วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

เหมือนคนละฟากฟ้า ตอนที่ 5


30 พ.ค. 2560 09:30
4,285,922 ครั้ง

เหมือนคนละฟากฟ้า ตอนที่ 5

อ่านเรื่องย่อ

เหมือนคนละฟากฟ้า

แนว:

ดราม่า-โรแมนติก

บทประพันธ์โดย:

วาสนา

บทโทรทัศน์โดย:

เบญจธารา

กำกับการแสดงโดย:

แมน เมธี

ผลิตโดย:

บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

แอนดริว เกร็กสัน, ภีรนีย์ คงไทย

ชัชรัณไม่ได้สนใจตอบคำถามของกิ่งกาญจน์ มัวเป็นห่วงโยทกาที่เครียดเรื่องแผนงาน แต่แล้วทั้งเขาและเธอก็ได้โล่งอกเมื่อภุชงค์โทร.แจ้งข่าวดีว่าชงโคอนุมัติแผนงานแล้ว

โยทกาเป็นปลื้มมาก แต่ยังไม่ยอมเผยเหตุผลที่มั่นใจในแผนงาน ชัชรัณคาใจมากแต่คาดคั้นเท่าไหร่เธอก็ไม่บอก จนกระทั่งเขาต้องตามใจพาเธอมาเที่ยวสวนดอกไม้

บรรยากาศสวยๆและอากาศปลอดโปร่งทำให้โยทกาชอบใจและยอมบอกข้อมูลส่วนตัวของภุชงค์ที่เธอหามาได้ว่าจบปริญญาโทการโรงแรมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แถมไปฝึกงานที่โรงแรมในออสเตรียมาหลายปี ทำให้เธอเชื่อมั่นว่าเขาต้องเห็นด้วยกับแผนงานที่นำเสนอข้อมูลแน่นและอาการชื่นชมวิสัยทัศน์ของภุชงค์แบบออกนอกหน้าทำให้ชัชรัณหงุดหงิด

“เธอรู้ใช่ไหมว่ามีหวัง”

โยทกายิ้มน้อยๆ รู้ว่าถูกแขวะแต่ก็ไม่ยี่หระ “การแบมือขอเงิน...นานวันผู้ชายจะมองเราเหมือนสัตว์เลี้ยง ถ้าฉันอยากสบายก็เพราะฉันเก่งเท่านั้น และฉันก็เก่งมากซะด้วย”

“เธอมีฟอร์มหรือถ่อมตัวเป็นไหม”

“มีค่ะ...แต่ใช้มันกับบางเรื่อง ความเยอะที่ทำให้ชีวิตยุ่งยาก ฉันจะไม่ทำ”

อาการทึ่งจัดของเขาทำให้โยทกาอดเย้าไม่ได้ “ฉันดูมีออร่าเลยใช่ไหม สวยจนมองข้ามไม่ได้เลยสิ...ฉันเป็นคนตรงๆแบบนี้ล่ะค่ะ ซับซ้อนมากไปสุดท้ายก็เป็น เรื่องธรรมดา...แล้วคุณล่ะเป็นคนตรงหรือเปล่า”

ชัชรัณตอบรับอย่างที่คาด เลยเข้าทางเธอพอดี

“แล้วคุณมาที่นี่เพราะฉันหรือเพราะงานล่ะคะ”

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และรู้ทันของเธอทำให้ชัชรัณรู้ตัวว่าพลาดเสียแล้ว

“ฉันแค่ไม่อยากเชื่อค่ะ...ไม่อยากเชื่อว่าฉันกับคุณเราจะได้เดินไปด้วยกันแบบนี้ มันให้ความรู้สึกว่าเราเท่ากัน”

“แค่เหมือนในความรู้สึกเธอเท่านั้น”

“แต่ฉันจะทำให้มันเป็นจริง ฉันจะไม่หยุดแค่เหมือนว่าเราเท่ากัน...แต่เราจะต้องเท่ากัน”

หลังวางสายจากชัชรัณ กิ่งกาญจน์ก็ตัดสินใจไปวัดคนเดียว แม้จะเสียใจแต่ก็ได้คำสอนของหลวงพ่อกอบซึ่งอดีตก่อนบวชเป็นพ่อแท้ๆของเธอช่วยปลอบประโลมและเตือนสติ เลยสบายใจขึ้นมาก

เวลาเดียวกันที่ชุมชนข้างวัด...กรรณิการ์หรือชื่อเดิมกัญชลิการ์ พี่สาวคนละแม่ของกิ่งกาญจน์ กำลังปรับทุกข์กับยายละมุดเรื่องในบ้านวริศรักษ์ กำลังใจถดถอยเหลือเกินเพราะอดีตที่ตามหลอกหลอน

ยายละมุดสงสารและเห็นใจกรรณิการ์แต่ไม่ทันพูดอะไร กิ่งกาญจน์ก็โผล่มาทักเสียก่อนเพราะจำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นภรรยาคนใหม่ของเถกิง กรรณิการ์อึดอัดใจมาก ไม่กล้าบอกว่ารู้จักยายละมุดมาก่อน ซึ่งยายละมุดก็เข้าใจดี สวมบทบาทแม่ค้าขายขนมจีนอย่างแนบเนียน แต่ไม่วายทิ้งท้ายเพื่อเตือนสติกรรณิการ์

“ถั่วเขียวเม็ดแข็งๆบ้านๆ คนจะคิดถึงมันแค่ต้มน้ำตาลถึงจะอร่อย ไม่หลากหลายเท่าตอนมันกลายเป็นถั่วงอก กินกับก๋วยเตี๋ยว หอยทอด ขนมจีน เข้ากั๊น...เข้ากัน หรือเอาไปทำวุ้นเส้นก็ยิ่งอินเตอร์เข้าไปใหญ่”

“คุณยายกำลังจะบอกว่าอะไรคะ” กิ่งกาญจน์นิ่วหน้าไม่เข้าใจ

“จะโตหรือจะแปลงไปเป็นอะไร ต้นกำเนิดมันก็คือถั่วเขียว ถ้ามันยังดูถูกตัวตนของมันเอง แล้วจะให้คนอื่นยอมรับได้ยังไง ฉันก็อยากให้ถั่วงอกมันเข้าใจ แต่ไม่รู้จะเข้าใจหรือเปล่านะ...”

ooooooo

ท่าทางเหมือนคนมีอะไรในใจของกรรณิการ์ทำให้กิ่งกาญจน์เสนอตัวพาไปหาหลวงพ่อกอบ เผื่อได้คำสอนหรือคำพูดเตือนสติดีๆ กรรณิการ์อยากไปแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะหลวงพ่อกอบติดกิจนิมนต์ข้างนอก

เพราะความปรารถนาดีและความจริงใจของกิ่งกาญจน์ทำให้กรรณิการ์รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก โดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นน้องสาวคนละแม่ กิ่งกาญจน์ก็รู้สึกไม่ต่างกัน สัมผัสได้ถึงความไม่มีพิษภัยของอีกฝ่าย เลยอยากช่วยให้คลายความอึดอัดใจ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ทำได้แค่รับฟังและปรับทุกข์เท่านั้น...

ระหว่างที่สองพี่น้องเยียวยากันและกัน...ชัชรัณก็ขับรถพาโยทกามาส่งที่คอนโดของเซมและเจนจันทร์ โยทกาปลื้มใจมากและอดไม่ได้จะเย้าเขาที่ตามมาส่งด้วยความเป็นห่วงชัชรัณเขินแต่พยายามเก็บอาการ ดุกลบเกลื่อน

“หัดเก็บอาการ ไว้ตัวบ้าง ทำเป็นไหม”

“เป็นค่ะ...แต่ไม่ชอบ ฉันเป็นคนชัดเจน ไม่ชอบความซับซ้อน คลุมเครือ”

“เปิดทางให้ก็ยอมรับว่าเปิดทางงั้นสิ”

“ฉันไม่เคยเปิดทางให้ใคร...แต่จะเปิดโอกาสให้ตัวเอง...อยากเจอฉันก็จะไปเจอ อยากอยู่ใกล้ฉันก็จะไปหา”

“แต่ผู้หญิงดีๆควรจะไว้ตัวบ้าง”

“ผู้ชายดีๆก็ควรแยกแยะสิคะ...ว่าฉันไปเพราะความใคร่หรือเพราะ...คุณว่าเราแยกแยะคนด้วยความรู้สึกได้ไหม”

“ถ้าเฉลียวก็แยกแยะได้”

“แล้วคุณเฉลียวไหมล่ะคะ...”

ความสัมพันธ์ของชัชรัณกับโยทกาทำท่าจะไปได้สวย โดยเฉพาะฝ่ายแรกเหมือนจะเปิดใจกับฝ่ายหลังไม่น้อย แต่บรรยากาศดีๆก็เลือนหายทันทีที่กลับถึงบ้านวริศรักษ์!

กรรณิการ์หวังดีอยากช่วยดูแลสวนกุหลาบของสินี ลงมือสาธิตวิธีตัดกิ่งเพื่อป้องกันโรคให้สินดูด้วยตัวเอง เตยเห็นก็รีบไปบอกมาลัยเพื่อเตือนคุณผู้หญิงคนใหม่ แต่ก็ถูกหลิวกับเพ็ญศรีขัดขวาง จนกระทั่งชัชรัณกลับมาถึง พายุที่สงบมานานหลังงานแต่งก็ก่อตัวขึ้นใหม่ ท่ามกลางความตกใจของทุกคน

“กล้าดียังไงมาแตะต้องของของแม่ผม!”

“คุณชัชคะ...ฉันแค่อยากจะช่วย”

“มันเป็นวิถีของพวกชอบถีบตัวสินะ จัดแจง ก้าวก่ายให้คนในบ้านเห็นว่าคุณยิ่งใหญ่แค่ไหน คนเราขึ้นสูงได้ แต่ช่วยกรุณาวางตนอย่างเจียมตัว อย่างน้อยให้ผมได้รู้สึกว่าคุณมีความละอายติดตัวมาบ้าง”

“ฉันไม่ได้คิดจะทำอย่างที่คุณพูดนะคะ ฉันแค่หวังดี”

“ใครขอความหวังดีจากคุณ...พ่อ ผม ยาย หรือว่าใคร”

“ไม่มีค่ะ ฉันจัดการเอง”

“ถ้าไม่มีใครร้องขอแต่คุณมายุ่งเอง แบบนี้เขาเรียกว่า...”

กรรณิการ์หน้าเสีย แต่ไม่ทันโต้ เถกิงที่ทนฟังอยู่นานก็โผล่มาขัด

“หยุดนะชัช! คุณกรรณแค่ต้องการช่วย อย่าทำเหมือนคนใจแคบ”

“ผมควรต้องใจกว้างเหมือนพ่อใช่ไหม ช่วยผู้หญิงตกทุกข์ได้ยากทุกคนบนโลกที่พร้อมจะขาย!”

ooooooo

เหตุการณ์ปะทะคารมของสองพ่อลูกจบลงพร้อมความเสียใจของชัชรัณที่ถูกพ่อตบหน้าหัน เถกิงก็รู้สึกผิดมากที่พลั้งมือทำร้ายลูกชายคนเดียว กรรณิการ์ก็อาการแย่ไม่แพ้กัน เครียดมากที่กลายเป็นตัวปัญหาและภาระให้สามี คงมีเพียงเพ็ญศรี สาแก่ใจยิ่งนักที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

แววตาเย้ยหยันของเพ็ญศรีทำให้กรรณิการ์แน่ใจว่าที่ชัชรัณออกมาอาละวาดใส่ตนเป็นแผนยุแยงของอีกฝ่าย และผ่องก็อาจมีส่วนรู้เห็นเรื่องนี้ คุณผู้หญิงคนใหม่เลยไม่รอช้าตามไปเคลียร์กับเพ็ญศรี

“การทำร้ายคนที่เรารัก มันไม่ทำให้คุณได้รักตอบหรอกนะคะ รักแท้คือการเห็นคนที่เรารักมีความสุข”

“มีความสุขที่เห็นคนที่เรารักโดนคาบไป ความสุขโง่ๆแบบนั้นไม่ใช่สำหรับคนอย่างฉัน!”

“ทำฉัน ฉันทนได้ แต่คุณเถกิงเขาไม่ได้ทำผิด”

“เขาผิดตั้งแต่เลือกผู้หญิงโสโครกอย่างเธอแล้ว ฉันยืนเคียงข้างเขามาตลอด ทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้เขาได้มีและได้ดีจนทุกวันนี้ แต่เขากลับทรยศฉัน ฉันจะไม่ยอมให้เธอได้สงบสุขแน่ จำเอาไว้...ถ้าคิดจะเขี่ยฉันออกจากบ้านนี้ล่ะก็...ฉันจะทำให้พี่เถกิงเจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น!”

“คุณทำไม่ได้หรอก”

“ฉันอยู่ที่นี่มายี่สิบกว่าปี บ้านที่มันมีเชื้อไม่ว่าสะกิดตรงไหนมันก็ลุกไหม้ได้ทุกที่!”

แรงอาฆาตของเพ็ญศรีทำให้กรรณิการ์หนักใจ กลัวบ้านวริศรักษ์จะลุกเป็นไฟจริงๆ ยิ่งแอบได้ยินสามีระบายกับมาลัยเรื่องชัชรัณด้วยความอึดอัดใจ ยิ่งสงสารและเห็นใจ

“ถ้าผมยอมให้ชัชได้อย่างใจ ก็ยิ่งทำให้คุณท่านกับเพ็ญศรีได้ใจ แล้วคนที่ลำบากก็จะต้องเป็นกรรณ”

“อิฉันสงสารคุณหนู เธอคงเจ็บมาก”

“ผมเป็นพ่อที่ใช้ไม่ได้เลย รู้ทั้งรู้แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ ชัชคงผิดหวังที่เข้าใจว่าผมทอดทิ้งเขา ทั้งที่ผม...”

“เพราะคุณไม่อยากโดนประณามว่าเนรคุณจากผู้มีพระคุณของตนเอง มันอาจจะเจ็บปวด แต่มาลัยเชื่อนะคะว่าความดีของคุณจะทำให้คุณท่านยอมเข้าใจสักวัน”

“ก็หวังว่าจะไม่สายเกินไป”

พูดพลางหันไปมองรูปสินีภรรยาผู้ล่วงลับ

“สินีช่วยดูแลลูกของเราด้วยนะ ผมห่วงกรรณ...เพ็ญศรีคงไม่ยอมปล่อยให้บ้านนี้สงบสุขง่ายๆ”

“เงียบก็กลายเป็นเบี้ย แต่ถ้าต้านคุณผู้ชายก็จะลำบาก ถ้าคุณกรรณไม่มีอดีตแบบนั้น คุณชัชคงไม่แรงขนาดนี้”

คำพูดของมาลัยทำให้กรรณิการ์คิดหนัก เสียใจที่อดีตของตนทำให้ทุกคนลำบากไปด้วย...โดยเฉพาะเถกิง

โยทกายังไม่รู้เรื่องแม่ถูกทำร้ายจิตใจ มัวฝันหวานที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับชัชรัณเริ่มดี เซมกับเจนจันทร์ดีใจที่เพื่อนสาวมีความรัก แต่ก็อดแซวไม่ได้ที่ชอบเล่นตัวเพราะศักดิ์ศรีความเป็นหญิง

“ถามจริงๆเหอะ...ไอ้คำว่าศักดิ์ศรีมันมีขอบเขตอยู่ตรงไหน”

“สำหรับฉัน...ศักดิ์ศรีคือการนับถือตัวเองในการทำสิ่งดี มันทำให้เราภูมิใจในตัวเอง แล้วเราก็จะไม่ยอมปล่อยให้คำพูดหรือการกระทำของใครทำร้ายเราได้”

โยทกาเชื่ออย่างนั้น เพราะเรื่องในอดีตและคำสอนของยายละมุด ทำให้เธอเคารพในตัวเอง และตอนนี้ เธอก็ตั้งใจจะพิสูจน์ให้ชัชรัณเห็นถึงความจริงใจนี้ให้ได้ แต่คืนเดียวกันนั้นเอง...ความเชื่อมั่นก็ถูกสั่นคลอน เมื่อจู่ๆชัชรัณก็โทร.หาแต่ไม่ยอมพูด แถมวางสายดื้อๆเหมือนกำลังมีปัญหาบางอย่าง

อาการของชัชรัณทำให้โยทกาวิตกและเป็นห่วง อยากแล่นไปหาเขาถึงบ้านวริศรักษ์ แต่เซมกับเจนจันทร์ก็รั้งตัวไว้ พร้อมเตือนสติให้คิดถึงการวางตัวและศักดิ์ศรีที่เคยยึดถือมาตลอด

ooooooo

โยทกายอมข่มใจอยู่คอนโดกับเพื่อนรักทั้งสอง ไม่ไปหาชัชรัณตามที่ใจเรียกร้อง โดยไม่รู้เลยว่าชัชรัณต้องร้าวรานใจแค่ไหน ทรมานและเจ็บปวดเหลือเกินที่ต้องมีใจให้ลูกสาวของผู้หญิงคนใหม่ของพ่อ

ค่ำคืนหนักหน่วงของชัชรัณผ่านไปอย่างยากลำบาก สีหน้าและแววตาของเขาทำให้เหล่าพนักงานไม่กล้าเข้าใกล้ แต่กิ่งกาญจน์ไม่รู้เรื่องและอยากเข้าใกล้เขาเหมือนเคย และวันนี้เธอก็หอบหิ้วกาแฟโปรดมาฝาก

“อเมริกาโน่ที่ชัชชอบค่ะ...กิ่งเคยสงสัยนะว่าทำไมชัชถึงชอบกาแฟดำ เพราะกิ่งรู้สึกว่ามันขม ไม่อร่อย แต่กิ่งว่าจะลองหัดกิน จะได้ชินกับความขมบ้าง จะได้ไม่รู้สึกกับรสชาติของมันอีก”

ความทุ่มเทของกิ่งกาญจน์ทำให้ชัชรัณรู้สึกผิดที่ไม่เคยฝืนใจตัวเองได้ อยากพูดปลอบแต่ก็ถูกดักคอ

“กิ่งรู้ว่าที่นี่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของชัช ที่ไม่ชอบให้คนอื่นเข้ามาวุ่นวาย กิ่งรู้ว่ากิ่งหวังได้...แค่ไหน”

ความจริงกิ่งกาญจน์อยากฉลองวันเกิดกับชัชรัณ แต่เพราะเขามีท่าทีเฉยชาและเหมือนจะลืมเรื่องวันสำคัญของเธอไปแล้วเลยไม่อยากเซ้าซี้ กฤตนัยเสียอีกที่จำได้ดีและอยากปลอบใจน้องสาวนอกไส้...ผู้หญิงที่เขาหลงรักมาตลอด

เค้กก้อนเล็กๆถูกวางตรงหน้ากิ่งกาญจน์อย่างเอาใจ กฤตนัยเข้าใจความน้อยใจของเธอดี แอบเคืองชัชรัณด้วย แต่กิ่งกาญจน์ก็ช่วยแก้ต่างแทนคู่หมายหนุ่มว่าคงมีเรื่องต้องคิด และเธอเองก็ไม่อยากเสียศักดิ์ศรีไปมากกว่านี้

“จบแค่ตรงนี้นะคะ กิ่งเหนื่อยและก็แค่อยากระบาย”

“พี่ขอโทษนะที่ช่วยกิ่งไม่ได้เลย”

“พี่กฤตช่วยนั่งข้างๆเป็นเพื่อนกิ่งก็ช่วยมากแล้วค่ะ อยู่กับพี่กฤตแล้วกิ่งสบายใจที่สุด ไม่ต้องคิดว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไร ถ้าเราอยู่กับใครแล้วสบายใจเราคงอยากอยู่ด้วยนานๆ เวลาชัชอยู่กับกิ่ง กิ่งอาจจะทำให้...อึดอัด”

ด้านโยทกา...ไปดักรอชัชรัณที่สวนออฟฟิศเหมือนเคย อยากคุยกับเขาเรื่องเมื่อคืน แต่เขาก็เดินผ่านเธอ เหมือนอากาศธาตุ ท่าทางนั้นทำให้โยทกาทนไม่ไหวต้องบุกไปเคลียร์ถึงห้องทำงานเขา

นิพนธ์พยายามทัดทานเพราะรู้อาการเจ้านายหนุ่มดี แต่โยทกาก็รั้นเข้าไปจนได้ ชัชรัณไม่อยากเจอหน้าใครทั้งนั้น และการปรากฏตัวของโยทกาก็ทำให้เขายิ่งช้ำและเลือกจะแสดงออกแบบตรงข้ามใจ

“เธอชอบฉันมากใช่ไหม...ที่เธอคอยตามปั่นหัวฉันเพราะต้องการจะจับฉันใช่ไหม...ทำเหมือนกับที่แม่ของเธอทำมาตลอดชีวิต พวกเธอทำได้ทุกอย่างด้วยความอยาก ถ้าไม่หายอยากคงไม่เลิก!”

ท่าทีคุกคามของเขาทำให้โยทกาตกใจมาก และเมื่อเขาดึงตัวมาจูบอย่างจาบจ้วงและดุดัน เธอก็ตบเขาเต็มแรง ชัชรัณอึ้งมาก สติเพิ่งมาตอนถูกตบ แต่ไม่ทันพูดอะไร โยทกาก็ตบซ้ำอีกรอบ

“ผู้หญิงอย่างฉันอาจจะอยาก แต่ฉันก็เลือก! ฉันต่ำแค่ที่มา แต่ฉันจะไม่เลือกที่ไปที่หัวใจต่ำกว่าฉันแน่นอน!”

แหวจบก็หุนหันจากไป ทิ้งชัชรัณให้มองตามด้วยความเสียใจและรู้สึกผิดที่ปล่อยให้อารมณ์ขุ่นมัวและความสับสนของตัวเองทำร้ายจิตใจทั้งเธอและเขาจนอาจเข้าหน้ากันไม่ติด

นิพนธ์เห็นอาการเจ้านายหนุ่มและรู้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง เลยพอเข้าใจความรู้สึก แอบเก็บเรื่องของโยทกาที่ผลุนผลันออกจากออฟฟิศหลังจากที่มีเรื่องและยังไม่กลับไปรายงาน

“ผมให้คุณเช็กหรือ ถ้าผมถามแปลว่าผมต้องการคำตอบ แต่ถ้าผมไม่...”

“ผมอยู่กับคุณชัชมานาน ผมเชื่อว่าผมรู้ว่าคุณคิดอะไรด้วยสัญชาตญาณเลขาของผม แต่ถ้าคุณชัชไม่คิดว่ามันสำคัญ ก็ขอให้คิดซะว่าเป็นคำพูดลอยๆผ่านหู แล้วผมจะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับคุณโยทกาอีก”

คำพูดของนิพนธ์กระแทกใจอย่างแรง ชัชรัณถึงกับพูดไม่ออก ความรู้สึกผิดถาโถม แววตาเจ็บช้ำของเธอยังตามหลอกหลอน รู้ดีแก่ใจว่าอยากรู้เรื่องโยทกามากแค่ไหน

ooooooo

กรรณิการ์ทนอึดอัดใจในบ้านวริศรักษ์ไม่ไหว ต้องไประบายกับยายละมุด และเมื่ออีกฝ่ายรู้เรื่องเธอถูกใส่ร้ายก็จะไปเอาเรื่องให้ กรรณิการ์ต้องห้ามไว้ เพราะไม่อยากให้ใครตราหน้าว่าใช้วิธีรุนแรงตามกำพืด

“ฉันไม่รู้ว่าทำไม...คนต้องเหยียบย่ำซ้ำเติมในความผิดพลาดของคนอื่น ทุกครั้งที่มีคนรู้ว่าฉันเคยเป็นอะไร เขาจะย่ำยีและกระทืบฉันด้วยคำดูถูกเหมือนฉันเคยไปฆ่าคนตาย ทั้งที่ฉันพยายามจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีชีวิตที่ถูกต้อง แต่ไม่เคยมีใครให้โอกาสฉันเลย...นอกจากคุณเถกิง”

ยายละมุดเข้าใจความรู้สึกดี อดีตของกรรณิการ์ไม่ใช่เรื่องน่าชื่นชมหรือน่ายกย่อง แต่ก็ไม่อยากให้มันกลายเป็นตัวขัดขวางไม่ให้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะครั้งนี้ที่เธอได้เจอกับผู้ชายที่ดีอย่างเถกิง

“เขาก็ทุกข์นะน้า ลูกชายถูกยายเป่าหู กลายเป็นพ่อเลวๆที่เข้าข้างผู้หญิงโสโครกอย่างฉัน”

พูดจบก็ร้องไห้อย่างสุดกลั้น ยายละมุดต้องปลอบให้ทำใจและอดทน กรรณิการ์พยักหน้ารับรู้ ตั้งใจจะทนให้สุดกำลัง เพราะไม่อยากดึงโยทกามาเป็นทุกข์ร้อนด้วย แต่ที่ทั้งสองไม่รู้คือโยทกาได้ยินทุกอย่าง สะเทือนใจมากที่แม่ต้องเจ็บปวดและถูกทำร้ายจิตใจสาหัสแบบนี้

ความเจ็บปวดของแม่ทำให้โยทกาลืมเรื่องชัชรัณได้ชั่วขณะ อยากช่วยแม่ให้พ้นจากเรื่องเลวร้ายมากกว่า แต่เส้นทางที่แม่เลือกและแต่งงานกับเถกิงเพื่อทำให้เธอมีชีวิตที่ดีก็ทำให้เธอหนักใจ หลวงพ่อกอบเห็นเธอนั่งร้องไห้ตามลำพังที่ท่าน้ำก็อดไม่ได้จะพูดเตือนสติ พลางชี้ชวนให้ดูเด็กเล็กๆหัดว่ายน้ำในคลอง

“เด็กพวกนี้เล็กๆก็จะกลัวแม่น้ำ กลัวเพราะไม่รู้ว่ามันมีอะไรใต้ผืนน้ำนั่น แต่เวลาที่เขาโต ความกลัวจะเปลี่ยนเป็นท้าทายและอยากเอาชนะด้วยการกระโดดลงไปให้มันรู้ว่าใต้น้ำมันมีอะไร”

“แต่ถ้าเรากระโดดลงไปทั้งที่เราว่ายน้ำไม่เป็น โดนทั้งกระแสน้ำพัด ของที่ลอยมาตามน้ำกระทบกระแทก ตะเกียกตะกาย สุดท้ายก็หมดแรง...เราก็จะจมดิ่งลงไป และจบชีวิตที่ก้นแม่น้ำ”

“รู้ไหมว่าทำไมเด็กพวกนี้ไม่จม”

ภาพเด็กชายตัวน้อยพยายามลอยตัวเหนือน้ำทำให้โยทกาได้คิด

“ถ้าเราควบคุมตัวเองได้ ก็แค่ปล่อยร่างกายแล้วเงยหน้าขึ้นก็ลอยเหนือปัญหาเหรอคะ”

“เราไม่ได้ลอยตัวเหนือปัญหา แต่เรารู้จักแก้ปัญหาที่จะทำให้เราไม่จม...จนหลุดพ้น”

“เข้าใจแล้วค่ะหลวงพ่อ”

“เรียกสติให้มาอยู่กับตัว แล้วโยมจะรู้ว่าจะช่วยแม่ได้ยังไง”

“ขอบคุณนะคะหลวงพ่อที่ให้อาวุธที่ดีที่สุดกับหนู”

โยทกาสบายใจขึ้นมากจากการพูดคุยกับหลวงพ่อ ต่างจากกรรณิการ์ หนักใจต้องกลับไปรับมือคนบ้าน

วริศรักษ์ที่ช่างขุดช่างคุ้ยเรื่องราวในอดีตของเธอมาประจานไม่เว้นแต่ละวัน ยายละมุดเข้าใจแต่ก็อยากให้ทำใจ

“รู้ไหมว่าคำร้ายกาจ...บางทีมันอาจเป็นแค่หนทางเดียวที่เขาจะทำร้ายเอ็งได้ และเขาก็ทำได้เพราะเอ็งยอม ความสุขกับความทุกข์...มันเข้ามาในชีวิตเราได้แค่ทางเดียวคือเรายอม บางทีมีดที่เขาพยายามจะแทงเราอาจเป็นมีดที่เสียบในใจเขามาตลอดและอยากหาที่ระบาย แล้วเอ็งจะยอมโง่ให้เขาเอามีดเสียบเอ็งให้เจ็บให้ทุกข์ง่ายๆแบบนี้น่ะเหรอ”

“ฉันต้องทำหูทวนลมเหรอน้า”

“ไม่สิ...เอ็งต้องฟัง แต่ต้องเอาอารมณ์ออกจากข้อความทั้งหมดแล้วใช้สติคิดว่าที่เขาพูดเพราะเขากำลังรู้สึกอะไรกันแน่ จับความเจ็บปวดในใจมันให้ได้ ถ้าคำพูดเป็นมีด วันไหนที่เขาเอามีดแทงเข้าท้องเอ็ง เอ็งยังไม่ตายนะ แค่เจ็บหนัก แต่จังหวะนั้นล่ะ...จับมีดมันไว้ แล้วเอามีดของมันเชือดมันเอง เอ็งว่าใครจะอาการหนักกว่ากัน”

กรรณิการ์คิดตาม ไม่แน่ใจว่าเข้าใจทุกอย่างหรือไม่

“ไม่รู้ว่าฉันจะฉลาดพอหรือเปล่า”

“ไอ้ถั่วเขียวเอ๊ย...เอ็งไม่ได้โง่ แต่เอ็งกลัวมากไป กลัวแทนคนรอบข้างจนไม่ยอมตั้งรับคนที่เข้ามาทำร้ายตัวเอง”

“ฉันเข้าใจนะน้า ฉันจะพยายามมีสติจ้ะ”

ooooooo

เมื่อตั้งสติได้ โยทกาก็กลับออฟฟิศไปเสนอแผนงานขั้นสุดท้ายแก่ทีมงาน ชัชรัณจับสังเกตท่าทีของเธอแต่ก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติ มีแต่ความจริงจังเรื่องงานเท่านั้น เขาตัดสินใจอนุมัติและคิดหาโอกาสปรับความเข้าใจ แต่เธอก็ไม่ให้ความร่วมมือ แถมทำให้เขาหงุดหงิดด้วยการออกไปเจอภุชงค์

กิ่งกาญจน์อยากปรึกษาชัชรัณเรื่องจัดอบรมพนักงาน แต่เขาก็ไม่สนใจเพราะอยากตามไปเคลียร์กับโยทกามากกว่า กฤตนัยต้องอยู่ช่วยแทนเหมือนเคย เข้าใจและสงสารน้องสาวนอกไส้คนนี้จริงๆ

โยทกาเมินเสียงเรียกของเจ้านายหนุ่มเหมือนอากาศธาตุ ลงไปเรียกแท็กซี่หน้าออฟฟิศ แต่ก็ถูกเขารั้งไว้

“ฉันบอกว่าฉันขอคุยกับเธอหน่อย ถ้าฉันจะคุยฉันต้องได้คุย...ได้ยินไหม!”

“ฉันได้ยินแล้ว แต่ฉันมีสิทธิ์เลือกที่จะไม่คุย”

พูดจบก็สะบัดหน้าขึ้นแท็กซี่ ชัชรัณขับรถตามไปขู่ให้ไปด้วยกัน แต่เธอก็ขืนตัวไว้ จนเขาต้องยอมขอโทษ

“มันไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว”

“คุณรู้สึกดีกับผมไม่ใช่เหรอโย”

“การที่ฉันเป็นคนเริ่ม ไม่ได้หมายความว่าฉันจะให้คุณเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันได้...ปล่อยฉัน!”

ชัชรัณไม่ยอมปล่อย อ้อนวอนเสียงอ่อน “คุยกันดีๆได้ไหม”

“ทุกอย่างต้องขึ้นกับอารมณ์คุณใช่ไหม นึกจะร้ายก็ร้าย นึกอยากจะดี ฉันก็ต้องดีอย่างที่คุณอยากใช่ไหม”

โยทกาสบตาไม่ยอมแพ้ ก่อนจะใช้กระเป๋าฟาดเขาไม่ยั้ง

“ถ้าฉันไม่อยากคุย ฉันก็จะไม่คุย!”

ชัชรัณจำต้องปล่อยมือ แต่กระนั้นก็ไม่ยอมแพ้ ขับรถตามเธอจนถึงหน้าโรงแรมบลูมูน ทันได้ยินเธอพูดโทรศัพท์กับเจนจันทร์ว่าอยากดัดนิสัยเขาบ้างที่ทำร้ายจิตใจเธอโดยไม่สนใจจะฟังเหตุผล

โยทกาอึ้งมาก แต่เพียงแวบเดียวก็เปลี่ยนเป็นหน้าบึ้ง คาดคั้นให้เขาบอกเหตุผลที่อยากเคลียร์กับเธอ

“คุณอยากคุยอะไรกับผู้หญิงที่มีสายเลือดจากคนที่คุณด่าว่าชั้นต่ำล่ะคะ คุณอยากคุยอะไรกับผู้หญิงหน้าไม่อายที่อยากพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าเขาไม่เคยคิดจะเกาะผู้ชายกินเพราะคิดว่าจะดีในสายตาคุณบ้าง หรือว่าคุณอยากคุยอะไรกับผู้หญิงไม่มีคุณค่าที่คุณคิดจะด่า จะลวนลาม จะดูถูกเหมือนเขาไม่ใช่คนเมื่อไหร่ก็ได้ที่คุณอยาก!”

แววตาเจ็บช้ำของเธอทำให้ชัชรัณพลอยปวดใจ แต่ไม่ทันแก้ตัว เธอก็โพล่งออกมาก่อน

“ขอบคุณนะที่ทำให้ฉันรู้จักคำว่าโง่ กับเจ็บจนหายโง่ มันเป็นยังไง คุณเก่งที่ทำให้เป้าหมายชีวิตฉันบิดเบี้ยวไปชั่วคราว แต่ฉันกลับมาได้ก็เพราะคุณเหมือนกัน ขอบคุณที่ทำให้ฉันเห็นว่าคุณมีค่าแค่นี้จริงๆ”

พูดจบก็จะผละไป แต่ชัชรัณก็ตามยื้อ โยทกาเลยยกแก้วกาแฟในมือสาดเสื้อเขา

“ชีวิตฉันก็เหมือนเสื้อตัวนี้ของคุณ มันอาจจะเคยขาว...แต่ในเมื่อมันมีรอยเปื้อนขนาดนี้แล้ว ยังไงมันก็ไม่มีวันกลับไปขาวสะอาดบริสุทธิ์อีก คนอย่างคุณคงไม่กล้าใส่มันอวดสายตาใครต่อใคร รู้อย่างนี้แล้วก็เลิกวุ่นวายกับฉัน เพราะฉันจะไม่ทนนั่งรอความเมตตาอยู่ในกำมือคุณชัชรัณ วริศรักษ์แน่นอน!”

ooooooo

ระหว่างที่ชัชรัณต้องมึนกับการกระทำตัวเอง โยทกาก็เข้าไปหาภุชงค์ในโรงแรม ทันได้เห็นเหตุการณ์วุ่นวายเพราะมีแขกผู้หญิงโวยวายว่าแหวนเพชรหาย กุสุมา วิทยากรสาวสวยด้านการสื่อสารแวะมาโรงแรมพอดีเลยอยู่ในเหตุการณ์ด้วย และท่าทางมีพิรุธของแขกสาวคนนั้นก็ทำให้เธอสงสัย...

ภุชงค์ในฐานะกรรมการผู้จัดการรักษาการแทนแม่ พยายามรับมือแขกสาวอย่างใจเย็น เช่นเดียวกับเหล่าพนักงานก็ช่วยกันหาแหวนเพชรอย่างเต็มที่ แต่แขกสาวก็วีนและเหวี่ยงจนใครก็เข้าหน้าไม่ติด

กุสุมาเห็นท่าไม่ดี ตัดสินใจไปช่วยแก้ไขสถานการณ์ พร้อมโยทกาที่รับลูกกับวิทยากรสาวอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย แขกสาวถูกซักไซ้เรื่องใบรับรองเครื่องเพชรที่เป็นเอกสารสากล รวมทั้งรูปพรรณลักษณะของแหวนเพชรก็อ้ำๆอึ้งๆ สองสาวเลยจับไต๋ได้และมั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องเป็นมิจฉาชีพแฝงตัวมา

เวนย์หนุ่มลูกครึ่งไทยออสเตรียที่เคยมีเรื่องกับโยทกา เป็นคนจ้างแขกสาวคนนั้นเพื่อป่วนโรงแรมเรียกเงิน เริ่มใจไม่ดีเมื่อเห็นโยทกาและคิดว่าแผนกำลังจะแตก เลยตั้งท่าจะหนี พร้อมกับที่แขกสาวผู้สมรู้ร่วมคิดขอตัวไปเข้าห้องน้ำ

โยทกาตามไปดู ทิ้งภุชงค์ให้คุยกับผู้หวังดีสาวอีกคนตามลำพัง

“ผมไม่ทราบว่าคุณเป็นใคร แต่การกระทำของคุณกำลังทำให้ชื่อเสียงของโรงแรมผมอยู่ในความเสี่ยง”

กุสุมายิ้มรับ ก่อนตอบโต้อย่างใจเย็น “แต่คุณก็ไม่ขัดขวางฉันทั้งที่คุณทำได้ เพราะคุณก็รู้สึกสงสัย

ใช่ไหมคะ...รอดูกันไหมคะว่าคุณผู้หญิงเขาจะกล้าไปสถานีตำรวจกับเราไหม”

โยทกามั่นใจว่าแขกสาวคนนั้นต้องเป็นมิจฉาชีพ แต่ไม่ทันรู้ความจริง เวนย์ที่เห็นเธอมาด้อมๆมองๆหน้าห้องน้ำ และกลัวจะถูกจับได้ จัดการล็อกคอเธอจากด้านหลัง และพาไปขังในห้องเก็บของ โชคดีที่ชัชรัณตามมาช่วย โยทกาเลยรอดตัว แต่ก็คลาดจากคนร้ายอย่างหวุดหวิด

คนร้ายอีกคนหนีไปได้ แต่แขกสาวก็ถูกรวบตัวขณะกำลังหนี ภุชงค์ทึ่งมาก ไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงท่าทางดีอย่างแขกสาวจะทำเรื่องชั่วแบบนี้ โยทกาเข้าใจดี และสนใจมากว่าเขาจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร

กุสุมาก็สนใจ แล้วก็อดแทรกไม่ได้เมื่อได้ยินว่าเขาจะปล่อยผ่าน ไม่เอาเรื่อง

“ถ้าคุณกลัวขาเก้าอี้หักด้วยการปล่อยผ่าน จะทำให้ขาเก้าอี้คุณหักแน่นอน...ฉันยืนยัน”

ภุชงค์นิ่วหน้าไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับโยทกา กุสุมาเลยอธิบายอย่างมีหลักการ

“ถ้าคุณเอาเรื่องตามสิทธิ์ที่คุณควรทำ พนักงานก็จะเห็นว่าคุณมีการจัดการกับปัญหาด้วยความเด็ดขาด แต่ถ้าไม่คุณจะกลายเป็นคนไม่มีอำนาจในความรู้สึกของพนักงานและคนอื่นๆ”

คำว่าอำนาจทำให้โยทกาสงสัย กุสุมาเลยขยายความ “อำนาจไม่ได้เกิดเป็นรูปธรรม มันเป็นเรื่องของความรู้สึก ขึ้นกับการกระทำของเราที่แสดงต่อผู้อื่นรักหรือกลัว เกรงใจ เกิดขึ้นจากความรู้สึกจริงไหมคะ”

คำอธิบายของกุสุมาทำให้ภุชงค์ประทับใจมาก เช่นเดียวกับโยทกาที่ถือโอกาสขอปรึกษาเรื่องบ้านวริศรักษ์ อยากรับมือให้ได้อย่างมีสติ และคำแนะนำของวิทยากรสาวก็ทำให้เธอตัดสินใจได้...

ooooooo

ชัชรัณกลับบ้านวริศรักษ์ด้วยหัวใจที่เจ็บปวด เขาลงมือซ่อมแซมสวนกุหลาบของแม่โดยไม่สนใจเสียงยุแยงของเพ็ญศรีที่ตามมาเป่าหูเรื่องกรรณิการ์ เถกิงก็ต้องรับศึกหนักไม่แพ้กัน เมื่อเขาตัดสินใจเจรจากับผ่องเรื่องเพ็ญศรี หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เขาก็คิดว่าถึงเวลาต้องยุติวงจรบ้าๆนี้

“ถ้าท่านยังเห็นชัชเป็นหลาน อย่าใช้ความรู้สึกเขาเป็นเครื่องมือทำร้ายคนอื่น ถ้าชัชรู้...เขาต้องเสียใจมาก”

“ฉันไม่เคยทำแบบนั้นกับตาชัช แกต่างหากที่ทำ แกพาของสกปรกเข้ามาในบ้านทำให้ที่นี่แปดเปื้อน”

เถกิงเห็นท่าจะคุยไม่รู้เรื่อง ยื่นคำขาดจะใช้มาตรการเด็ดขาดจัดการเพ็ญศรีหากก่อเรื่องอีก ผ่องไม่สะทกสะท้าน มั่นใจว่าลูกเขยที่แสนชังคงทำอะไรตนไม่ได้ แต่ไม่กี่อึดใจต่อมาก็ต้องชะงัก เมื่อโยทกาปรากฏตัว

“โยจะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้านหลังนี้ จะอยู่ดูแลแม่กับคุณลุงตั้งแต่วินาทีนี้ค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”

การมาถึงของโยทกาเข้าทางเถกิงพอดี เพ็ญศรีไม่ยอมพยายามขัดขวาง แต่ก็เถียงสู้โยทกาไม่ได้ กรรณิการ์ลำบากใจมาก ไม่อยากให้ลูกสาวเข้ามายุ่ง แต่โยทกาก็ยืนยันจะปกป้องแม่ด้วยตัวเอง

มาลัยเห็นสถานการณ์ในบ้านเริ่มร้อนระอุ เข้าใจความรู้สึกโยทกาดี แต่ก็อยากเตือนสติด้วย

“คุณโยจะเข้ามาอยู่ที่นี่ การวางตัวแบบความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ จะทำให้คุณอยู่อย่างสงบสุขนะคะ”

“ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วงโย แต่ถ้าใครมาดี เราก็ดีไป ถ้าร้ายใส่โยกับแม่ เราก็คงไม่นั่งพับเพียบกราบขอบคุณ...จริงไหมคะ โยมาเพื่อปกป้องแม่ค่ะน้า ไม่ได้มาหาเรื่อง โยแค่อยากให้แม่อยู่อย่างสงบสุข”

“น้าเป็นแค่คนรับใช้คำพูดคงไม่มีน้ำหนัก”

“โยมาใหม่ คงยากที่คุณน้าจะเชื่อ ให้เวลาพิสูจน์นะคะว่าโยไม่คิดเข้ามาป่วนที่นี่จริงๆ โยจะไม่ทำใครก่อนค่ะ”

แล้วโยทกาก็ได้พิสูจน์คำพูดตัวเอง เวลาต่อมา เมื่อผ่องกับเพ็ญศรีร่วมกันปั่นหัวชัชรัณให้มาเอาเรื่องเธอ ชัชรัณปักใจเรื่องกรรณิการ์เป็นผู้หญิงเลว เมื่อถูกยายกับน้ายุแยงก็โมโหจนขาดสติ

โยทการับมือชัชรัณอย่างใจเย็น กรรณิการ์พยายามจะห้าม กลัวลูกสาวจะเจ็บตัว แต่เซมกับเจนจันทร์ก็รั้งตัวไว้ ปล่อยให้โยทกากับชัชรัณเคลียร์กันตามลำพัง

ชัชรัณเห็นท่าทางไม่รู้ร้อนหนาวของโยทกาก็ยิ่งของขึ้น เปิดฉากด่าอย่างไม่ไว้หน้า

“ถ้าอยากพูดอะไรก็พูดเลยค่ะ ไม่คิดจะมาถามความจริงอยู่แล้วนี่ แต่ที่คุณไม่เชื่อเพราะกำพืดฉันสินะ”

“เราจะไม่พูดถึงกำพืด เพราะคนมันโตด้วยการเรียนรู้สัมมาคารวะ ต่อให้จนแสนจนก็ต้องรู้จักเคารพผู้ใหญ่ โตมาขนาดนี้อย่าบอกนะว่าเธอไม่ได้โดนสอนให้มีมารยาท”

“นี่กำลังจะสอนสมบัติผู้ดีให้ฉันใช่ไหม”

“อย่ากวนประสาท...เธอย้ายเข้ามาที่นี่ทำไม”

“ทำไมคุณถึงเป็นเดือดเป็นร้อนแทนคุณยายคุณล่ะ”

“ใครๆก็ต้องปกป้องครอบครัวตัวเองทั้งนั้น”

โยทกาเหยียดยิ้มเย็น ก่อนโพล่งเสียงเข้ม “ฉันเข้ามาเพราะเหตุผลนั้นเหมือนกัน! โกรธใช่ไหมที่ยายคุณบอกว่าฉันเสียมารยาทกับเขา ฉันก็โกรธเหมือนกันที่คุณเหยียบย่ำน้ำใจของแม่ฉัน”

“ฉันคงไม่ทำ ถ้าแม่ของเธอไม่ล้ำเส้น”

“ฉันสงสัยนะ...คุณไม่อยู่ในเหตุการณ์แล้วทำไมเชื่อว่าแม่ฉันหรือแม้แต่ตัวฉันทำอย่างที่ยายกับน้าคุณบอกจริงๆ”

“ไม่มีเหตุผลอะไรที่ท่านต้องโกหกฉัน”

“แล้วถ้าฉันบอกว่าเขาโกหก...คุณจะเชื่อไหม”

ชัชรัณยืนกรานไม่เชื่อ โยทกาไม่แปลกใจและไม่โกรธ แต่อยากให้เขารู้ความจริงมากกว่า

“คุณเป็นคนเก่งนะคะคุณชัช แต่บางครั้งคุณก็ไม่เฉลียว...อยากตาสว่างขึ้นบ้างไหมล่ะ...”

ooooooo

คำพูดท้าทายของโยทกาทำให้ชัชรัณเอะใจ ยอมให้เธอพาไปสำรวจความจริงในบ้านวริศรักษ์ จนจับได้คาหนังคาเขาว่าหลิวเป็นลิ่วล้อของเพ็ญศรี คอยเป็นมือเป็นเท้าช่วยให้แผนการยั่วยุเขาสำเร็จ

นอกจากนี้โยทกายังหลอกถามสินจนได้ความจริงว่าเพ็ญศรีอยู่เบื้องหลังแผนใส่ร้ายกรรณิการ์และเหตุการณ์วุ่นๆในสวนกุหลาบของสินีเมื่อวันก่อน เพ็ญศรีไม่สะทก สะท้าน มั่นใจว่าชัชรัณไม่มีทางรู้เรื่องนี้ โยทกาเลยพูดจาแดกดันจนเพ็ญศรีทนไม่ไหว โพล่งความในใจออกไป

“ชัชไม่มีวันเชื่อลูกสาวผู้หญิงที่มาแทนที่แม่เขา ถ้าแม่เธอคิดจะมาเป็นคุณผู้หญิงบ้านนี้ง่ายๆ ฉันไม่มีวันยอม”

“คุณเป็นน้าแบบไหน...ที่ใช้ความเจ็บปวดของหลานชายตัวเองเป็นเครื่องมือ ไม่รักหลานบ้างหรือไง”

“มันเป็นหน้าที่หลานต้องไล่ทุกคนที่มันไม่เจียมตัวเข้ามาผยองในบ้านนี้ มันจะต้องเจ็บปวด เธอก็เหมือนกัน!”

“น่ากลัวที่สุด...ว่าไหมคะคุณชัช”

ชัชรัณปรากฏตัวหลังจากนั้น พร้อมคำยืนยันจากปากมาลัยที่เพ็ญศรีกับหลิวร่วมมือกันปั่นหัวเขา เพ็ญศรีหน้าซีดเผือด ละล่ำละลักแก้ตัวเอาตัวรอดเหมือนเคย

“น้าทนเห็นผู้หญิงคนนั้นลอยหน้าลอยตาในที่ที่พี่สินีอยู่ไม่ได้จริงๆ”

“น้าทนไม่ได้เพราะเขามาแทนแม่ หรือทนไม่ได้ที่เขาแย่งพ่อไป!”

ผ่องเห็นท่าไม่ดี ออกโรงแก้ต่างแทนลูกเลี้ยงสาว

“ชัชรัณ! ถึงเพ็ญศรีจะเป็นญาติแต่เขาก็มีเลือดวริศรักษ์ แกทะเลาะกับญาติเพื่อปกป้องคนอื่น มันถูกแล้วเหรอ”

“ผมกำลังปกป้องแม่กับตัวผมเอง ผมไม่อยากดึงแม่มายุ่งกับเรื่องนี้ ผมชอบเป็นคนไม่ใช่เครื่องมือ!”

แววตาแข็งกร้าวของหลานชายทำให้ผ่องเริ่มกลัว แต่ยังแข็งใจทำเป็นเด็ดขาด

“ยายสั่งให้จบก็ต้องเป็นตามนั้น เราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก”

“คุณยายรู้เห็นเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่าครับ”

“ชัชรู้สึกผิดบ้างไหมที่ปล่อยให้คนอื่นเข้ามาเหยียบย่ำทุกตารางนิ้วที่แม่ของชัชเป็นเจ้าของ การปล่อยให้วริศรักษ์แปดเปื้อนก็ไม่ต่างจากลูกที่ไม่รู้คุณมารดา”

คำพูดกดดันของผ่องทำให้ชัชรัณเครียดจัด ทั้งรู้สึกผิดต่อแม่และรู้สึกไม่เป็นธรรมต่อกรรณิการ์ มาลัยสงสารมาก เช่นเดียวกับโยทกาที่เห็นใจเขาเหลือเกินต้องเป็นเครื่องมือล้างแค้นของคนในครอบครัว...

ผ่องเจ็บใจที่โยทกาทำให้ชัชรัณไขว้เขว เพ็ญศรีก็ประสาทเสีย หวาดระแวงจนไม่กล้าทำเรื่อง เธอเลยต้องตัดใจยกกำไลทองคำเป็นสินน้ำใจ แลกกับการบีบเพ็ญศรีให้หาทางไล่กรรณิการ์กับโยทกาออกจากวริศรักษ์ ให้ได้
โยทกาไม่กลัวผ่องกับเพ็ญศรี เป็นห่วงแม่กับชัชรัณมากกว่าต้องเจอศึกหนัก เช่นเดียวกับเถกิงที่คิดว่าโอกาสของลูกชายคนเดียวจะรับตำแหน่งแทนเขาที่จะครบวาระคงยากเต็มทีเพราะคุณหญิงละอองเริ่มเคลื่อนไหว ติดสินบนกรรมการผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนหลายคน

เถกิงดิ้นรนและวิ่งเต้นเต็มที่เพื่ออนาคตของวริศรักษ์และลูกชายคนเดียว เช่นเดียวกับโยทกาที่พยายามเร่งแผนงานกับโรงแรมบลูมูนให้เป็นไปตามหวัง โดยไม่ยี่หระกับการจีบของภุชงค์แม้แต่น้อย

ชัชรัณอ่อนท่าทีลงมากแล้ว ยิ่งโยทกาตามดูแลและทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจ ยิ่งหลอมละลายกำแพงน้ำแข็งที่เขาเพียรสร้างตลอดเวลาที่เธอมาอยู่บ้านวริศรักษ์ กิ่งกาญจน์ยังไม่รู้เรื่องนี้ แต่ก็กดดันมากเมื่อคุณหญิงละอองลงจากเชียงรายเพื่อจัดการเรื่องตำแหน่งของกฤตนัย และการแต่งงานระหว่างเธอกับชัชรัณ

“คุณแม่มา ทำไมไม่บอกกิ่งล่ะคะ”

“ถ้าแม่บอกกิ่ง แม่ก็ไม่ได้เห็นสิว่ากิ่งไม่ได้พยายามทำให้โอกาสที่ได้มาให้มันสมหวังอย่างที่ตั้งใจเลยสักนิด”

“กิ่งพยายามแล้วค่ะคุณแม่ แต่ชัชไม่เปิดโอกาสให้กิ่งเลย”

“แล้วทำไมกิ่งถึงรอ...ไม่สร้างโอกาสขึ้นมาเอง ถ้าครั้งนี้เสียชัชรัณไปอีกมันก็เป็นเพราะตัวกิ่งที่ไม่ได้เรื่อง”

กฤตนัยพยายามช่วยน้อง “คุณแม่...ใจเย็นๆก่อนนะครับ เรื่องแบบนี้มันตบมือข้างเดียวไม่ดัง”

แต่คุณหญิงละอองก็ไม่ฟัง “ถ้าแกทำให้ชัชตบมือกับแกไม่ได้ ก็ให้คนอื่นจับมือให้...”

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement