เหมือนคนละฟากฟ้า ตอนที่ 1 นิยายไทยรัฐ -
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

เหมือนคนละฟากฟ้า ตอนที่ 1


27 พ.ค. 2560 07:25
3,634,054 ครั้ง

เหมือนคนละฟากฟ้า ตอนที่ 1

อ่านเรื่องย่อ

เหมือนคนละฟากฟ้า

แนว:

ดราม่า-โรแมนติก

บทประพันธ์โดย:

วาสนา

บทโทรทัศน์โดย:

เบญจธารา

กำกับการแสดงโดย:

แมน เมธี

ผลิตโดย:

บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

แอนดริว เกร็กสัน, ภีรนีย์ คงไทย

โยทกาเด็กหญิงวัยแปดขวบวิ่งหน้าตื่นมานอกห้องนอนเมื่อได้ยินเสียงร้องของกัญชลิการ์แม่แท้ๆ สิทธิข้าราชการหนุ่มใหญ่ที่มาติดพันแม่นั่นเองที่ลงไม้ลงมือเพราะถูกขัดใจ

กัญชลิการ์หนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุสิบห้า คลอดโยทกาลูกสาวคนเดียวกับกอบสามีเก่าตอนอายุสิบแปด หลังจากนั้นเธอก็ถูกเขาหลอกไปขายเสี่ย เลยต้องหนีกระเซอะกระเซิงมาอยู่ตามลำพังกับลูกสาวและยอมขายบริการแบบรายเดือนเพื่อเลี้ยงลูกเพราะไม่มีความรู้

ชีวิตของสองแม่ลูกในห้องพักโทรมๆลำบากลำบนไม่น้อย โดยเฉพาะโยทกา ต้องทนเห็นแม่ทำงานขายบริการ ถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจจากบรรดาผู้ชายที่มาซื้อบริการและเพื่อนบ้าน และวันนี้เหตุการณ์ก็เลวร้ายถึงขีดสุด เมื่อสิทธิมาหากัญชลิการ์เพื่อใช้บริการเหมือนเคย แต่โยทกาไม่สบาย เธอเลยขอผัดผ่อนหน้าที่

สิทธิโมโหมาก ลงไม้ลงมือกับกัญชลิการ์ โยทกาได้ยินเสียงเอะอะและเสียงแม่ก็วิ่งมาดู พยายามจะช่วยแต่ก็สู้แรงสิทธิไม่ไหว กัญชลิการ์ถูกลากเข้าห้องจนได้ แต่ไม่ทันทำอะไร อรัญญาเมียหลวงของสิทธิก็โผล่มาขัดจังหวะ!

ภาพผัวมีเมียน้อยตรงหน้าทำให้อรัญญาเลือดขึ้นหน้าเพราะความหึง ด่ากราดทั้งผัวและเมียน้อย รวมไปถึงเด็กหญิงคนเดียวในที่นั้นอย่างหยาบๆคายๆ ก่อนจะถลาไปตบเมียน้อยรายเดือนด้วยความแค้น กัญชลิการ์โดนทำร้ายก็ไม่ยอมตบกลับ กลายเป็นเหตุชุลมุน ข้าวของพังทลาย และอรัญญาล้มหน้าคว่ำถูกเศษแก้วบาดหน้า!

อรัญญาเห็นเลือดบนหน้าตัวเองก็ของขึ้น กรีดร้องจะเอาคืนสองแม่ลูกให้สาสม แต่กัญชลิการ์ก็หอบข้าวของมีค่าและพาลูกสาวหนีไปจนได้ แต่กระนั้นก็เกือบไม่รอด ต้องซ่อนตัวในป่าข้างทางเกือบทั้งคืน

โยทกาเห็นแม่ร้องไห้ แถมมีบาดแผลตามตัวก็พูดปลอบ กัญชลิการ์เลยยิ่งสะอื้น

“แม่ขอโทษนะโย แม่ขอโทษ...โยเจ็บไหมลูก”

“ไม่เจ็บจ้ะ...ทำไมเขาต้องตีแม่ ถ้าโยโตจะหาเงินเยอะๆ จะไม่ให้ลุงคนไหนมาตีแม่อีก”

กัญชลิการ์เห็นลูกต้องลำบากก็รู้สึกผิด คำพูดดูถูกของอรัญญาลอยมาในหัวว่าพฤติกรรมของเธอจะทำให้ลูกสาวคนเดียวเจริญรอยตาม เธอน้ำตาไหล ส่ายหน้า กระชับอ้อมแขนกอดโยทกาแน่น

“แม่ไม่ยอม โยต้องไม่ขายตัว โยต้องได้ดีกว่าแม่ ต้องดีกว่าแม่!”

ooooooo

กัญชลิการ์ได้พิสูจน์คำพูดของตัวเองนับแต่นั้นมา หญิงสาวยังขายบริการเหมือนเดิมเพื่อให้ลูกสาวมีกินมีใช้ จนกระทั่งส่งโยทกาไปเรียนต่อต่างประเทศจึงหยุดและเปลี่ยนมาขายขนม พร้อมกันนั้นยังเปลี่ยนชื่อจากกัญชลิการ์เป็นกรรณิการ์ ปลีกตัวจากคนรู้จักและสังคมเดิมๆเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

นับจากเหตุการณ์เลวร้ายในห้องเช่าโทรมๆนั้นเป็นเวลาสิบห้าปี โยทกาถูกส่งตัวมาเรียนต่อที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้ปริญญาสมใจและจะกลับเมืองไทยในอีกไม่กี่วัน นุดีญาติสาวเพียงคนเดียวของแม่เป็นคนให้ที่พักและดูแลเธอมาตลอด ทำให้โยทกาไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องค่าที่พักและค่าอาหารการกินมากนัก

นุดีเป็นพนักงานในโรงแรม ไม่ได้มีรายได้มากแต่ก็ดูแลช่วยเหลือหลานสาวคนเดียวได้ และวันนี้โยทกาก็ตอบแทนภารกิจสุดท้ายตามคำขอของเธอด้วยการไปช่วยงานแนะนำผลิตภัณฑ์สปาจากเมืองไทยในงานจัดแสดงสินค้านานาชาติ ซึ่งเป็นงานที่เพื่อนของเธอขอความช่วยเหลือมาอีกที

โยทกายินดีและเต็มใจมากจะช่วยงานนี้ เพราะเป็นความสนใจส่วนตัว และที่สำคัญเธอเรียนจบมาได้เพราะหาข้อมูลทำวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สปานี้มาก่อน นุดีเบาใจมาก เชื่อมือว่าหลานสาวต้องทำหน้าที่ได้ดี แต่ก็อดหวั่นไม่ได้ เมื่อได้รับสายจากเพื่อนให้โยทกาไปถึงงานก่อนเวลานับชั่วโมงเพื่อประชุมกับเจ้าของผลิตภัณฑ์

งานเร่งงานด่วนไม่ใช่ปัญหาของโยทกา หญิงสาวตื่นเช้าอยู่แล้ว แต่เวนย์หนุ่มลูกครึ่งไทยออสเตรีย อันธพาลประจำเมืองที่มาติดพันเธอต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่!

เวนย์กำลังมีปากเสียงกับคู่ขาคนล่าสุดเพราะเรื่องเงินตอนที่โยทกาจะออกจากที่พัก หนุ่มลูกครึ่งถลาไปดักหน้า พยายามจะถึงเนื้อถึงตัวเหมือนเคย แต่ก็ถูกโยทกาสะบัดออกอย่างไม่ไยดี

“เธออยากได้อะไรก็บอกมา ฉันจะหามาให้ทุกอย่างที่เธอพอใจ”

“ที่ฉันต้องการคืออย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก”

“เพราะฉันไม่ได้รวยเหมือนไอ้บ๊อบ”

“เพราะฉันไม่ชอบพวกกากสังคม หากินด้วยการหลอกลวง ค้ายา และภูมิใจในความเป็นแมงดาอย่างนาย!”

แหวจบก็ผละไป ทิ้งเวนย์ให้มองตามด้วยความอาฆาตแค้น จะต้องเอาคืนให้ได้ โยทกาไม่ยี่หระสายตาเอาเรื่องของเวนย์ ไม่กลัวและไม่หวั่นแม้แต่น้อย นุดีเตือนให้เธอระวังตัวเสมอ แต่เธอก็เชื่อว่าดูแลตัวเองได้

ผละจากเวนย์ได้ โยทกาก็จะไปเอาชุดไทยจากนุดีที่โรงแรม แต่ก็ได้รับสายจากแม่เสียก่อน กรรณิการ์หรือชื่อเดิมกัญชลิการ์โทร.ถามเพราะคิดว่าลูกสาวกลับเมืองไทยแล้ว โยทกาเลยอธิบายว่าต้องอยู่ช่วยงานนุดี

น้ำเสียงร่าเริงของลูกสาวทำให้กรรณิการ์พูดไม่ออก ความจริงเธอไม่ได้โทร.เพื่อถามเรื่องกำหนดกลับ แต่อยากบอกเรื่องเธอจะแต่งงานใหม่มากกว่า โยทกามัวดีใจที่แม่โทร.หาเลยไม่ทันจับสังเกตน้ำเสียงอึกๆอักๆของแม่

“โย...แม่เลิกขายขนมแล้วนะ”

“แม่เป็นอะไรหรือเปล่า ป่วยหรือว่ามีปัญหาอะไร”

กรรณิการ์ตอบไม่ถูก ลังเลจะบอกเรื่องแต่งงาน โยทกาก็โพล่งออกมาเสียก่อน

“โยกลับไปคราวนี้จะไม่ให้แม่ต้องเหนื่อยอีกแล้ว จะไม่มีไอ้ตัวผู้หน้าไหนมาสั่งซ้อมแม่อีก โยจะเลี้ยงแม่เอง”

“เราเคยตกลงกันแล้วว่า...”

“จะไม่พูดเรื่องเก่า...โยขอโทษจ้ะ ต่อไปนี้เราจะมีกันสองคนแม่ลูก เป็นอิสระ...เราจะมีความสุขจริงๆ สักทีนะแม่”

“โย...ที่แม่เลิกขายเพราะว่าแม่กำลังจะ...”

กรรณิการ์เกือบได้บอก แต่โยทกามีสายเรียกซ้อนก่อน เรื่องแต่งงานของเธอเลยต้องพักไว้ก่อน...

ooooooo

กรรณิการ์หรือกัญชลิการ์มองมือถือในมือด้วยอาการหนักใจ ดีไซเนอร์ร้านชุดแต่งงานมาตามไป ลองชุด พร้อมกับเถกิงนายทหารยศพลตรี ว่าที่เจ้าบ่าวที่เดินมาตามด้วยสีหน้ารู้ทัน

“ดีไซเนอร์เขาคงคิดนะว่าคุณถูกผมบังคับให้แต่งงานด้วย”

“สีหน้าของกรรณแย่ขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

“คุณไม่กล้าบอกเรื่องเรากับลูกสาวคุณใช่ไหม ลูกสาวคุณโตแล้ว ผมว่าเขาต้องเข้าใจ”

“กรรณไม่แน่ใจค่ะ กรรณทำให้โยฝังใจกับผู้ชายแย่ๆที่เข้ามาในชีวิต”

สีหน้ารู้สึกผิดของว่าที่เจ้าสาวทำให้เถกิงอดไม่ได้ กุมมือให้กำลังใจ

“เรื่องที่ผ่านไปแล้วมันคืออดีต ผมให้ความสำคัญกับตอนนี้เท่านั้น ผมจะดูแลคุณกับลูกสาวของคุณให้ดีที่สุด”

“ขอบคุณค่ะ แล้วลูกชายของคุณ เขาจะกลับมางานของเราไหมคะ...”

ชัชรัณ หนุ่มหล่อทายาทคนเดียวของตระกูลวริศรักษ์ ลูกชายคนเดียวของเถกิงกับสินีภรรยาคนแรก ยังไม่รู้ว่าพ่อจะแต่งงานใหม่ ชายหนุ่มเป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้งผลิตภัณฑ์สปาแบรนด์ธารา กำลังมุ่งหน้าจากสนามบินมาโรงแรมที่พักเพื่อเก็บของ ก่อนจะไปที่งานจัดแสดงเพื่อประชุมกับพนักงานแนะนำสินค้า

กฤตนัยเพื่อนหนุ่มรุ่นพี่และหุ้นส่วนแบรนด์ธารามากับชัชรัณด้วยสีหน้าอ่อนใจเมื่อเห็นรุ่นน้องและหุ้นส่วนคนสำคัญนั่งมองล็อกเกตในมือ ภายในบรรจุภาพวัยเด็กของอีกฝ่ายกับสินีแม่แท้ๆที่ล่วงลับเมื่อหลายปีก่อน

ชัชรัณผูกพันกับแม่มาก ตั้งแต่จำความได้ เขามีแต่แม่ที่รักและอยู่ข้างๆเขาตลอด ส่วนเถกิงผู้เป็นพ่อ แม้จะอยู่บ้านเดียวกันมาตลอดชีวิต แต่เขากลับจำได้แต่ความเหินห่างและเย็นชา จนกลายเป็นปมและความเก็บกดที่พ่อแท้ๆไม่เคยรักหรือเอาใจใส่เขาเลยแม้แต่นิดเดียว

กฤตนัยเห็นหุ้นส่วนหนุ่มนั่งเหม่อก็ไม่อยากกวนใจ แต่สายเรียกเข้าจากเถกิงก็ทำให้ต้องเปลี่ยนใจ ชัชรัณไม่ได้ยี่หระเสียงเรียกเข้าจากพ่อ เดินหน้านิ่งเข้าโรงแรม ท่ามกลางสายตาสนใจใคร่รู้ของเหล่าพนักงาน

หน้าตาหล่อเหลาของชายเอเชียสองคนเป็นที่สะดุดตาสะดุดใจเหล่าพนักงาน แต่สำหรับโยทกาที่เพิ่งเอาชุดไทยเพื่อใส่ทำงานแนะนำสินค้าจากนุดี และกำลังพูดโทรศัพท์กับเซมและเจนจันทร์ สองพี่น้องเพื่อนซี้จากเมืองไทยให้ช่วยสืบเรื่องแม่เลิกขายขนม คงไม่ทันสังเกตเลยชนกับหนึ่งในสองหนุ่มอย่างจัง!

ชัชรัณนั่นเองที่ชนกับโยทกา และล็อกเกตเจ้ากรรมในกระเป๋าเสื้อโค้ทของเขาก็หล่นไปในถุงใส่ชุดไทยของเธอแบบไม่ได้ตั้งใจ กว่าชายหนุ่มทายาทตระกูลวริศรักษ์จะรู้ตัว หญิงสาวปริศนาที่ชนเขาก็ออกไปจากโรงแรมแล้ว

เหล่าพนักงานช่วยกันตามหาและเช็กกล้องวงจรปิด เลยได้รู้ว่าผู้หญิงที่ชนเขาก็คือญาติของนุดีพนักงานในโรงแรมซึ่งออกเวรไปแล้ว ชัชรัณหงุดหงิดมากเพราะรักและหวงแหนล็อกเกตของแทนใจจากแม่มาก แต่กำหนดการไปงานแสดงสินค้าเพื่อประชุมกับพนักงานก็ทำให้ต้องปล่อยไว้ก่อน

ล็อกเกตแกะสลักจากทองคำในถุงชุดไทยทำให้โยทกาแปลกใจมาก แต่เมื่อถามจากนุดีก็ได้ความว่าไม่ใช่เจ้าของ เธอเปิดดูภาพด้านในแล้วอดยิ้มไม่ได้ มั่นใจว่าคงมีคนลืมไว้ แต่เธอคงตามหาเจ้าของไม่ได้เวลานี้ เพราะต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่แนะนำสินค้าและประชุมกับเจ้าของแบรนด์เสียก่อน

ooooooo

จนแล้วจนรอด เจ้าของผลิตภัณฑ์แบรนด์ธาราก็มาไม่ถึงเสียที โยทกากับนุดีประจำที่บูธงานนานแล้ว จนกระทั่งเริ่มมีลูกค้าแวะเวียนมาสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ โยทกาเลยตัดสินใจนำเสนอสินค้าตามข้อมูลที่หามาเอง

ชัชรัณที่เสียเวลาตามหาล็อกเกตมาถึงงานช้า ถึงกับตะลึงเมื่อเห็นว่าบูธมีคนรุมล้อม แถมพนักงานแนะนำสาวก็อธิบายและแนะนำแบรนด์ธาราของเขาได้อย่างคล่องแคล่วและไม่มีที่ติ

กฤตนัยก็อึ้งไม่แพ้กัน ประทับใจมากเมื่อรู้จากชัชรัณว่าเขาไม่เคยให้ข้อมูลบริษัท แต่พนักงานแนะนำสาวคนนี้ก็ทำได้ดีทีเดียว ลูกค้ามีท่าทีสนใจผลิตภัณฑ์สปาจากเมืองไทยอย่างเห็นได้ชัด แต่เพียงไม่นานทั้งชัชรัณและกฤตนัยก็ต้องหน้าเสีย เมื่อจู่ๆก็มีชายหนุ่มแปลกหน้าเข้ามาป่วน!

เวนย์นั่นเองที่ผูกใจเจ็บโยทกาเพราะถูกหยาม บุกมาฉีกหน้าเธอถึงงานแสดงสินค้า โยทกาใจไม่ดีแต่ก็พยายามรับมือสุดความสามารถ แต่อันธพาลอย่างเวนย์ก็ฉวยโอกาสลวนลามเธอต่อหน้าคนในงานจนได้

ชัชรัณไม่รอช้า พุ่งไปดึงตัวหนุ่มอันธพาลออกจากตัวพนักงานสาว แนะนำตัวเสียงเข้ม

“ผมเป็นผู้บริหารแบรนด์ธารา ถ้าคุณได้รับความไม่สะดวกแจ้งผมได้ ผมจะจัดการให้”

“เซลส์ของคุณทำร้ายผม ผมต้องการเอาเรื่องให้ถึงที่สุด!”

“ถ้าอย่างนั้นผมก็จะฟ้องคุณกลับ เพราะการกระทำของคุณเข้าข่ายลวนลามพนักงานของผม ตอนนี้เวลาที่เสียไปคุณกำลังทำให้บริษัทของผมเสียโอกาสในการทำธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้านที่อาจเกิดขึ้นในเวลานี้ ผมมีแขกทุกท่านเป็นพยานและภาพหลักฐาน คุณแน่ใจนะว่าคุณมีความพร้อมจะชดเชยค่าเสียหายให้กับผม...”

พูดจบก็ชี้ไปที่กล้องวงจรปิดภายในงาน เวนย์เจอคนจริงก็ไม่กล้า

“ผมไม่ชอบเห็นคนเดือดร้อน ครั้งนี้ผมจะอภัยให้”

เวนย์สะบัดหน้าจากไปแล้ว พร้อมความแค้นมากกว่าเก่าที่ทำอะไรโยทกาไม่ได้ ชัชรัณไม่รู้ว่าสองหนุ่มสาวรู้จักกันมาก่อน หันไปสบตาเธอเหมือนจะปลอบใจ โยทกาจำหน้าเขาไม่ได้ รีบขอโทษที่ทำให้งานเสีย

“ขอโทษนะคะที่ดิฉันควบคุมอารมณ์ไม่ดีพอ”

“คุณทำดีที่สุดแล้ว”

โยทกาผละไปทำงานต่อทันทีด้วยความโล่งใจ ชัชรัณกับกฤตนัยมองตามด้วยความชื่นชม ประทับใจในความแกร่งและเก่งของพนักงานสาวคนนี้มาก จนถึงขั้นอยากจ้างไว้เป็นพนักงานประจำ ต่างจากนุดี มองหลานสาวคนเดียวด้วยความกังวล กลัวเวนย์จะตามจองล้างจองผลาญเพราะแค้นที่เอาคืนไม่สำเร็จ

“เวนย์มันเป็นคนอาฆาต มันต้องตามก่อกวนโยแน่ โยต้องระวังตัวนะ น้าเป็นห่วง”

“พรุ่งนี้โยกลับไทยคงไม่เจอกันอีกแล้ว...เรื่องไร้สาระ พอเวลาผ่านไปมันก็จะเป็นเรื่องธรรมดา...”

“น้าขอบใจโยมากนะที่อุตส่าห์มาช่วย”

“เทียบกับที่น้าดีคอยดูแลโยมาตลอดจนถึงวันนี้ แค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ ขอบคุณน้าดีมากนะคะ ถ้าไม่มีน้าคอยช่วยดูแล โยคงไม่มีวันคว้าปริญญามาได้”

“น้าแค่ช่วยเรื่องที่กินที่อยู่ แต่ความมุ่งมั่นอยากพิสูจน์ตัวเองต่างหากทำให้โยมีวันนี้”

“ตอนมาจากเมืองไทยโยมีค่าเท่ากับศูนย์ กลับไปนี้โยจะสร้างค่าให้ตัวเองด้วยความสามารถ จะทำให้แม่ภูมิใจ”

“แม่เขาจะต้องภูมิใจในตัวโยมาก น้าก็เหมือนกัน”

“โยรักน้าดีนะคะ...กลับเมืองไทยไปหาโยกับแม่ด้วยนะคะ”

ooooooo

คำเตือนของนุดีกลายเป็นจริงในเวลาไม่นาน เวนย์อาฆาตโยทกาจริงๆและบุกไปขโมยเงินและหนังสือเดินทางของเธอจากห้องล็อกเกอร์และนัดให้เธอไปพบเพื่อเอาคืน

โยทการีบไปพบและเกือบพลาดท่าถูกขืนใจ ถ้าชัชรัณจะไม่ผ่านมาเห็นแล้วช่วยไว้เสียก่อน เวนย์ถูกต่อยจนคว่ำ โยทกาไม่ยอมแจ้งความและผลุนผลันจากไปพร้อมหนังสือเดินทางและกระเป๋าเงินที่ดึงจากกระเป๋าเสื้อของเวนย์ ชัชรัณมองตามงงๆ ก่อนจะหน้าเครียดเมื่อถูกเวนย์เป่าหู

“มันเป็นอีตัว...วันก่อนมันหลอกเอาเงินผมไป ที่บูธนั่นผมตั้งใจจะเอาเรื่องมันแต่คุณมาขัดซะก่อน มันบอกผมว่าจะคืนเงิน พอผมมาถึงมันก็แหกปาก เป่านกหวีด คิดแล้วเชียวว่ามันต้องใช้วิธีเดิมๆอีก ผมประมาทเอง”

ชัชรัณทำหน้าไม่อยากเชื่อ ท่าทางของพนักงานสาวคนนั้นไม่เหมือนผู้หญิงขายบริการ

“คุณไปถามผู้ชายในเมืองนี้ ใครๆก็รู้จักโยทกาทั้งนั้น โดนกันมาหมดแล้ว ป้ายยา ขโมยของ ยัยนี่ มันเอาหมด”

“ถ้าคุณจะแจ้งความ...”

เวนย์ร้อนตัว รีบพูด “ขืนแจ้งก็เท่ากับประจานความโง่ตัวเอง โดนหลอกซ้ำซ้อน เสียเงิน เจ็บตัวอีก ถ้ามันมาตีสนิทก็ระวังตัวหน่อยนะครับ พวกมีเงินไม่เคยรอดมือยัยนี่สักราย!”

โยทกาไม่สนใจว่าเวนย์จะใส่ร้ายเธอแค่ไหน ผละมากับบ๊อบเพื่อนหนุ่มคนสนิทที่มารับเธอไปอำลาแม่ก่อนกลับ แต่ไม่ทันได้ออกจากงาน ก็เจอชัชรัณและกฤตนัยสองหนุ่มเจ้าของแบรนด์ธาราเสียก่อน

ชัชรัณจำหมวกของพนักงานสาวได้ จำได้แม่นว่าเป็นหมวกของคนที่ชนเขาในโรงแรมและอาจเป็นจังหวะที่ล็อกเกตของแม่หายไป โยทกาไม่ได้สังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขา และเมื่อรู้เรื่องล็อกเกตก็คืนให้แต่โดยดี

“ฉันไม่รู้ว่าเป็นของคุณ เลยไม่รู้จะเอาไปคืนใครที่ไหน”

สีหน้าของเจ้าของล็อกเกตเหมือนไม่ค่อยเชื่อ และครั้งนี้โยทกาก็สัมผัสได้เลยแกล้งพูด

“ฉันเก็บของคืนให้คุณได้ ได้ของแล้วก็เดินไปเฉยๆเหรอคะ”

ชัชรัณมองมานิ่งๆ ก่อนจะควักเงินให้ปึกใหญ่ โยทการับมาแล้วฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

“เงินทั้งหมดนี่ไม่ใช่ค่าน้ำใจฉัน แต่เป็นค่ามารยาทของคุณ!”

สองหนุ่มสาวคงจะมีเรื่องกันแล้ว ถ้ากฤตนัยจะไม่ถลามาขวาง

“ขอโทษนะครับ ผมกับเพื่อนมีธุระต้องรีบไป ขอบคุณนะครับที่ช่วยเก็บสร้อยมาคืนเพื่อนผม”

“ยินดีค่ะ...ที่ยังมีผู้ชายที่มีมารยาทที่ดีอยู่ในสังคม”

จบเรื่องล็อกเกตเจ้าปัญหา โยทกาก็ต้องปวดหัวเรื่องบ๊อบขอแต่งงานอีก ความจริงคือเขาไม่ได้จะพาเธอมาหาแม่ แต่พามาบ้านเพื่อขอแต่งงาน หญิงสาวลำบากใจมากเพราะไม่เคยคิดกับเขามากกว่าเพื่อนเลย

“โยต้องกลับไปดูแลแม่ บ๊อบก็รู้นี่ว่าโยตั้งใจไว้แบบนั้น”

“ถ้าโยแต่งงานกับผม เราก็รับแม่คุณมาอยู่ที่นี่ เริ่มต้นชีวิตใหม่ ทิ้งอดีต...มีชีวิตที่สงบอย่างที่คุณฝันไว้นะโย”

ooooooo

ชัชรัณเคืองไม่หายที่ถูกผู้หญิงหน้าสวยหลอก กฤตนัยเข้าใจความรู้สึกดีและไม่อยากกวนใจ ผละไปถ่ายรูปร้านอาหารกึ่งผับส่งให้กิ่งกาญจน์น้องสาวและคู่หมายของชัชรัณ

กฤตนัยกับกิ่งกาญจน์ไม่ใช่ลูกแท้ๆของคุณหญิงละออง ทั้งสองเป็นลูกบุญธรรมที่ถูกรับมาเลี้ยงเพราะคุณหญิงมีลูกไม่ได้ สองพี่น้องเติบโตมาด้วยกันราวกับพี่น้องแท้ๆ คุณหญิงละอองรักและหวงแหนสองพี่น้องมาก หวังสิ่งดีที่สุดให้เสมอ โดยไม่รู้เลยว่ากฤตนัยแอบหลงรักกิ่งกาญจน์มาตั้งแต่เด็ก

แต่เพราะรู้ดีว่ากิ่งกาญจน์มีใจให้ชัชรัณเพื่อนวัยเด็ก กฤตนัยเลยเก็บงำความลับนี้ไว้ ไม่ยอมเผยให้ใครรู้ และตามดูแลน้องสาวนอกไส้คนนี้ตลอดตามประสาพี่ชายแสนดี อย่างเช่นวันนี้ที่เขารู้ว่ากิ่งกาญจน์มีนัดสัมภาษณ์โชว์บ้านที่เชียงรายกับคุณหญิงละออง เลยโทร.ไปหาเพื่อถามไถ่

ชัชรัณไม่ได้สนใจเรื่องคู่หมายนัก กฤตนัยต้องเจ้ากี้เจ้าการบอกให้พูดสายด้วย

“เหนื่อยไหมครับ ให้สัมภาษณ์นิตยสารเรียบร้อยหรือยัง”

“กิ่งบอกชัชไปเหรอคะ หรือว่าพี่กฤตบอก”

“เรื่องของกิ่ง ผมจะไม่สนใจได้ยังไง”

น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความอบอุ่นของชัชรัณทำให้กิ่งกาญจน์ปลื้มใจ แต่ไม่ทันได้ถามเรื่องเขาบ้าง คู่หมายหนุ่มก็ขอวางสาย คุณหญิงละอองได้ยินว่าลูกสาวคุยกับว่าที่ลูกเขยก็อดถามไม่ได้

“ตาชัชโทร.มาเหรอ แล้วเขาเคยพูดเรื่องหมั้นบ้างหรือยัง”

“ยังค่ะ...ช่วงนี้เรากำลังจะเจาะตลาดยุโรป ชัชคงรอให้บริษัทนิ่งก่อนน่ะค่ะ”

“ลูกแม่จะแก่เกินมีหลานน่ะสิ กิ่งก็ใจเย็นเกินไปเดี๋ยวพวกผู้หญิงติดนอมาวุ่นวายจะลำบาก”

“ถ้าเขาอยากไป กิ่งก็ห้ามไม่ได้ค่ะคุณแม่”

“แต่ตาชัชเป็นของกิ่ง กิ่งจะปล่อยให้ตาชัชหลุดมือไปไม่ได้!”

น้ำเสียงดุดันทำให้กิ่งกาญจน์หน้าเสีย คุณหญิงละอองรู้ตัวว่าจริงจังเกินไป ปลอบเสียงอ่อน

“แม่ไม่อยากให้กิ่งเสียใจนะลูก”

“กิ่งรู้ว่าคุณแม่กับอาสินีเป็นเพื่อนรักกัน แม่รักก็อยากให้ลูกรักด้วย แต่ถ้าชัชเขารู้สึกว่ากิ่งไม่ใช่...”

“กิ่งชอบตาชัชตั้งแต่เด็ก แม่พูดถูกใช่ไหม...แม่เลี้ยงกิ่งมา แม่รู้ใจกิ่งพอๆกับรู้ใจตัวเองนะลูก วันที่ชัชถูกนงนิจทิ้ง...กิ่งปลอบใจ ดูแลจนวันนี้กิ่งเป็นคนรักของตาชัช สิ่งที่ได้มาไม่ง่าย กิ่งคงไม่ปล่อยมันไปง่ายๆใช่ไหมลูก...”

ooooooo

คำขอแต่งงานของบ๊อบทำให้โยทกาหนักใจ แม้รู้ดีว่าข้อเสนอของเขาจะทำให้เธอเริ่มต้นใหม่ได้จริงๆ แต่คำปรามาสในอดีตสมัยกรรณิการ์แม่ของเธอยังขายบริการและถูกเพื่อนร่วมอาชีพแขวะ ยังลอยไปมาในหัว

โยทกายังจำได้ดี ตอนนั้นเธอยังเด็กและได้ยายละมุดอดีตนางเอกลิเกเพื่อนข้างบ้านช่วยปกป้อง

“เด็กมันรักแม่ก็เรื่องของมัน ผู้ชายไม่มาหาแล้วอย่าพาลเว้ย...สันดาน”

“ที่ดัดจริต...เพราะอยากตามแม่ไปทำงานสิมึง” เหมียวโสเภณีปากเปราะสวน

“อีเหมียว มึงอย่าปากชั่วให้มันมากนักนะ เด็กมันยังเล็ก”

“หลานก็ไม่ใช่ แค่เด็กเอามาจ้างเลี้ยง จะรักจะโอ๋อะไรมันนักหนา แม่เป็นยังไง ลูกก็ต้องอย่างนั้น ไม่ได้ดีไปกว่าแม่มันหรอก แม่มันขาย...ลูกก็ต้องเป็นเหมือนกัน!”

ยายละมุดโมโห คว้ามีดมาขู่ เหมียวกลัววิ่งหนีไป

“อีปากขยะ อย่าให้กูได้ยินมึงว่านังโยมันอีกนะ กูจะฟาดให้ปากแหกเลย!”

โยทกาได้ยินเสียงคนด่าแม่ก็ร้องไห้ ยายละมุดต้องดึงตัวมากอดปลอบ

“ช่างหัวมัน ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องร้องนะลูก ยายอยู่ทั้งคนจะไม่ให้ใครรังแกโยนะลูก”

คำปลอบอ่อนโยนของยายละมุดทำให้โยทกาเงียบเสียงลง ก่อนจะถูกกล่อมนอนด้วยกลอนจากวรรณคดี

“เห็นแก้วแวววับที่จับจิต ไยไม่คิดอาจเอื้อมให้ถึงที่ เมื่อไม่เอื้อมจะได้อย่างไรมี อันมณีฤาจะโลดไปถึงมือ อันของสูงแม้ปองต้องจิต ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้หรือ”

“อยากเป็นคนดีต้องมุ่งมั่นทำดี ถ้าโยคิดทำพูดแต่สิ่งดี...สักวันจะได้ดี”

“ดีลูก...ถ้าใครมาด่าเรา ฟังแล้วก็ช่างหัวมัน พอเวลาผ่านไปมันก็จะเป็นเรื่องธรรมดา”

โยทกานิ่วหน้า ยังไม่เข้าใจคำว่าธรรมดา ยายละมุดต้องอธิบายเสียงอ่อน

“มันคือความเป็นปกติ วันนี้พี่เหมียวว่าโย แต่ตอนนี้เขาไม่ได้ว่าโยแล้ว มันผ่านมาแล้ว พอมันผ่านไปทุกอย่างก็จะเป็นเรื่องธรรมดา ตอนนี้โยโกรธ เกลียด ร้องไห้เพราะพี่เหมียวอีกไหม”

คำสอนของยายละมุดทำให้โยทกาสงบลง ส่ายหน้าสัญญาจะไม่โกรธเหมียวอีก

“แล้วต่อไปถ้าคนอื่นพูดไม่ดีกับแม่ กับโย...โยจะทำยังไง”

“ช่างหัวมันค่ะยาย เดี๋ยวมันก็เป็นเรื่องธรรมดา”

โยทกายิ้มบางๆเมื่อคิดถึงคำสอนของยายละมุด ไม่รู้ป่านนี้อดีตนางเอกลิเกที่มีบุญคุณกับเธอจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่ก่อนจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ เซมกับเจนจันทร์ก็โทร.บอกเรื่องแม่ของเธอเสียก่อน

“ตอนนี้แม่แกไม่ได้อยู่ห้องเช่าแล้วนะ ย้ายไปคอนโดไฮโซแล้ว พ่อเลี้ยงแกไม่ธรรมดานะโย คุณเถกิง วริศรักษ์ ประธานบริษัทวริศรักษ์ ทำธุรกิจอสังหา...รวยม้าก!”

“ทำไมแม่ไม่บอกฉัน...นี่เจนไปถามแม่มาเหรอ”

“ไปเม้าท์กับเพื่อนที่เป็นเซลบริษัทวริศรักษ์มา เขาว่าคุณป้าได้ห้องชุดหรูกลางเมืองเป็นของขวัญแต่งงานด้วย!”

ooooooo

ข่าวคราวของแม่จากเพื่อนรักทั้งสองทำให้โยทกาตัดสินใจจะกลับเมืองไทยเพื่อหาความจริง แต่บ๊อบกลับไม่เข้าใจและคิดว่าเธอจะทิ้งเขาและไม่กลับมาออสเตรียอีกแล้ว

“คุณจะไม่กลับมา...คุณรักผมบ้างไหมโย”

โยทกาลำบากใจมาก แต่ก็จำต้องพูดความรู้สึกจริงๆ

“เราเป็นเพื่อนกันเถอะนะ”

“สักวันคุณจะรักผม...ผมเชื่ออย่างนั้น แค่คุณอยู่ที่นี่...กับผม”

“โยอยู่ที่นี่ไม่ได้ อย่าดื้อเลยบ๊อบ”

“ผมไม่อยากเสียคุณไป อยู่กับผมนะโย”

“แม่สำคัญที่สุดสำหรับโย...ไม่ใช่คุณ!”

พูดจบก็หอบข้าวของไปสนามบิน แต่บ๊อบก็ตามขัดขวาง จนเธอต้องหนีกระเซอะกระเซิงออกไปตามลำพัง เลยเกือบชนเข้ากับรถคันหนึ่งอย่างจัง!

รถของชัชรัณกับกฤตนัยนั่นเองที่มีกำหนดการกลับเมืองไทยในวันเดียวกัน สองหนุ่มไม่ทันตั้งตัว เมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งโผล่จากข้างทาง โดยเฉพาะชัชรัณที่กำลังหัวเสียเพราะผ่องยายแท้ๆกับเพ็ญศรีน้าและ

ลูกสาวบุญธรรมของผ่องโทร.มาปั่นหัวและยั่วยุเรื่องเถกิงพ่อของเขาจะแต่งงานใหม่

โยทกามีสีหน้าแตกตื่นและขอให้ช่วยเหลือ แต่ชัชรัณที่มีชนักปักหลังถูกเธอหลอกเลยจะไม่ช่วย กฤตนัยทนไม่ไหว ลงไปชกต่อยกับบ๊อบจนเกือบเอาตัวไม่รอด โชคดีที่ชัชรัณเปลี่ยนใจและช่วยไว้ทันเวลา

บ๊อบถูกสองหนุ่มรุมล้มไปกองกับพื้น โยทกาไม่รอช้า มั่นใจว่าเพื่อนหนุ่มคนสนิทไม่ถึงแก่ชีวิต ก็พุ่งตัวไปนั่งรอในรถของสองหนุ่มทันที เพราะอยากขอติดรถไปสนามบินด้วย ชัชรัณจะค้านแต่ก็ถูกเธอดักคอ

“ฉันไม่มีอาวุธและตัวเล็กกว่าคุณ ถ้าฉันจะทำร้ายคุณได้ก็คงต้องเลาะกระดูกตัวเองมาแทงคุณแล้วล่ะ”

การร่วมทางของสองหนุ่มหนึ่งสาวไปสนามบินทำให้ทั้งสามได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการในที่สุด โยทการำคาญสายตาดูถูกของชัชรัณมาก แต่เห็นว่าเป็นผู้มีพระคุณเลยไม่อยากต่อปากต่อคำ แต่เมื่อได้ยินเสียงเขาคุยโทรศัพท์กับใครบางคนจากกรุงเทพฯแล้วพาดพิงถึงแม่ของเธอก็อดหูผึ่งไม่ได้

ผ่องกับเพ็ญศรีนั่นเองที่โทร.มาย้ำเรื่องว่าที่เมียคนใหม่ของเถกิงที่ชื่อว่ากรรณิการ์ อรุณชาติ!

“มีคนยืนยันว่าผู้หญิงคนนั้นเคยเป็นพวกเมียเก็บ พ่อของหลานเหยียบย่ำเกียรติของวริศรักษ์ พามันออกงานสังคม ตอนนี้ใครๆก็พูดว่าแม่คนนี้จะมาแทนที่แม่ของหลาน ถ้าวิญญาณของสินีรับรู้คงจะเสียใจ”

“ใจเย็นๆนะครับคุณยาย”

“ชัชต้องกลับมาจัดการเรื่องนี้นะลูก อย่าให้มันทำลายชื่อเสียงตระกูลเรา”

“ผมจะรีบกลับเมืองไทยให้เร็วที่สุดครับคุณยาย”

ชัชรัณวางสายจากเมืองไทย พร้อมความโกรธที่พลุ่งพล่านจนเผลอเหยียบคันเร่งตลอดทาง กฤตนัยเป็นห่วงพยายามขอเปลี่ยนขับแทนแต่ชัชรัณไม่ยอม แถมพูดจาดูถูกว่าที่เมียใหม่ของพ่อต่างๆนานาจนโยทกาทนไม่ไหว ต้องพูดจากระทบกระเทียบต่อว่าเขาที่ใจแคบ ตัดสินคนอื่นทั้งที่ไม่เคยรู้จักกัน

คำพูดยียวนของเธอทำให้ชัชรัณหัวเสีย หยุดรถกะทันหันและจะเอาเรื่อง

“คุณไม่พอใจอะไรฉันก็พูดมาเลย!”

“คุณช่วยฉันที่งานนั่น ฉันขอบคุณ แต่หลังจากที่ฉันคืนล็อกเกตให้ คุณก็ทำหน้าโบท็อกซ์ออกฤทธิ์ หน้าตึงเปรี๊ยะ! ทุกครั้งที่ฉันพูด...กล้ามเนื้อมุมปากคุณต้องกระตุกตลอดเวลา คุณมีปัญหาอะไรกับฉันพูดมาเลย!”

“ผมเกลียดที่สุดคือผู้หญิงที่หาเงินทางลัด...อย่าให้ผมหงุดหงิดจนจับคุณส่งตำรวจดีกว่า คุณจะเดือดร้อน”

คำขู่ของเขาไม่ได้ทำให้โยทกาสะทกสะท้าน รู้ทันด้วยซ้ำว่าเขาคงได้ยินเรื่องบ้าๆพวกนี้มาจากเวนย์ ท่าทางนิ่งไม่ปฏิเสธของชัชรัณทำให้โยทกาถอนใจยาว หยิบกระเป๋าเอาหนังสือเดินทางมาโชว์

“ฉันไม่อยากให้คุณเสียหน้านะ แต่ฉันก็ไม่อยากเห็นคุณเสียรู้ กระเป๋าที่คุณเห็นว่าฉันเอาจากมัน เป็นกระเป๋าใส่พาสปอร์ตของฉันที่มันขโมยไป มันใช้วิธีสกปรกตามตื๊อฉัน”

โยทกายกนิ้วปิดนามสกุลของเธอไว้แบบเนียนๆ ก่อนจะหยิบมือถือโชว์ข้อความจากเวนย์ที่ส่งให้เธอ

“ส่วนเงินนั่นมันขโมยเงินฉันไป คุณคงไม่คิดว่าฉันจะหลอกให้มันถ่ายรูปกับพาสปอร์ตฉันเพื่อแบล็กเมล์ แล้วพิมพ์ข้อความส่งให้ตัวเองหรอกนะ ดูเวลาด้วยนะคะว่ามันส่งมาตอนไหน”

ชัชรัณถึงกับอ้าปากค้างที่ถูกเวนย์ปั่นหัว โยทกาเห็นเขานิ่งก็ไม่อยากซ้ำเติม แต่ก็ไม่วายเหน็บ

“มีอะไรสงสัยอีกไหมคะ ฉันจะได้ชี้แจง อีกเรื่องที่คุณต้องรู้นะ เวนย์...ผู้ชายที่คุณช่วยมันเป็นแมงดา และทำทุกอย่างที่ผิดกฎหมาย ถ้าคุณไม่เชื่อ เราไปหาตำรวจด้วยกันก็ได้นะ ตำรวจทุกคนรู้จักมัน”

ooooooo

เรื่องของเวนย์จบไปแล้ว ชัชรัณหน้าแตกแต่ก็ยอมขอโทษ แต่โยทกายังไม่พอใจแค่นั้น ถือโอกาสเตือน สติเรื่องเขามีอคติกับผู้หญิงที่ชื่อกรรณิการ์ อรุณชาติ

“ฉันเป็นผู้หญิงเหมือนกับคนที่คุณพูดถึง ผู้ชายที่พูดถึงผู้หญิงด้วยถ้อยคำแย่ๆ มันดูไม่ใช่สุภาพบุรุษนะคะ”

“แต่ผมจะเป็นสุภาพบุรุษต่อเมื่ออีกฝ่ายคือสุภาพสตรีเท่านั้น ไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้น”

น้ำเสียงเหยียดหยามของเขาทำให้โยทกาโกรธมาก เงื้อมือตบหน้าเขาเต็มแรง

“คุณเป็นบ้าอะไร! เดือดร้อนอะไรกับคนที่คุณไม่รู้จัก”

“ก็ไม่ต่างกับที่คุณหูเบา รังเกียจฉันเพราะเชื่อคำคนที่คุณไม่รู้จักไง”

“แต่นี่มันเป็นเรื่องส่วนตัวของผม เหตุผลของผมที่ไม่จำเป็นต้องอธิบายกับคุณ”

โยทกาหน้าตึง โมโหมากเพราะไม่ชอบให้ใครพูดถึงแม่เสียๆหายๆ แต่ที่ทำได้ก็แค่สวนกลับ “ถ้าคุณฟังอะไรด้วยอคติ คุณไม่มีทางพูดถึงสิ่งนั้นด้วยเหตุผลเหมือนที่คุณตัดสินว่าฉันเป็นขโมยโดยไม่หาความจริง!”

ชัชรัณคงมีเรื่องกับโยทกาอีกรอบ ถ้ากฤตนัยจะไม่ห้ามทัพไว้แล้วยื่นคำขาดขอเป็นคนขับรถเอง

คณะจำเป็นมาถึงสนามบินโดยปลอดภัยหลังจากนั้น โยทกาขอบคุณกฤตนัยที่ช่วยเหลือและคอยไกล่เกลี่ยตลอด ก่อนจะผละเข้าสนามบิน แต่ไม่วายทิ้งท้ายกับชัชรัณว่าเธอกับเขาคงได้เจอกันอีกในไม่ช้า...

โยทกากลับถึงเมืองไทยในวันต่อมา และโผล่ไปเซอร์ไพรส์เซมกับเจนจันทร์ถึงห้องพัก ขออยู่ด้วยสักพักเพื่อตั้งหลักเพราะยังไม่อยากเผชิญหน้ากับแม่เวลานี้ ส่วนชัชรัณได้เจอหน้ากรรณิการ์ว่าที่แม่ใหม่ของเขาในวันเดียวกับที่ไปถึง โดยมีผ่องกับเพ็ญศรีคอยตามเสี้ยมตลอดเวลา

กรรณิการ์หรือชื่อเดิมกัญชลิการ์มองหน้าว่าที่ลูกเลี้ยงหนุ่มด้วยแววตานิ่งสงบ พร้อมรับมือเต็มที่

“คราวหลังไม่ต้องไหว้ก็ได้นะคะ ดิฉันไม่ถือ”

“ยกมือไหว้โดยไม่ต้องมีความเคารพ ผมทำได้ครับ...คุณรู้จักผมได้ยังไง”

“คุณเถกิงเคยให้ดิฉันดูรูปของคุณชัชครั้งหนึ่งค่ะ”

เพ็ญศรีรอจังหวะอยู่แล้ว ถือโอกาสแดกดันกรรณิการ์

“คงเป็นความสามารถพิเศษนะคะ เรื่องความว่องไว... จดจำไว...เข้าใจไว...เรื่องจับก็คงไวมากเหมือนกัน”

กรรณิการ์รู้ดีว่าถูกพูดกระทบแต่ก็ไม่หวั่น ชัชรัณเลยแกล้งพูดยั่วประสาท

“ผมแปลกใจมาก แค่ไปคุยงานไม่กี่วัน คุณพ่อก็จะแต่งงานใหม่ คุณต้องมีอะไรที่พิเศษจริงๆ”

คำพูดส่อนัยบางอย่างของชัชรัณทำให้กรรณิการ์หายใจไม่ทั่วท้อง แต่ไม่ทันคิดคำพูดโต้ เพ็ญศรีก็กระหน่ำซ้ำเติมถึงกำพืดต่ำต้อย รวมถึงอาชีพแม่ค้าขายขนมของเธอ ด้วยว่าไม่คู่ควรกับตระกูลเก่าอย่างวริศรักษ์

“ฟังน้ำเสียงคุณเพ็ญศรี พวกคุณกำลังคิดว่าอาชีพแม่ค้าจะมีเกียรติไม่พอใช่ไหมคะ”

ชัชรัณโต้แทนน้าสาว “สำหรับผม...อาชีพที่มีเกียรติคือคนที่ทำมาหากินด้วยความสุจริต แม้แต่ยามหรือแม่บ้านก็มีเกียรติเพราะเขาเอาความสามารถเข้าแลกเงิน ไม่ใช่เอาร่างกายเข้าแลกอย่างไร้ศักดิ์ศรี”

“ฉันนึกไม่ค่อยออก คุณกรรณิการ์พอจะรู้ไหมคะว่าอาชีพที่เอาร่างกายแลกเงินมันคืออาชีพอะไร”

คำถามของเพ็ญศรีทำให้กรรณิการ์ถึงกับอึ้ง แต่ไม่ทันพูดอะไร เถกิงก็โผล่มาตอบแทน

“อดีตมันไม่สำคัญเท่าปัจจุบัน เขาคือคนที่พ่อเลือกให้ยืนอยู่เคียงข้าง”

“พ่อจะหยิบใครมาเชิดชู ผมไม่เคยสนใจ แต่ถ้าจะมายืนที่ของแม่ก็ควรจะเป็นคนที่คู่ควร”

“แกควรเคารพการตัดสินใจของพ่อ”

“ผมพร้อมจะเคารพถ้าพ่อเลือกคนที่สร้างค่าให้ตัวเองด้วยสองมือ ไม่ใช่ใช้ทางลัดเพื่อกอบโกย”

เถกิงโกรธมาก จะเอาเรื่องลูกชายคนเดียว กรรณิการ์ต้องรั้งไว้

“ไม่เป็นไรค่ะ...คุณชัชเป็นคนตรงดี ไม่ซับซ้อน แบบนี้กรรณวางตัวง่าย ไม่อึดอัด...ขอบคุณนะคะที่พูดตรงๆ”

ooooooo

กรรณิการ์แยกกลับบ้านไป ทิ้งให้สองพ่อลูก เคลียร์กันตามลำพัง โดยมีผ่องกับเพ็ญศรีคอยเสี้ยมเหมือนเคย ส่วนโยทกาไม่ได้สนใจเรื่องไหน นอกจากไปสมัครงานที่บริษัทของชัชรัณเพื่อสืบเรื่องว่าที่พ่อเลี้ยง โดยมีเซมกับเจนจันทร์เป็นผู้ช่วย แล้วเธอก็ได้พบกับกิ่งกาญจน์และกฤตนัยโดยบังเอิญที่นั่น

ท่าทางคล่องแคล่วและเป็นมิตรของโยทกาถูกชะตากิ่งกาญจน์มาก กฤตนัยก็รู้สึกไม่ต่างกัน ทั้งสองเลยอยากจะรับเข้าทำงาน แต่ก็กลัวชัชรัณจะไม่เห็นด้วยเพราะเคยมีเรื่องกันมาก่อน

ชัชรัณยังไม่รู้ตัวว่าโยทกาจะเปิดศึก มัวตั้งรับศึกภายในบ้านเพราะถูกผ่องกับเพ็ญศรีเป่าหูตั้งแต่เด็กยันโตว่าชีวิตเขาไม่มีใครทั้งนั้น นอกจากสินีแม่ผู้ล่วงลับ

“บางครั้งยายก็ดีใจที่แม่สินีจากไป ดีกว่าอยู่ให้พ่อเราทำร้ายจิตใจครั้งแล้วครั้งเล่า แก้วเนื้อบางที่ถูกผู้ชายที่เป็นสามีกระทบกระแทกนับครั้งไม่ถ้วน เห็นคนที่รักต้องทนทุกข์ ยายเจ็บจนไม่อยากหายใจ ทุกวันนี้ยังอยู่ก็เพื่อชัชเท่านั้น”

พูดพลางลูบหัวชัชรัณหลานชายคนเดียว “ชัชคือวริศรักษ์คนสุดท้าย เกียรติยศที่คุณทวดสร้างสมมา มันคือความดีงามที่ยายและชัชต้องรักษา เราอยู่บนฟ้าอย่าลงไปเกลือกกลั้วกับโคลนตม อย่าหลงผิดเหมือนที่ชัชเคยเป็น...”

คำพูดของผ่องทำให้ชัชรัณคิดถึงอดีต ตอนเขาหลงผิดหลงรักนงนิจจนเธอตั้งท้อง เขาคิดจะแต่งงานด้วยแต่กลับต้องอกหักรักสลายเมื่อพบว่าเธอตั้งท้องกับผู้ชายอีกคน

เถกิงเห็นว่าเรื่องชักจะไปกันใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องกรรณิการ์ที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับสินีเมียเก่าและแม่ของชัชรัณ เลยพยายามจะอธิบาย ทั้งเรื่องความรู้สึกของเขาและเรื่องเครื่องเพชรที่ดูท่าจะเป็นสาเหตุหลักให้ผ่องกับเพ็ญศรีเป็นเดือดเป็นร้อน กลัวสมบัติเก่าจะถูกส่งต่อให้กรรณิการ์

ชัชรัณไม่ติดใจเรื่องพ่อจะให้เขาดูแลเครื่องเพชรของแม่ แต่อยากรู้เรื่องแต่งงานใหม่มากกว่า

“พ่อจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น พ่อรู้จักหัวนอนปลายเท้าเขาดีแล้วเหรอ”

เถกิงไม่ตอบคำถามนั้น แต่หันไปพูดกับผ่องและเพ็ญศรี

“อีกสองอาทิตย์ข้างหน้า ผมจะจัดงานแต่งงานที่บ้านนี้ครับ ถ้าสะดวกขอเชิญร่วมงานนะครับ”

“สั่งหรือแจ้งให้ทราบ”

“ผมไม่กล้าสั่งคุณท่านหรอกครับ”

“ถ้าเธอไม่กล้า เธอจะใช้บ้านนี้จัดงานโดยไม่ขออนุญาตฉันเหรอ ยางข้าวบ้านนี้มันคงไม่มากพอให้สำนึก”

“บุญคุณของคุณท่านผมไม่เคยลืม...ผมต้องการให้เป็นงานที่ไม่เอิกเกริก แต่ถ้าคุณท่านไม่อนุญาตผมก็คงต้องจัดงานที่โรงแรม...แบบนั้นก็คงจะเงียบไม่ได้”

ผ่องเงียบกริบ เถกิงเลยถือเป็นคำตอบรับ “ขอบคุณนะครับที่คุณท่านอนุญาต”

ooooooo