้ด้วยซ้ำว่าที่กิ่งมีอยู่ทุกวันนี้เพราะความเมตตาของคุณแม่”

“แต่แม่ไม่อยากให้รู้! คิดเหรอว่าคนเจ้ายศเจ้าอย่างอย่างยายของชัชรัณจะเห็นหัวกิ่ง ถ้ากิ่งกับเขามันคนละชั้นกัน ตอบแม่มาสิว่าเขาจะให้กิ่งเรียกนับญาติกับเขาไหม”

กิ่งกาญจน์เถียงไม่ออก จนไม่ทันสังเกตว่าชัชรัณแอบออกจากวัดไปดูอาการยายละมุดในชุมชนไม่ไกลกันนั้น ผ่องเห็นหลานชายหายเลยออกไปตาม ก่อนจะสะดุดพื้นหน้าแทบคว่ำ ถ้าจะไม่มีคนช่วยจับไว้!

ooooooo

คนช่วยจับคือยายละมุดนั่นเอง ผ่องตกใจมากแต่เมื่อเห็นสภาพคนช่วยแล้วรังเกียจ ตั้งท่าจะฟาดหัวด้วยเงินตามประสาพวกชอบเหยียดชนชั้น แต่ก็ต้องชะงักเมื่อโยทกาปรากฏตัว!

โยทกาเซอร์ไพรส์ไม่น้อยที่เห็นผ่อง แต่ไม่แปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายจะใช้เงินฟาดหัวยายละมุด แถมดูถูกสารพัดเพราะเห็นว่าพวกเธอรู้จักกัน ชัชรัณโผล่มาหลังจากนั้น ลำบากใจมากเมื่อเห็นหญิงชราสองคนทำท่าจะตีกัน

ผ่องไม่ชอบโยทกาอยู่แล้ว ยิ่งรู้ว่ารู้จักกับยายละมุด เลยเหมาว่าเป็นพวกรากเหง้าเดียวกัน

“รากเหง้าอิฉันมันเป็นยังไงเหรอคะคุณ”

“รากที่มันใช้น้ำครำหล่อเลี้ยง จะสะอาดได้ยังไง ...จริงไหม”

ยายละมุดไม่สะทกสะท้าน ตอกแบบไม่ไว้หน้า “โอ้ย...ตายๆ แม้กระทั่งน้ำยังแบ่งชนชั้น รากอิฉันใช้น้ำครำ รากคุณนายน่าจะใช้น้ำมนต์เลี้ยงบ้างนะ จะได้ไล่ผีผู้ดีใจทรามออกไปบ้าง”

ชัชรัณเห็นท่าไม่ดี พยายามขอร้องยายละมุดให้สงบศึก แต่มีหรือแม่ค้าขนมจีนปากจัดจะยอม

“ขอด่าสักทีเถอะวะ ทั้งสายตาทั้งคำพูด ที่ยืนตรงนี้มันคนนะเว้ย มีชีวิตมีจิตใจ มีเงินแล้วมันวิเศษนักรึไงวะ!”

“นี่หล่อนเป็นบ้าหรือไง โหวกเหวกโวยวายกับฉันทำไม”

“แล้วหล่อนมาดูถูกฉันกับหลานทำไม ก่อนด่าคนอื่น ตักน้ำใส่กะโหลกส่องตัวเองก่อนสิว่าแสดงอะไรออกมา”

“ไร้การศึกษา!”

“เออ! คนอย่างอีละมุดไม่มีความรู้แต่มีศีลธรรม ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ทำร้ายใคร ไม่เหมือนคุณนายหรอกค่ะ หน้าอย่างหลังอย่าง ข้างนอกก็ดูสุกใสแต่ข้างในเป็นโพรง...ลึกเชียว”

ผ่องเจ็บใจมากแต่ทำอะไรไม่ได้เลยแกล้งเป็นลม ชัชรัณถลาประคอง ยายละมุดหัวเราะรู้ทัน

“ยายคุณไม่ได้เป็นอะไรเลยคุณชัช...แค่แพ้แล้วหนี”

อาการคอแข็งของผ่องช่วยตอกย้ำคำพูดยายละมุด ผ่องเสียหน้ามาก เปลี่ยนใจจะเอาเงินคืนก็ถูกยายละมุดแกล้งยื้อไว้จนหน้าเกือบคะมำอีกรอบ โยทการีบไปช่วย แต่กลับถูกลูกหลง มือของผ่องสะบัดไปโดนเต็มตา

ยายละมุดกับชัชรัณรีบไปดูอาการ สร้างความไม่พอใจแก่ผ่องมาก เช่นเดียวกับกิ่งกาญจน์ที่เพิ่งมาถึง แต่อาการเกรี้ยวกราดของผ่องอาละวาดให้หลานชายปล่อยมือจากโยทกา ก็ทำให้เธอตั้งสติได้

ชัชรัณยอมปล่อยมือจากโยทกาแบบเสียไม่ได้ ผ่องสะบัดหน้าจะผละไป แต่ก็ถูกยายละมุดแขวะไล่หลัง

“หลานฉันช่วยคุณไว้นะ ขอบคุณสักคำสิ...ไม่รึ...สงสัยเรียนสมบัติผู้ดีไม่จบหลักสูตรเลยเป็นผู้ดีไม่มีมารยาท”

พูดจบก็เอาเงินของผ่องยัดมือชัชรัณ กิ่งกาญจน์ไม่อยากให้มีเรื่องเลยพาผ่องแยกไป ชัชรัณรีบตาม ทิ้งยายละมุดให้มองตามนิ่งๆ ก่อนจะหันมาเย้าโยทกาว่าแฟนในอนาคตของชัชรัณคงเจอศึกหนัก!

ชัชรัณรู้สึกผิดกับยายละมุดไม่น้อย และไม่ยอมเปิดโอกาสให้ผ่องพูดเรื่องเหตุวิวาทต่อหน้ากิ่งกาญจน์ ผ่องหงุดหงิดมาก กลัวหลานชายคนเดียวจะหลงเสน่ห์โยทกา จนต้องหลอกถามข้อมูลจากกิ่งกาญจน์

กิ่งกาญจน์ไม่รู้เรื่อง เล่าไปตามจริงว่าโยทกาเป็นคนทำงานเก่งและอัธยาศัยดี ผ่องเลยเลิกถามและคิดว่าคงต้องหาวิธีกำจัดโยทกาให้พ้นหลานชายและตระกูลวริศรักษ์ด้วยวิธีอื่น

โยทกาไม่กลัวพวกผ่องเลย ต่างจากยายละมุดที่อดหวั่นใจไม่ได้

“ยายเล่นไปซะชุดใหญ่แบบนั้น เอ็งจะเดือดร้อนไหม”

“คุณผ่องอาจจะใหญ่ที่สุดในบ้านวริศรักษ์ แต่ถ้าโยไม่ยอมให้เขาอยู่เหนือโย ใครก็ทำอะไรโยไม่ได้หรอกจ้ะยาย”

“ไม่ต้องไปสู้กับเขา แค่ปกป้องตัวเองได้และมีความสุข คนคิดร้ายมันก็เจ็บปวดแล้ว”

“เราทำดีจะมีเกราะความดีป้องกันตัวใช่ไหมจ๊ะ”

ooooooo

ท่าทางแข็งกร้าวและเย่อหยิ่งของโยทกาทำให้ ผ่องตัดสินใจไม่เดินเกมตรงๆ แต่ใช้วิธีเป่าหูและกดดันชัชรัณเหมือนเคย และคราวนี้เธอก็เลือกใช้เรื่องนงนิจแฟนเก่าที่ทำเขาช้ำใจเกือบตาย

“นงนิจใสๆที่ชัชไว้ใจยังร้ายกาจขนาดนั้น ผู้หญิงที่ดูรอบจัดอย่างโยทกาจะร้ายแค่ไหน ถ้าโยทกาทำกับชัชเหมือนที่นงนิจเคยทำ บ้านนี้คงไม่มีวันสงบสุข...

ชัชต้องระวังตัวนะลูก ยายไม่อยากให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอย!”

ชัชรัณประสาทเสียมากที่ถูกผ่องปั่นหัว สับสนในใจเหลือเกิน ไม่รู้จะเลือกทางไหนระหว่างความต้องการของหัวใจกับความคาดหวังของคนในครอบครัว เช่นเดียวกับกฤตนัย อึดอัดและลำบากใจมากที่คุณหญิงละอองวิ่งเต้นทุกทางให้คณะกรรมการโหวตให้เขารับตำแหน่ง แต่ก็ถูกปฏิเสธเพราะคณะกรรมการส่วนมากเชื่อมือเถกิง

คุณหญิงละอองเจ็บใจแต่ไม่ยอมแพ้ ตั้งใจจะหาทางชนะเถกิงในเกมนี้ให้ได้ ไม่ต่างจากโยทกาที่ต้องรับศึกน่าปวดหัวในบ้านวริศรักษ์ไม่เว้นแต่ละวัน อย่างเช่นวันนี้ที่หลิวตามเธอไปพบผ่อง แต่กลับพูดจาแดกดันและดูถูก

โยทกาไม่ยี่หระคำพูดเหล่านั้น แต่อยากสั่งสอนหลิวให้รู้จักสถานะของตนมากกว่า

“เคยได้ยินไหม...พูดดีเป็นศรีแก่ปาก แต่ถ้าพูดมากปากจะมีสีเลือด”

“ถ้าตีฉัน...คุณศรีเล่นงานเธอแน่”

“ถ้าคุณลุงรู้ว่าเธอลามปามกับฉัน ใครจะเดือดร้อนกว่ากัน”

“เธอยังไม่รู้สินะว่าบ้านนี้ ใครใหญ่ที่สุด!”

พูดพลางถอยหลังติดกำแพง โยทกาแกล้งยื่นหน้าไปใกล้ หลิวกลัวเลยผลักแต่โยทกาหลบทัน หลิวจึงวืดหน้าคว่ำคางกระแทกพื้น น้ำแอบเห็นเหตุการณ์ตลอด โยทการู้เลยขอให้เป็นพยานให้

โยทกาเดาได้ว่าหลิวต้องแล่นไปฟ้องเพ็ญศรี และแน่นอนว่าคนผิดคงหนีไม่พ้นเธอ เมื่อเจอหน้าผ่องในเวลาต่อมา น้ำเลยกลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญทำให้เธอรอดพ้นจากการใส่ไฟครั้งนี้

กรรณิการ์ได้ยินเรื่องจากมาลัยก็เป็นห่วงลูกสาว กลัวจะมีเรื่องกับผ่องและเพ็ญศรี อยากไปช่วยห้าม แต่ก็ถูกมาลัยขวางไว้ เพราะเชื่อแน่ว่าโยทกาจะเอาตัวรอดจากเรื่องนี้ได้

“ถึงคุณผู้หญิงจะไปก็ใช่ว่าจะห้ามใครได้”

“ฉันเป็นแม่แท้ๆ แต่ช่วยอะไรไม่ได้เลยเหรอเนี่ย”

“คนวงนอก...ห่วงแค่ไหนก็เป็นคนนอก ให้คนในวงเขาคุยกันเถอะค่ะ เราอยู่ห่างๆให้เขารู้ว่าห่วง มาลัยเกรงว่าถ้าคนนอกเข้าไปคลุกวงใน เดี๋ยววงแตกแล้วจะบานปลาย เชื่อคนวงนอกที่ใกล้ชิดวงในมาเป็นสิบๆปีนะคะคุณ”

การคาดการณ์ของมาลัยไม่เกินจริงเลย โยทการับมือเพ็ญศรีได้อย่างดีเยี่ยม เสียงพี่น้องทะเลาะกันของหลิวกับน้ำทำให้ผ่องเวียนหัวและเลิกสนใจดื้อๆ เพราะมีเป้าหมายอยากกำจัดโยทกาให้พ้นชัชรัณมากกว่า

และแผนของผ่องก็คือไม่ห้ามหรือจับแยกตรงๆ แต่พูดจากดดันและหว่านล้อมให้โยทกาเห็นความเหมาะสมระหว่างกิ่งกาญจน์กับชัชรัณ โดยใช้ความปรารถนาดีของคนเป็นยายมาอ้าง ทำให้โยทกาถึงกับพูดไม่ออก

กิ่งกาญจน์ก็พยายามเข้าหาชัชรัณด้วย แม้จะไม่เห็นด้วยกับวิธีเจ้ากี้เจ้าการของคุณหญิงละออง แต่ก็คิดว่าเธอควรลองเปิดใจกับเขาตรงๆ และวันนี้เธอก็เลือกจะชวนเขาไปกินกลางวันข้างนอก

ชัชรัณบ่ายเบี่ยงไม่อยากไปตามลำพังกับเธอเหมือน เคย พยายามดึงกฤตนัยไปด้วยเพื่อคุยงาน แต่กิ่งกาญจน์ก็ไม่ยอม และตัดสินใจโพล่งออกไปตามที่อัดอั้นมานาน

“กิ่งรู้สึกเหมือนชัชอึดอัดเวลาอยู่กับกิ่ง”

“กิ่งคิดมากไป ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องงาน ถ้าคุยสามคนก็จะได้ตัดสินใจพร้อมกัน”

“ชัชรู้ใช่ไหมว่าเรื่องงาน...กิ่งใช้มันเป็นแค่ข้ออ้าง กิ่งอยากให้ชัชเปิดใจให้กิ่งบ้าง อยากให้เรามีเวลาเรียนรู้กันมากกว่านี้...แต่ชัชไม่เคยยอมให้กิ่งเข้าใกล้ชัชเลย”

พูดพลางย่างเท้าเข้าหา ชัชรัณถอยอัตโนมัติพยายามแบ่งรับแบ่งสู้ แต่ก็เหมือนจะไม่พ้น

“ถ้าชัชถอยทุกครั้งที่กิ่งก้าว แล้วเมื่อไหร่เราถึงจะใกล้กันล่ะคะ”

กิ่งกาญจน์ขอร้องให้เขาเปิดโอกาสให้เธอ ชัชรัณอึดอัดมาก รู้สึกเหมือนเป็นคำสั่งจะต้องออกไปข้างนอกกับเธอ กิ่งกาญจน์เห็นท่าทางแบบนั้นก็รู้สึกผิด รู้ตัวว่าพลาดไปแล้วที่ทำเหมือนบังคับใจเขา

ooooooo

แผนร้ายของผ่องใช้ความเป็นผู้ใหญ่กดดันและหลอกล่อทำให้โยทกาเครียดหนัก แม้จะมีใจให้เขา แต่ก็ไม่อยากขวางอนาคตที่สดใส อากัปกิริยาของโยทกาทำให้ผ่องย่ามใจ เชื่อมั่นว่าแผนคงได้ผล แต่เพ็ญศิริกลับไม่คิดเช่นนั้น กลัวโยทกาจะแข็งขืนและตลบหลังเหมือนที่ผ่านมา

“คนแบบโยทกาไม่ยอมเป็นของเล่นตาชัชแน่ ถ้ามันจะเอา...มันต้องสมศักดิ์ศรี อวดทุกคนได้อย่างภาคภูมิใจ”

“ถ้ามันได้เป็นเมียที่ถูกต้อง คุณท่านจะปล่อยให้แม่ลูกสองคนนั้นได้ครองวริศรักษ์สิคะ”

“มันทำไม่ได้หรอก หล่อนบอกฉันว่าหนูกิ่งมีส่วนช่วยแม่ของโยทกาไว้เมื่อวันงานแต่งไม่ใช่เหรอ”

“ค่ะ อ๋อ...แต่มันจะละอายจนยอมรามือเองเหรอคะคุณท่าน...”

ผ่องไม่ตอบคำถามนั้น แต่อยากให้เพ็ญศิริรอ แล้วก็จริงดังคาด คำพูดของผ่องทำให้โยทกาเริ่มลังเลเรื่องชัชรัณ และเมื่อกิ่งกาญจน์มาระบายความอึดอัดใจ ก็เห็นใจและรู้สึกผิดเพราะตัวเองเป็นคนมาทีหลัง

“กิ่งอยากมีเวลาอยู่กับชัชตามลำพังบ้าง อยากทดสอบความรู้สึกของชัช ถ้าเราจะใช้ชีวิตร่วมกับใครสักคน ทุกนาทีที่อยู่ด้วยกันมันน่าจะมีแต่รอยยิ้ม ความรู้สึกอุ่นๆโดยไม่ต้องใช้คำพูด”

ภาพการใช้เวลาร่วมกันในสวนออฟฟิศหลายวันที่ผ่านมาทำให้โยทกาเจ็บแปลบ เห็นด้วยกับกิ่งกาญจน์ทุกอย่าง แต่ไม่ทันแนะอะไร กิ่งกาญจน์ก็โพล่งออกมาเสียก่อน

“กิ่งเชื่อว่าถ้าเราได้มีเวลาดีๆร่วมกัน ชัชคงเปิดใจให้กับกิ่งมากกว่านี้ ได้ดูแลอยู่ข้างๆคนที่เรารัก มันคงจะมีความสุขมาก...คุณโยเห็นด้วยไหมคะ”

คำถามของกิ่งกาญจน์ทำให้โยทกาหลุดจากภวังค์

“โยก็คิดแบบนั้นค่ะ...การใช้เวลาด้วยกันมันพิสูจน์หลายๆอย่าง”

“เหมือนเวลาที่กิ่งอยู่ใกล้คุณโย กิ่งรู้สึกว่าคุณโยน่ารัก”

“โยยังชอบผู้ชายอยู่นะคะ”

“กิ่งไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะคะ คือกิ่งเห็นคุณโยเป็นเหมือนน้องสาว”

“โยล้อเล่นค่ะ โยดีใจนะคะที่คุณกิ่งรู้สึกแบบนั้น”

สองสาวยิ้มให้กันด้วยความเข้าใจ ก่อนที่โยทกาจะบอกเคล็ดลับการเข้าหาชัชรัณ กิ่งกาญจน์ทึ่งมากที่โยทกาอ่านคนเย็นชาอย่างคู่หมายหนุ่มออกทะลุปรุโปร่ง และไม่รอช้าจะทดลองคำแนะนำในวันเดียวกัน

ไม่ใช่แค่กิ่งกาญจน์กับโยทกาที่มีเรื่องว้าวุ่นใจ ชัชรัณก็หนักใจที่ถูกผ่องเจ้ากี้เจ้าการเรื่องแต่งงาน กฤตนัยรู้จักเขามานานและเข้าใจความอึดอัดดี แต่ก็ทำได้แค่ปลอบเพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ทำตามความต้องการของหัวใจไม่ได้

สองหนุ่มพูดคุยกันทั้งเรื่องงานและครอบครัว ก่อนจะไปกินมื้อกลางวัน แต่ไม่ทันออกจากห้อง กิ่งกาญจน์ก็โผล่มาพร้อมถุงอาหาร ท่าทางสบายๆของเธอทำให้สองหนุ่มมองหน้ากันอึ้งๆ ยิ่งเธอไม่ถือสาชัชรัณเรื่องที่คุยเมื่อเช้า ยิ่งทำให้น่าสงสัย แล้วสองหนุ่มก็ได้คำตอบว่าเป็นเพราะคำแนะนำของโยทกา

กิ่งกาญจน์ไม่ได้ตั้งใจบอกเรื่องโยทกาเป็นศิราณีกับชัชรัณ แต่เขาก็แอบได้ยินกฤตนัยคุยกับกิ่งกาญจน์จนได้!

ooooooo

ความจริงจากสองพี่น้องทำให้ชัชรัณโกรธมาก ทั้งที่เคยคิดว่าโยทกาอาจเป็นคนที่เข้าใจเขามากที่สุด แต่เธอกลับทรยศด้วยการคิดแทนแบบนี้ และเขาก็ไม่รอช้าจะไปดักรอเพื่อเคลียร์กับเธอ

โยทกาไม่อยากมีเรื่องเลยเลี่ยงจะกลับบ้านด้วย แต่ชัชรัณไม่ยอม คว้าแขนให้ไปด้วยกัน

“คุณมีธุระอะไรกับฉัน”

“เธอไปยุ่งกับกิ่งทำไม ทำตัวเป็นแม่สื่อ คิดจะปั่นหัวฉันใช่ไหม”

“อย่ามองโลกในแง่ร้ายสิคะ ฉันเห็นว่าคุณกิ่งเป็นคนน่ารักก็อยากช่วย”

“มันไม่ใช่เรื่องของเธอ ก่อนจะยุ่งกับชีวิตคนอื่น เอาชีวิตตัวเองให้รอดซะก่อน อีกห้าเดือนถ้าเธอทำไม่ได้อย่างที่พูด เธอจะต้องออกไปจากวริศรักษ์”

“ฉันไม่ผิดคำพูดแน่ คุณก็เหมือนกัน”

“หยุดทุกอย่างที่เธอคิดจะทำ...แล้วจำไว้ว่าฉันเกลียดที่สุดคือคนที่เข้ามาเจ้ากี้เจ้าการกับชีวิตของฉัน!”

สองหนุ่มสาวคงเถียงกันอีกนาน ถ้ากฤตนัยกับกิ่งกาญจน์จะไม่โผล่มา โยทกาได้ยินว่าสองพี่น้องจะไปกินมื้อเย็นด้วย เลยถือโอกาสนั่งรถไปกับกฤตนัย ส่วนกิ่งกาญจน์ให้นั่งไปกับชัชรัณ

บรรยากาศอึมครึมในรถว่าแย่แล้ว แต่เทียบไม่ได้กับความเคร่งเครียดในบ้านวริศรักษ์ เมื่อผ่องเรียกสมาชิกทุกคนมากินมื้อเย็น โดยมีแขกพิเศษคือคุณหญิงละออง กฤตนัยและกิ่งกาญจน์

กรรณิการ์เป็นกังวลมาก กลัวจะมีเรื่องอีก เถกิงต้องปลอบไม่ให้คิดมาก ผ่องอาจไม่พุ่งเป้ามาที่เธอก็ได้ ซึ่งก็จริง เพราะจุดประสงค์ที่ผ่องเชิญทุกคนมารวมตัววันนี้ก็เพื่อประกาศข่าวสำคัญ

แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น...ผ่องก็ขอให้เพ็ญศรีไปชงชามาเสิร์ฟ กรรณิการ์เลยขอตัวตามไปด้วยเพื่อจัดขนมที่เธอทำเอง เพ็ญศรีหาเรื่องค่อนแคะเหมือนเคย มาลัยรำคาญอดขู่ไม่ได้

“ถ้าคุณศรีไม่หยุด อิฉันคงไม่อยู่เฉย...อิฉันเป็นคนที่รู้หน้าที่ว่าตอนนี้ควรทำอะไร คุณท่านกำลังรอน้ำชาของคุณศรีอยู่ไม่ใช่เหรอคะ บ้านที่มีแขกมาเยี่ยมเยือนเราควรสำนึกในหน้าที่เจ้าของบ้านก่อน”

“เธอไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนฉัน”

“งั้นอิฉันจะไปเรียนคุณท่านว่าคุณศรีไม่พร้อมจะทำหน้าที่เจ้าบ้าน...ดีไหมคะ”

เพ็ญศรีเถียงไม่ออก ปึงปังกลับห้องอาหาร กรรณิการ์รีบให้เด็กยกถาดขนมตามไปแล้วลงมือเสิร์ฟด้วยตัวเอง ผ่องยิ้มร้ายและเริ่มต้นเล่นงานกรรณิการ์ โดยมีคุณหญิงละอองเป็นลูกคู่

กรรณิการ์หน้าซีด เริ่มหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อถูกขอให้ทวนบทร้อยกรองในวรรณคดีเกี่ยวกับขนมรังไรฝีมือตน เถกิงจะช่วย แต่ก็ช้ากว่าโยทกาที่ตอบแทนแม่เสียงเรียบ

“รังไรโรยด้วยแป้ง เหมือนนกแกล้วทำรังรวง โอ้อกนกทั้งปวง ยังยินดีด้วยมีรัง”

ทุกคนหันขวับ โยทกากลายเป็นเป้าสายตาของ ทุกคนแทนแม่ แต่เธอก็ไม่แคร์

“ขอโทษนะคะที่เสียมารยาทตอบแทรกขึ้นมา แต่ดิฉันไม่เห็นด้วยที่จะใช้ประโยคเดียววัดความรู้ของคนคนหนึ่ง มันไม่เป็นการวัดที่ไร้ความยุติธรรมมากไปเหรอคะ”

“แกกำลังเสียมารยาทกับคุณท่าน” เพ็ญศรีโวยแทนผ่อง

“ใช้คำว่าเรียกร้องความยุติธรรมดีกว่าค่ะ คุณแม่ดิฉันเชี่ยวชาญในการทำขนมไทย ไม่ใช่กาพย์กลอน จะวัดคนว่าเก่งหรือไม่น่าจะต้องวัดจากสิ่งที่เขาถนัด เพราะเราคงวัดว่าปลาตัวไหนเก่งจากการให้มันบินขึ้นฟ้าไม่ได้...จริงไหมคะ”

กฤตนัยพยายามช่วยพูดเพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ เถกิงก็จับมือให้กำลังใจ กรรณิการ์เลยฮึดสู้

“ต้องขอโทษด้วยนะคะ ดิฉันเรียนมาน้อย ถ้าเป็นเรื่องความรู้ก็อาศัยโยช่วยน่ะค่ะ”

เพ็ญศรีเจ็บใจแทนผ่อง เลยคิดจะฉีกหน้ากรรณิการ์กลางโต๊ะอาหาร

“คุณกรรณเขาเรียนจบด้าน สปช. จาก นสล. น่ะค่ะ”

“มันย่อมาจากคณะหรือว่ามหาวิทยาลัยไหนเหรอคะ” คุณหญิงละอองรู้ทัน รีบรับลูก

“มันย่อมาจาก...สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตจากในสลัมน่ะค่ะ เขาจะช่ำชองเรื่องค้าขายมาก”

น้ำเสียงแดกดันและดูถูกของเพ็ญศรีทำให้เถกิงทนไม่ไหว ต้องออกรับแทนภรรยา

“คุณศรีควรจะใช้น้ำเสียงเวลาพูดถึงคนค้าขายให้ดีกว่านี้นะครับ”

“ศรีแค่แยกให้เห็นระดับทางสังคมเท่านั้นเอง”

“คุณศรีคงลืมว่าผมก็เป็นพ่อค้า...ก็เหมือนวริศรักษ์ของเราน่ะครับ เราค้าขาย...แค่เราเป็นรายใหญ่ไม่ใช่รายย่อย ถ้าดูกันให้ลึกๆ เราก็คือพ่อค้าแม่ค้า ผมบอกตัวเองเสมอว่าอย่าเป็นวัวลืมตีน...ก็อยากบอกคุณศรีด้วยเท่านั้นเอง”

เพ็ญศรีหน้าตึง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเริ่มร้อนระอุ ชัชรัณเลยถือโอกาสตัดบท

“เป็นมื้อของหวานที่สาระหนักมากครับ ถ้าทานของหวานหายากแล้วจะต้องมีสาระขนาดนี้ คราวหน้าเราเลือกทานอะไรที่มันง่ายๆเถอะครับ จะได้สบายๆกว่านี้”

ผ่องสบตาคุณหญิงละออง ก่อนจะเอ่ยยิ้มๆ “สบายไม่ได้หรอกจ้ะ เพราะวันนี้เป็นวันพิเศษ ฉันชอบความหมายของขนมที่หนูโยพูดให้ฟังนะ เหมาะกับวันพิเศษแบบนี้ วันที่นกแกล้วจะเริ่มทำรังรวง...”

ชัชรัณเริ่มใจไม่ดี หวั่นว่าสิ่งที่ยายจะพูดอาจเกี่ยวกับเขา แล้วก็ตัวชาวาบเมื่อได้ยินประโยคถัดมา

“ฉันอยากให้หลานชายของฉันมีผู้หญิงดีๆอยู่เคียงข้าง และหนูกิ่งกาญจน์ก็เหมาะสมกับตาชัชทั้งหน้าที่การงาน ฐานะครอบครัว ถ้าคุณละอองเห็นดีในเรื่องนี้ ดิฉันจะจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด!”

ooooooo

คำประกาศของผ่องทำให้ทุกคนในบ้านอ้ำอึ้ง โดยเฉพาะชัชรัณที่ไม่รอช้าจะไปเคลียร์กับยายด้วยใจร้อนรน ไม่ชอบใจเลยที่อีกฝ่ายเจ้ากี้เจ้าการและดึงกิ่งกาญจน์มาเป็นเครื่องมือ

ผ่องรับมือหลานชายคนเดียวอย่างใจเย็น โดยอ้างถึงนงนิจเป็นบทเรียนสำคัญ

“ผมมีบทเรียนแล้วครับคุณยาย ผมจะไม่ยอมพลาดอีก ให้ผมตัดสินใจเรื่องนี้เองนะครับ”

“ไม่ได้...ยายพูดเป็นทางการไปแล้ว จะกลับคำไม่ได้!”

“คุณยายครับ...การแต่งงานมันคือชีวิตของผมทั้งชีวิต”

“ยายรู้...ยายถึงต้องเลือกสิ่งดีที่สุดให้แก ยายเคยพลาดปล่อยให้ผู้ชายเลวๆที่มันทำให้แม่ของแกต้องตาย ชัชเองก็แทบตายที่โดนนงนิจหลอก ยายจะไม่ทนเห็นลูกหลานตัวเองต้องโดนหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีก”

“จะไม่มีใครหลอกผมได้อีก ผมจะไม่โดนหลอก ผมขอเลือกเอง”

ท่าทางดื้อดึงของหลานชายทำให้ผ่องเลือกใช้ไม้ตาย บีบน้ำตากดดัน “ชัช...ตลอดเวลาที่ผ่านมา ยายเจ็บปวดกับเรื่องแม่ของหลานมาตลอด ถ้าชัชต้องเป็นอะไรไปอีกคน ยายคงตายตาไม่หลับ ชีวิตที่เหลือของยาย ยายอยากเห็นชัชมีคนดีเคียงข้าง เห็นแก่ยาย ทำเพื่อยายสักครั้ง...ถ้ายายต้องตาย ยายก็จะได้ตายอย่างหมดห่วง”

คำขอของผ่องทำให้ชัชรัณหนักใจ กิ่งกาญจน์ก็ลำบากใจไม่แพ้กัน แม้จะมีใจให้เขา แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของผ่องกับคุณหญิงละอองที่มัดมือชก

“เรื่องหมั้น...กิ่งอยากให้ชัชเป็นคนตัดสินใจ”

คุณหญิงละอองรำคาญความใจเย็นของลูกสาวบุญธรรมมาก สวนเสียงห้วน

“แกมีปัญหาอะไรมากนักนะกิ่ง”

“กิ่งอยากให้เป็นความเต็มใจของทั้งสองคน ไม่งั้นเราคงอึดอัดแย่ กิ่งไม่แน่ใจว่า...ชัชจะรักกิ่งหรือเปล่า”

“อยู่กันไปเดี๋ยวมันก็ผูกพันรักกันไปเอง ชัชมีเงิน อีกไม่นานก็จะมีอำนาจ แต่งกับชัช กิ่งจะไม่มีวันลำบาก”

“กิ่งสงสารชัช”

“สงสารตัวเองก่อนเถอะ...มีผู้หญิงอีกมากที่อยากได้ตัวตาชัชเพราะเงิน กิ่งจะปล่อยให้ผู้หญิงหิวเงินพวกนั้นมาฉกฉวยจากตาชัชเหมือนแม่นงนิจนั่นอีกเหรอ รักเขาทำไมไม่อยู่ข้างๆ คอยปกป้องเขาล่ะ”

“กิ่งทำแบบนั้นได้ใช่ไหมคะแม่”

“ถ้ากิ่งรักชัช กิ่งต้องหมั้นเพื่อตาชัช!”

คำขาดของแม่บุญธรรมทำให้กิ่งกาญจน์ไม่มีทางเลือก เช่นเดียวกับกฤตนัยที่ต้องปล่อยให้น้องสาวนอกไส้ไปเป็นเจ้าสาวคนอื่น โยทกาก็ช้ำใจไม่ต่างกัน แต่รู้สึกผิดมากกว่าเมื่อเห็นสภาพของชัชรัณในเวลาต่อมา

ชัชรัณสบตาเธออย่างค้นคว้า ก่อนจะถามว่าเธอมีส่วนกับเรื่องจับคู่นี้หรือไม่ โยทกาบ่ายเบี่ยงไม่ตอบ แต่ก็ถูกคาดคั้นจนต้องยกเหตุผลมาอ้างแบบขอไปที

“ฉันรู้ค่ะว่าฉันไม่มีสิทธิ์ แต่คุณกิ่งรักคุณด้วยใจจริง ฉัน...”

“เธอไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายกับพื้นที่ส่วนตัวของฉัน ถ้าฉันจะรักใคร ฉันต้องเป็นคนเลือก ไม่ใช่เธอหรือใครทั้งนั้น...เธอควรจะเคารพพื้นที่ส่วนตัวของฉัน เธอไม่ต่างจากคุณยายเลย ฉันมองเธอผิดไป เธอไม่ได้เข้าใจฉันเลย!”

ooooooo

แววตาผิดหวังของชัชรัณทำให้โยทการ้อนรนมาก ต้องออกไปปรับทุกข์กับเซมและเจนจันทร์ถึงคอนโดกลางดึก แต่เพราะนิสัยไม่ชอบเผยความในใจ เลยแกล้งลงไปว่ายน้ำในสระเพื่อกลบเกลื่อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา

แต่กระนั้นก็ปิดเพื่อนรักทั้งสองไม่ได้ โยทกาเลยต้องสารภาพเสียงสั่นว่าชัชรัณกำลังจะหมั้นกับกิ่งกาญจน์!

ชัชรัณก็ประสาทเสียไม่ต่างกัน ท่าทางเหมือนรู้สึกผิดของโยทกา และการหายตัวไปจากบ้านวริศรักษ์ทำให้เขาเป็นห่วง มาลัยตามมาปลอบใจเหมือนเคย เขาเลยถือโอกาสระบายความอึดอัดใจด้วย

“คุณแม่เคยขอผม อย่าทำให้คุณยายเสียใจเหมือนคุณแม่ ถ้าผมเดินซ้ำรอย ผมคงเป็นหลานอกตัญญู”

“คนที่อยู่ในใจคุณหนูไม่ใช่คุณกิ่งใช่ไหมคะ”

อาการนิ่งงันของชัชรัณเหมือนจะเป็นคำตอบอย่างดี มาลัยเลยตัดสินใจพูดตรงๆ

“คุณหนูควรทำตามใจ...ตัวเอง”

“แม่ต้องเจ็บเพราะพ่อ ผมต้องมีแผลเพราะนงนิจ ถ้าครั้งนี้ผมพลาดอีก...”

“ก็เริ่มใหม่ค่ะ น้าเชื่อว่าคุณสินีจะเห็นด้วยกับการตัดสินใจของคุณหนูค่ะ”

ชัชรัณต้องต่อสู้กับหัวใจตัวเองอย่างหนัก โยทกาก็เช่นกัน ต้องตัดใจจากเขาให้ได้ เซมกับเจนจันทร์ไม่เห็นด้วย แต่ก็รู้ว่าคงขัดขวางคนใจแข็งอย่างโยทกาไม่ได้

“ยากแค่ไหนก็ต้องทำ พี่ก็เห็นว่าโยเอาชนะคำพูดคนมาทั้งชีวิต โยทำได้ดีด้วยนะ”

“แต่ชนะใจตัวเอง มันไม่ง่ายเลยนะ”

“ก็เป็นบททดสอบให้เราพิสูจน์ตัวเอง เรื่องเจ็บปวดวันนี้ พอเวลาผ่านไปมันก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา”

คำสอนของยายละมุดเหมือนเป็นแสงไฟนำทางให้โยทกาในเวลานี้ ทุกครั้งเธอก็ผ่านเรื่องร้ายๆได้ตลอด และครั้งนี้เพื่ออนาคตของชัชรัณ...เธอก็ต้องทำได้

ชัชรัณทบทวนคำพูดของมาลัยแล้วเครียดหนัก อยากโทร.ไปขอโทษและปรับความเข้าใจกับโยทกา แต่ความรู้สึกผิดต่อแม่กับยายก็ทำให้ต้องยับยั้งชั่งใจไว้ กระนั้น...เขาก็อดนอนรอเธอกลับบ้านจนถึงเช้า...

โยทกานั่งใจลอยที่คอนโดเซมกับเจนจันทร์ถึงเช้าจึงกลับบ้านวริศรักษ์ กรรณิการ์รออยู่แล้วด้วยความเป็นห่วง เช่นเดียวกับชัชรัณที่พยายามหาทางปรับความเข้าใจด้วย แต่เธอก็บ่ายเบี่ยงและโบกวินมอเตอร์ไซค์ หนีไปดื้อๆ

ooooooo

กุสุมาหรือป้องเป็นวิทยากรด้านการสื่อสารมืออาชีพ เธอเป็นรุ่นน้องคนสนิทของกิ่งกาญจน์จะมารับงานอบรมพนักงานของบริษัทวริศรักษ์ แต่เพราะย้ายไปต่างประเทศตั้งแต่เด็ก เมื่อมาทำงานกรุงเทพฯเลยพักที่โรงแรมบลูมูน

ระหว่างที่กุสุมาโทรศัพท์คุยกับแม่ เธอก็โชคร้ายถูกโจรวิ่งราวกระเป๋า วิทยากรสาวถลาตามเลยถูกลากถูลู่ถูกังกับพื้นถนน ภุชงค์ออกจากโรงแรมเห็นพอดีเลยช่วยเหลือและพาเธอไปทำแผลในห้องพยาบาล

การเจอกันทั้งสองครั้งไม่ได้ทำให้ต่างฝ่ายประทับใจนัก ภุชงค์ไม่ชอบคำพูดเป็นปริศนาและน้ำเสียงชวนหมั่นไส้ของเธอ เช่นเดียวกับกุสุมาที่ไม่ชอบท่าทางกวนประสาทของเขา แต่โชคชะตาก็เล่นตลก ทำให้ทั้งสองได้เจอกันอีกครั้งในเช้าวันต่อมา เมื่อจู่ๆกุสุมาก็ส้นรองเท้าหักล้มตัดหน้ารถของเขาแบบเส้นยาแดงผ่าแปด!

ภุชงค์รีบลงไปช่วย ก่อนจะหรี่ตาถามด้วยความสงสัย

“ที่คุณถลาลงมาตัดหน้ารถผม คงไม่ใช่เพราะส้นรองเท้าหักตอนก้าวลงบันไดใช่ไหม”

กุสุมามองมาแบบไม่อยากเชื่อ ก่อนจะตอกเสียงเรียบ

“ถ้าคุณช่างสังเกตแบบนี้ตั้งแต่วันนั้นก็คงไม่โดนหลอก”

“พลาดครั้งเดียวนี่จะตามขยี้กันตลอดชีวิตเลยใช่ไหม”

“ฉันทึ่งต่างหาก ไม่ได้คิดร้ายแบบนั้นเลย”

“ทำไมฟังน้ำเสียงคุณแล้วผมไม่รู้สึกดีขึ้นเลย”

“เพราะคุณอคติไง มองโลกในแง่ลบ คำชมก็ยังฟังเป็นเสียดสีได้”

ท่าทางไม่ยอมแพ้ของเธอทำให้ภุชงค์ยกมือยอมแพ้ และสั่งให้พนักงานไปเอารองเท้าสำรองในห้องเธอมาเปลี่ยนให้ กุสุมาประทับใจไม่น้อยที่เขาเอาใจใส่และเลือกหยิบรองเท้าผ้าใบมาใส่ ภุชงค์อึ้งไปกับความง่ายๆ สบายๆของเธอ ก่อนจะอาสาไปส่งเธอถึงที่ทำงาน

กุสุมายอมรับน้ำใจภุชงค์เพราะไม่อยากไปสายวันแรก และเมื่อถึงที่หมาย...ตึกตระกูลวริศรักษ์ เธอก็รีบลงจากรถ โดยที่ภุชงค์ไม่ทันถามด้วยซ้ำว่าเธอทำงานอะไร ได้แต่มองตามหญิงสาวที่เขาพบหน้าโดยบังเอิญบ่อยครั้งในระยะหลังด้วยแววตาหมั่นไส้ระคนเอ็นดู...มั่นใจจริงๆแม่คนนี้!

หลบจากชัชรัณได้ โยทกาก็ต้องกระอักกระอ่วนใจเมื่อเห็นอาการตื่นเต้นจะได้เป็นเจ้าสาวของกิ่งกาญจน์ โยทกาพูดไม่ออก เจ็บแปลบในอกแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ จนกระทั่งถึงเวลาประชุมเพื่อแนะนำวิทยากรสำหรับการอบรมพนักงาน

กุสุมานั่นเองคือวิทยากรรับเชิญ กฤตนัยกับกิ่งกาญจน์คุ้นเคยกับเธอดีเพราะรู้จักตั้งแต่เด็ก ส่วนโยทกาก็รู้จักกันแล้วเพราะเหตุการณ์มิจฉาชีพปลอมตัวที่โรงแรมบลูมูน คงมีเพียงชัชรัณที่เจอเป็นครั้งแรก

ชัชรัณไม่ได้สนใจวิทยากรสาวมากนัก มัวพยายามสบตาโยทกา จนไม่ได้สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับการอบรม กุสุมารับรู้ได้ถึงความผิดปกติ เลยลองจับสังเกตท่าทีของชัชรัณกับโยทกาด้วยความสนใจ

กฤตนัยเห็นกุสุมามองชัชรัณกับโยทกาก็อดสงสัยไม่ได้

“คุณโยกับคุณชัชเหมาะสมกันดีนะคะ”

“พี่ว่าใช้คำว่าสมน้ำสมเนื้อจะดีกว่า ถึงไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆ แต่ความดื้อไม่ต่างกันเลย”

“พี่น้อง...สองคนนั้นเขาเป็นแฟนกันไม่ใช่เหรอคะ”

“พ่อของชัชกับแม่ของโยแต่งงานกัน เขาก็เลยเป็นพี่น้องกัน แล้วชัชก็มีแฟนแล้ว”

“ไม่นะคะพี่ เขาเป็นแฟนกันแน่ๆ”

กฤตนัยตั้งท่าจะอธิบาย แต่ไม่ทันอ้าปาก ลิลลี่ลิ่วล้อของเพ็ญศรีก็โผล่มาพร้อมกลุ่มพนักงานเพื่อแสดงความยินดีกับกิ่งกาญจน์และชัชรัณที่จะมีข่าวดี กิ่งกาญจน์ยิ้มรับเขินๆ ผิดกับชัชรัณที่พยักหน้ารับตามมารยาท กุสุมาแอบสังเกตท่าทีทุกคนแล้วมั่นใจว่าระหว่างชัชรัณกับโยทกาต้องมีความรู้สึกบางอย่างต่อกัน

ooooooo

โยทกาต้องรับศึกหนักที่ออฟฟิศ กรรณิการ์ก็เจอวันแย่ๆไม่แพ้กัน เมื่อเพ็ญศรีจัดแจงให้ทีมนิตยสารที่มีนัดสัมภาษณ์เถกิงเปลี่ยนใจมาสัมภาษณ์เธอด้วย

มาลัยเห็นท่าไม่ดี พยายามอ้างถึงเถกิงที่กำลังจะถึงบ้าน แต่เพ็ญศรีก็ตามไปกดดันจนเธอไม่มีทางเลือก

“พี่เถกิงเป็นคนมีชื่อเสียง ถ้าเธอจะตอบอะไร ฉันขอเตือนให้เธอนึกถึงหน้าตาของเขาให้มากๆ”

“คุณอยากให้ฉันตอบว่าอะไรล่ะคะ”

“ภรรยาก็เป็นเครื่องประดับของสามี จะส่งเสริมให้เขาดูดีหรือน่าสมเพชมันขึ้นอยู่กับคนที่ยืนคู่เขา ตำแหน่งของพี่เถกิงกำลังไม่มั่นคง เธอจะพูดอะไรก็ต้องคิดผลดีผลเสีย เพราะคำพูดที่ไม่คิดของเธออาจจะฉุดให้เขาลงต่ำ”

กรรณิการ์หน้าเสีย กลัวทำให้เถกิงเสียชื่อเสียงจริงๆ เพ็ญศรีชอบใจมากและไม่รีรอจะตอกย้ำ

“ฉันเข้าใจนะว่าชีวิตเหวอะหวะของเธอมาไกลเกินกว่าที่เธอคิด แต่เธอไม่เคยอยู่กับเขาในวันที่เขาเป็นแค่ไอ้กระจอก เขาต้องลำบากมากแค่ไหนจะมีวันนี้ ฉันไม่อยากเห็นเขาพังเพราะเธอ!”

คำพูดแดกดันของเพ็ญศรีทำให้กรรณิการ์คิดถึงคำพูดยายละมุดที่ให้ยอมรับความจริง โดยเฉพาะชาติกำเนิดและกำพืดตัวเอง อารมณ์ฟุ้งซ่านเลยสงบลงอย่างประหลาด

“แล้วฉันควรจะทำยังไงคะ”

“ชื่อเสียงเกียรติยศมันเกิดจากภาพที่เราเลือกให้คนอื่นเห็น เธอเลือกเลยว่าจะให้คนมองพี่เถกิงแบบไหน ถ้าเป็นฉัน ฉันจะไม่ฉุดให้เขาตกต่ำด้วยกำพืดของฉันเด็ดขาด”

“คุณจะให้ฉันโกหกกำพืดของฉันเหรอคะ”

“มันจะดีกับพี่เถกิง เธอตัดสินใจแล้วกัน...”

ความจริงแล้วผ่องกับเพ็ญศรีวางแผนจะประจานกรรณิการ์ต่อหน้าทีมงานนิตยสาร โดยหลอกล่อให้กรรณิการ์โกหกเรื่องกำพืดตัวเองเพื่อแฉภายหลัง แต่ก็ต้องผิดคาดเมื่อกรรณิการ์เลือกพูดความจริง

“ดิฉันมาจากชนชั้นกลาง รับจ้างทำขนมไทยส่งตามงานเลี้ยง ทำให้ได้พบกับคุณเถกิงค่ะ”

ทีมงานทึ่งมาก ต่างจากเพ็ญศรีที่โวยวายราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง

“ไม่! เธอต้องไม่ตอบแบบนี้ ฉันเตือนเธอแล้วนะกรรณิการ์”

“ดิฉันไม่เคยอายในสิ่งที่ตัวเองเป็น การหนีความจริงไม่ได้ช่วยให้เรามีความสุขที่แท้จริงได้นะคะคุณศรี”

“เธอกำลังทำให้ทุกอย่างมันพัง ถ้าพี่เถกิงรู้...”

เพ็ญศรีพูดไม่ทันจบ เถกิงก็โผล่มาตอบแทรกว่าเขารู้เรื่องอดีตของกรรณิการ์ทุกอย่าง

“น้องๆก็ทราบว่าพื้นเพของผมก็เริ่มต้นจากศูนย์ ผมสู้จนมีวันนี้ มันทำให้ผมมองค่าของคนที่ความคิด คุณกรรณิการ์เป็นผู้หญิงที่ดี ผมภูมิใจที่เลือกเขามาเป็นเพื่อนร่วมชีวิตในบั้นปลาย ผมมั่นใจว่าเลือกคนไม่ผิด”

“ดิฉันขอรบกวนท่านช่วยเล่าเรื่องที่ทำให้พบกับคุณกรรณิการ์ได้ไหมคะ”

“มันคงเป็นพรหมลิขิต...”

สถานการณ์ของกรรณิการ์เป็นไปด้วยดีหลังจากเถกิงปรากฏตัว ต่างจากบรรยากาศในห้องประชุมตึกวริศรักษ์ เมื่อภุชงค์มาร่วมวงด้วยในฐานะคู่ค้าคนใหม่ ชัชรัณหงุดหงิดมากที่โยทกาเย็นชาใส่เขา แต่กลับพูดคุยกับภุชงค์อย่างสนิทสนม กุสุมาสังเกตอากัปกิริยาทุกอย่าง ก่อนจะตัดสินใจดึงตัวภุชงค์มาถามบางอย่างเพื่อความแน่ใจ

หลังจากวางแผนพิสูจน์ใจโยทกากับภุชงค์แล้ว กุสุมาก็เลือกจะไปหยั่งเชิงเป้าหมาย โดยมีกิ่งกาญจน์ยืนฟังอยู่ด้วยสีหน้างงจัด โดยเฉพาะเมื่อวิทยากรสาวบอกว่าน้ำโซดาที่โยทกาชอบเป็นน้ำเรียกร้องความสนใจ

“สำหรับป้อง...มองว่าโซดาคือน้ำเปล่าอัดแก๊ส ทำให้สดชื่นช่วงแรกๆ พอหายซ่ามันก็น้ำเปล่าธรรมดา ไม่เหมือนน้ำบริสุทธิ์ ไม่ต้องสร้างความน่าสนใจก็มีคุณค่าในตัวมันเอง...เหมือนพี่กิ่งไงคะ ไม่ซ่าแต่อยู่ด้วยแล้วสงบ สดชื่น”

โยทกาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แต่ก็เก็บอาการ ถามเสียงเรียบ

“ขึ้นอยู่กับคนผสมมั้งคะว่าเขาอยากได้แบบไหน”

“ขึ้นอยู่กับศีลธรรมด้วยล่ะค่ะ ถ้าเขารู้ว่าโซดาผสมกับเครื่องดื่มแบบไหนแล้วมันผิดก็ไม่ควร”

กิ่งกาญจน์แปร่งหูมาก แต่กุสุมาก็ยืนยันว่ากำลังพูดถึงน้ำโซดา ก่อนจะสบตาโยทกาอย่างท้าทาย โยทกาเชื่อแน่ว่าคงมีบางสิ่งผิดปกติ แต่ไม่อยู่ในอารมณ์จะซักไซ้ เลยตัดบทดื้อๆ

“เราทุกคนมองสิ่งเดียวกันต่างมุมตามประสบการณ์ชีวิต โยคงตัดสินแทนไม่ได้หรอกค่ะ ว่าจริงหรือไม่จริง”

ooooooo