advertisement

ปัญญาชนก้นครัว ตอนที่ 12

บทประพันธ์ ว.วินิจฉัยกุล บทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ปณธี
26 พ.ย. 2555 10:14

หลังการจากกันอย่างเศร้า...และเจ็บปวดที่บ้านชื่นฤทัยแล้ว ทั้งเอมิกาและวเรศต่างก็ทำงานหามรุ่งหามค่ำเหมือนจะให้ลืมความเจ็บปวดท่ีฝัง ลึกอยู่ก้นบึ้งหัวใจ

วเรศทำงานจนหลับไปคาโต๊ะ ส่วนเอมิกาก็เขียนบทละครรวดเดียว 23 ตอน จบภายในไม่กี่วัน

คืนนี้ นงลักษณ์มาเจอเอมิกานั่งเหม่ออีกแล้ว ถามเพื่อนว่าเป็นอะไร กลับถูกย้อนถามว่า

“นง...แก เคยรักใครไหม ฉันอยากรู้ว่าเวลาที่เรารักใคร เราจะรู้สึกยังไง?” นงลักษณ์ถามว่าทำไมถามแบบนี้ “เออ...ฉันถามเพราะฉันกำลังงงกับตัวละครที่ฉันเขียนอยู่น่ะสิ”

“ความจริงไอ้คำถามนี้ แกน่าจะตอบได้ดีกว่าฉันนะ ตอนแกรักไอ้ป่อง แกรู้สึกยังไงล่ะ...” เห็นเพื่อนเงียบเลยดักคอ “อย่าบอกนะว่าแกไม่ได้รักไอ้ป่อง”

“เฮ้ย ไม่ใช่! แต่ความรักของฉันกับป่อง มันไม่ เหมือนกันกับความรักในเรื่องที่ฉันกำลังเขียน นางเอก ของฉันมีแฟนแล้ว แต่กำลังสับสน เพราะเขาคิดว่าเขา รักพระเอก”

“นางเอกแกนี่มันหลายใจจริงๆ แล้วพระเอกของแกรักนางเอกรึเปล่าล่ะ” เธอบอกว่าไม่แน่ใจ นงลักษณ์ฟันธงว่า “แต่ฉันว่ารักว่ะ” เอมิกาตื่นเต้นมาก ถามว่า ทำไมคิดแบบนั้น “เพราะว่าเขาเป็นพระเอกไง พระเอกยังไงก็ต้องรักนางเอก”

เหตุผลแบบกำปั้นทุบดินของนงลักษณ์ ทำเอา

เอมิกาเซ็ง แต่พอนั่งคิดแล้วก็ถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม...

ooooooo

วันนี้ ชื่นฤทัยถามพีรพลว่าจะให้อรวิลาสหมั้นกับวเรศเลยดีไหม พีรพลไม่เห็นด้วยเพราะทั้งสองไม่ได้รักกัน เธอก็ตะแบงไปว่าไม่รักกันแต่อยู่ๆก็รักกันเองแหละ

“มันไม่ง่ายแบบนั้นหรอกคุณชื่น เราไม่สามารถไปบังคับให้ใครรักกับใครได้ ถ้าเขาไม่ได้ชอบพอกัน ผมว่าคุณควรจะเลิกล้มความคิดนี้เสียที”

ชื่นฤทัยยืนกรานไม่เห็นด้วย อ้างว่าอรวิลาสนั้นเป็นประเภทที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่ได้คนดีๆมาดูแลตนก็นอนตายตาไม่หลับ แล้วรวบรัดว่า “น้องอรต้องได้แต่งงานกับหลานตั้มคนเดียวเท่านั้น ฉันจะไปพูดกับลูก!”

เมื่อไปพูดกับอรวิลาสที่ห้องนอน ชื่นฤทัยแทบช็อกเมื่ออรวิลาสที่เคยแต่ตามใจแม่ ทำตามแม่สั่งทุกอย่าง แต่คราวนี้เธอแข็งข้อ ไม่ยอมหมั้นกับวเรศ เพราะตนกับเขาไม่ได้รักกัน เมื่อถูกแม่หว่านล้อมแกมบังคับ อรวิลาสพรั่งพรูความอัดอั้นว่า

“ตลอดชีวิตของอร ตั้งแต่อรเกิด อรไม่เคยมีสิทธิ์เลือกหรือตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆ แม่บังคับอรให้ไปตามเส้นทางที่แม่ขีดไว้ แม่ไม่เคยถามเลยสักครั้งว่าอรอยากทำรึเปล่า แม่คิดว่าสิ่งที่แม่ชอบ อรต้องชอบด้วย อะไรที่แม่เกลียด อรต้องเกลียดด้วย แต่ครั้งนี้...อรจะไม่ทำตามที่แม่สั่งอีกแล้ว”

“น้องอร...” ชื่นฤทัยผงะตกใจ แล้วกลายเป็นโมโหที่ลูกแข็งข้อกับตน

หนูอ้อยได้ยินเสียง วิ่งไปบอกพีรพลว่า “คุณพ่อขา คุณแม่กับพี่อรทะเลาะกันใหญ่แล้วค่ะ” พีรพลตกใจรีบไปดู

อรวิลาสยังคงพูดไม่หยุดอย่างอัดอั้นมานาน พูดอย่างมีเหตุผลจนไม่น่าเชื่อว่าอย่างเธอจะพูดได้

“การแต่งงาน คือการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต เราต้องอยู่กับคนที่เรารักและรักเรา ไม่ใช่อยู่กับคนที่แม่เลือกให้ แล้วต้องไม่มีความสุขไปตลอดชีวิต”

“ทำไมลูกถึงได้โง่แบบนี้!! นี่แม่อุตส่าห์หาคนดีๆอย่างหลานตั้มมาให้ ลูกก็ยังไม่เอาอีก”

“แม่ก็คิดแต่แบบนี้! แต่แม่ไม่เคยคิดเลยว่าเวลาอรไปกับพี่ตั้ม อรอายมากขนาดไหน มันเหมือนอรไปวิ่งไล่จับผู้ชายที่เขาไม่ได้รักอร...อรต้องการคนที่รักอร คนที่อยากปกป้องและดูแลอร อรจะเลือกคนที่อรจะแต่งงานด้วยตัวอรเอง แม่เลิกยุ่งกับชีวิตอรเสียที!!”

ชื่นฤทัยตบหน้าอรวิลาสฉาดใหญ่ เป็นจังหวะที่พีรพลกับหนูอ้อยมาเห็นพอดี ทั้งสองตกใจมาก อรวิลาสมองหน้าแม่อย่างเจ็บปวดแล้ววิ่งเตลิดไป เห็นพีรพลกับหนูอ้อยมองตาม เธอสั่ง

“ไม่ต้องตาม!! ในเมื่อมันปีกกล้าขาแข็งก็ปล่อยมันไป...ไปเลย! อยากไปไหนก็ไป” แล้วตะโกน “แล้วก็ไม่ต้องกลับมาหาฉันอีก!” สิ้นเสียงตะโกนก็หน้ามืดวูบไปจนพีรพลเข้ามาประคองเกือบไม่ทัน

ooooooo

รุ่งขึ้น วเรศไปเยี่ยมชื่นฤทัยที่โรงพยาบาล เธอยังไม่รู้สึกตัว พีรพลเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง ขอให้เขาช่วยตามหาอรวิลาสให้ด้วย วเรศรับปากว่าเรื่องนี้ ตนจะจัดการเอง

ออกจากห้องพักคนป่วย วเรศโทร.เข้ามือถืออรวิลาสทันที แต่ไม่มีคนรับสาย หนูอ้อยยืนลุ้นอยู่ เสนอว่าลองโทร.ไปถามปองเทพดู วเรศไม่มีเบอร์ “งั้นก็โทร.หาพี่ชะเอมสิคะ เพราะว่าพี่ชะเอมเป็นแฟนกับพี่ป่อง” หนูอ้อยแนะ

วเรศบาดใจแปล๊บ...แต่ก็ลองดู แต่พอโทร.เข้ามือถือของเอมิกา เธออยู่ที่ท่ารถตู้ พอเห็นชื่อเขาก็กดทิ้งทันที บอกตัวเองว่า “ต้องตัดใจ...ต้องตัดใจให้ได้!!”

เมื่อโทร.ไปไม่รับสาย เขาจึงไปที่บ้านของนงลักษณ์ รปภ.โรงงานบอกว่าทั้งสองคนไม่อยู่ นงลักษณ์ไปส่งเอมิกาที่ท่ารถไปราชบุรี วเรศอึ้งไปครู่หนึ่ง ตัดสินใจตามไปทันที

ไปถึงท่ารถตู้ เห็นเอมิกากำลังขึ้นรถตู้พอดี เขาวิ่งเข้าไปดันประตูไว้ไม่ให้ปิดแล้วเรียกเธอให้ลงมา เดี๋ยวนี้

เมื่อเอมิกาไม่ยอมลง เขายื่นมือเข้าไปฉุด ยื้อยุดกันอยู่อย่างนั้น จนคนขับขอร้องว่าอย่าทำให้ผู้โดยสาร อื่นเสียเวลาเลย อีกคนก็บอกว่า “ยอมผัวไปเหอะเจ๊ จะได้จบๆ พวกเราจะได้ไปเสียที” อีกหลายคนยุวเรศว่า “ลากลงไปเลยเพ่”

เอมิกาเห็นท่าเรื่องจะไปกันใหญ่จึงยอมลง วเรศหันไปขอบคุณทุกคนแล้วจูงมือเธอไป

พอรถตู้แล่นออกไป เอมิกาฟึดฟัดใส่เขาถามว่าทำไมไม่ปล่อยตนไปเสียที วเรศสวนไปว่าตนไม่อยากมายุ่งด้วยหรอก แต่ตอนนี้อรวิลาสหนีออกจากบ้าน โทร.หาเธอก็ไม่รับสาย จะโทร.ถามปองเทพก็ไม่มีเบอร์เลยต้องตามมาถึงนี่

เอมิกาบอกว่าตนปิดเครื่อง เขาถามว่าปิดเครื่องหรือไม่รับสายเพราะกลัวคู่หมั้นจะเข้าใจผิดกันแน่!

พูดถึงปองเทพแล้วก็อดประชดไม่ได้ว่า คิดจะบอกบ้างไหมว่าปองเทพเป็นคู่หมั้น พูดแล้วตัดบทเองอย่างน้อยใจว่า

“แต่ความจริงเธอไม่จำเป็นต้องอธิบายก็ได้ เพราะฉันไม่รู้อีกนั่นแหละว่าคำพูดไหนของเธอ...เรื่องไหนเป็นเรื่องจริง เรื่องไหนเป็นเรื่องโกหก เพราะคนอย่างเธอเล่นละครตลอดเวลา”

“ฉันจะเป็นคู่หมั้นของใครมันก็ไม่เกี่ยวกับคุณ!!”

“นั่นสินะ มันไม่เกี่ยวกับฉัน เพราะว่าเราเป็นแค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญมารู้จักกันเท่านั้น”

เป็นคำประชดกึ่งตัดพ้อที่ทำให้ต่างก็อึ้งไป เอมิการีบเปลี่ยนเรื่องเอาโทรศัพท์ออกมาบอกว่า “ฉันจะโทร.หาป่อง”

ooooooo

อรวิลาสอยู่กับปองเทพจริงๆทั้งคู่นั่งกันอยู่ริมแม่น้ำ อรวิลาสบอกว่าตนไม่รู้จะโทร.หาใครนอกจากเขาคนเดียว เขาถามว่าเธอไม่สบายใจเรื่องอะไรหรือ เห็นอึกอักเลยบอกว่ายังไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่สบายใจลองแผดเสียงออกมาดังๆแล้วจะรู้สึกโล่งขึ้น

ทีแรกอรวิลาสไม่กล้าทำบอกว่าอายเขา ปองเทพติงว่าทำไมต้องแคร์ด้วย เราไม่ได้ทำร้ายใครสักหน่อย แล้วยุให้เธอลองทำดู พอเธอลองแผดเสียงออกมาก็รู้สึกโล่งขึ้นมาจริงๆ ปองเทพถามว่าจะเล่าให้ตนฟังได้หรือยังว่าเป็นอะไร

ขณะนั้นเอง มีโทร.เข้ามือถือ ปองเทพเห็นชื่อ “เอม” เขาไม่กล้ารับ จนเธอบอกว่ารับสายก่อนก็ได้

“ไม่ครับ ตอนนี้คุณอรสำคัญกว่า...ตกลงคุณอรเป็นอะไรครับ?”

อรวิลาสยังไม่ทันเล่า ก็มีเสียงเมสเสจดังขึ้นอีก ปองเทพเอามือถือขึ้นกดอ่าน “ป่องอยู่กับคุณอรรึเปล่า ถ้าอยู่ฝากบอกคุณอรด้วยว่าตอนนี้คุณชื่นอยู่โรงพยาบาล” ปองเทพตกใจ มองหน้าอรวิลาสอย่างกังวล

เมื่อรู้ข่าวแม่อยู่โรงพยาบาล อรวิลาสรีบไปขอโทษทันที ชื่นฤทัยดีใจมากที่ลูกกลับมา ไม่พูดเรื่องแต่งงานกับลูกแต่หันไปพูดกับวเรศแทน ชายหนุ่มปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่า ตนรักอรวิลาสอย่างน้องสาวเท่านั้น เมื่อถูกหว่านล้อม เขาขอให้เธอหายก่อนค่อยคุยกันดีกว่า

แต่ชื่นฤทัยรอไม่ได้ พอออกจากโรงพยาบาลก็ไปปรึกษาวิยะดาที่บ้าน ว่าอยากให้วเรศหมั้นกับอรวิลาสเพราะเห็นทั้งสองสนิทสนมกันดี และครอบครัวเราทั้งสองก็ปรองดองกันดี ยิ้มอย่างมีความหวังขณะพูดทิ้งท้ายว่า

“น้องอยากให้เราเป็นทองแผ่นเดียวกัน เข้าทำนองว่าเรือล่มในหนองทองจะไปไหน คุณพี่เห็นเป็นยังไงคะ”

ตกกลางคืน เมื่อวเรศกลับบ้าน วิยะดาเรียกไปคุยทันที เขาบอกแม่ว่าตนรักอรวิลาสเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง ถูกแม่ถามประชดว่าแล้วเห็นอดีตแม่บ้านของชื่นฤทัยเป็นคนรักงั้นหรือ! ยื่นคำขาดว่า

“ถ้าลูกพูดออกมาว่าลูกไม่ได้รักชะเอม แม่ก็จะไม่พูดเรื่องของเขาอีก พูดมาสิ พูดออกมาให้แม่ได้ยิน” เห็นวเรศนิ่งก็สรุปเอาเองว่า “นี่ลูกไม่กล้าพูดเหรอ...ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมตัวหมั้นกับน้องอรได้เลย!!” จากนั้นโทร.ไปหาชื่นฤทัย บอกอย่างชื่นมื่นว่า “น้องชื่น เรื่องที่เราคุยกันวันนี้ พี่เห็นด้วย”

ooooooo

นงลักษณ์ถูก ดร.เพี้ยนเรียกไปมอบงานของกระทรวงที่วเรศรับโครงการมาคือทำแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวในคอนเซปต์เวดดิ้ง เพราะเห็นเธอเป็นคนกว้างขวาง

“ได้ค่ะ นงรับรองว่าจะไม่ทำให้ด็อกเตอร์ผิดหวัง และมหาวิทยาลัยเสียชื่อเสียงเด็ดขาด” นงลักษณ์ดีใจมาก

นงลักษณ์วางตัวเอมิกาให้เป็นนางแบบในงานนี้ แต่พอถึงวันถ่ายทำ นายแบบเกิดเบี้ยวไม่มาตามนัด นงลักษณ์เห็นวเรศยืนเท่อยู่ เลยไปขอให้เขามาเป็นนายแบบแทน ให้เหตุผลน่าฟังว่า

“คุณตั้มเป็นถึงเลขาท่านรัฐมนตรี การที่คุณตั้มจะเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วยตัวเองจะทำให้แคมเปญนี้ดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น คุณตั้มช่วยนงเถอะนะคะ”

เอมิกาหงุดหงิดที่นงลักษณ์ให้มาเป็นนางแบบโดยไม่บอกว่าเป็นงานของวเรศ ยิ่งเมื่อถึงเวลาถ่ายทำเจอวเรศมาเป็นนายแบบอีก เธอก็เซ็งจนแทบจะถอดใจ ต่างพูดประชดกันว่า ถ้ารู้ก่อนว่าต้องมาถ่ายคู่กันก็จะไม่รับงานนี้

เพราะมีอารมณ์ต่อต้านกัน ทำให้การถ่ายแบบแข็ง เกร็ง เซ็ง และชืด ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนเป็นคู่รักกัน จนนงลักษณ์ต้องเข้าไปจัดท่าให้ใกล้ชิดกัน แต่หน้าตาทั้งคู่ก็ยังไร้อารมณ์ไม่เหมือนเป็นคู่รักกันเลย

เอมิกาเกิดหมั่นไส้วเรศที่เก๊กนัก เลยแกล้งเป็นฝ่ายกระทำใกล้ชิดถึงเนื้อถึงตัวเขา เอนหน้าซบไหล่เขา จนวเรศหายเกร็ง โพสท่าเป็นธรรมชาติขึ้นเหมือนเป็นคนรักกันจริงๆ บรรยากาศผ่อนคลาย การถ่ายทำราบรื่นขึ้นเรื่อย จนถึงช็อตสุดท้าย นงลักษณ์จับทั้งคู่หันหน้าเข้าหากันอย่างใกล้ชิดจนเอมิกาเขินหน้าแดงซ่าน

นงลักษณ์ชอบใจมาก สั่งชัยพรรัวชัตเตอร์ไปเลย วเรศกับเอมิกาอยู่ใกล้ชิดกันนานจนเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ปากกับปากเกือบสัมผัสกันโดยไม่รู้ตัว

ปองเทพมาดูอยู่ เขากำมือแน่นอย่างไม่พอใจมาก จนทนไม่ได้พุ่งเข้าไปกระชากวเรศออกมาต่อยจนเลือดกบปาก วเรศเสียหลักล้มลง ทุกคนช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น!

นงลักษณ์กับชัยพรช่วยกันลากปองเทพไปสงบสติอารมณ์อีกมุมหนึ่ง นงลักษณ์ถามว่าเป็นบ้าไปแล้วหรือ ต่อยวเรศทำไม ปองเทพพูดอย่างรับไม่ได้ว่า เอมิกาเป็นแฟนตนแล้ววเรศไปทำท่าแบบนั้นได้ยังไง น่าจะคิดบ้าง

“พวกฉันน่ะคิด แกต่างหากที่ไม่คิด ถึงแกจะไม่พอใจยังไง แกก็ไม่มีสิทธิ์ไปทำร้ายเขา!!” นงลักษณ์โมโหมาก

ส่วนเอมิการีบเอากระดาษจะซับเลือดที่มุมปากให้วเรศ เขาเบือนหน้าหลบบอกว่าไม่ต้อง ตนทำเอง เธอจึงขอโทษเขาแทนปองเทพ วเรศบอกว่าไม่เป็นไร ตนไม่โกรธ คิดว่าเขาคงหวงเธอมาก แล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ “โดนซะบ้างก็ดี” พูดแล้วลุกเดินไป เธอถามว่าจะไปไหน? “เป็นแผลแบบนี้คงถ่ายกันต่อไม่ได้แล้วล่ะ ฝากขอโทษนงแทนฉันที”

นงลักษณ์พยายามใจเย็นถามปองเทพว่าที่ต่อยวเรศ เพราะทำตัวเป็นหมาหวงก้างใช่ไหม

ถูกนงลักษณ์จี้ใจดำจังๆ ปองเทพก็ว้าวุ่นแก้ตัวติดอ่างพัลวันว่าตนไม่ได้เป็นแบบนั้น ถูกนงลักษณ์จับได้ว่าโกหก เพราะเขาโกหกทีไรเป็นต้องติดอ่างอย่างนี้ทุกที คาดคั้นถามว่า “แกรักไอ้เอมรึเปล่า?” ทั้งยังเงื้อหมัดจะต่อยด้วย

ปองเทพปากแข็งได้ไม่นานก็ยอมรับว่า “ฉัน...ไม่ได้รักเอมแล้ว”

“แกมันเป็นไอ้ขี้ขลาด แกไม่รักเอม แล้วทำไมแกไม่บอกมัน แกจะกั๊กมันไว้ทำไมหา!”

“ฉันไม่ได้กั๊ก ฉันแค่ไม่แน่ใจ ก็เลยยังไม่ได้บอกเอม”

“งั้นฉันจะบอกให้แกแน่ใจได้เลยว่า แกรักคุณอร แกไม่ได้รักเอม!! ฉันเห็นอาการแกมานานแล้ว ถ้าแกไม่ได้รักเอม อย่าไปกั๊กมัน ปล่อยให้มันได้รู้จักตัวเอง ได้ทำตามใจตัวเองบ้าง ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เคลียร์กับเอมซะ!”

ปองเทพเครียดหนัก แต่ก็ไปเคลียร์กับเอมิกา ยอมรับว่าที่ผ่านมาตนคิดว่าเธอเป็นทุกอย่างของตน แต่มาวันนี้ยอมรับว่า “มันไม่ใช่...ที่เราคิดแบบนั้น มันเกิดจากความเคยชินที่เรามีเอมอยู่ข้างๆ มันทำให้เราเข้าใจว่านั่นคือความรัก ทำให้เรานึกไปว่าเรารักเอม แต่พอเราได้เจอคุณอร...เราถึงได้รู้ว่า กับเอมมันคือความรู้สึกแบบเพื่อน แต่กับคุณอร...มันมากกว่านั้น”

เห็นเอมิกาเงียบไป ปองเทพหน้าเสีย บอกเธอว่าจะด่าว่าตบเตะตนยังไงก็ได้ ตนรู้ว่าผิด ขอโทษด้วย

“ความจริง เราก็รู้สึกแบบเดียวกับป่อง...แต่ป่องกล้าหาญมากกว่าเราที่กล้าพูดความจริงออกมา ไม่เป็นไรป่อง เรามาเป็นเพื่อนกันก็ได้”

ทั้งสองกุมมืออย่างเข้าใจกัน ปองเทพขอบใจเธอ ส่วนเรื่องวเรศตนขอโทษด้วยที่วู่วามมากไป

“ไม่เป็นไร ป่องไปขอโทษคุณตั้มเถอะ” ต่างยิ้มให้กันด้วยความรู้สึกดีๆ

ooooooo

เคลียร์กับเอมิกาเรียบร้อยแล้ว แต่มีปัญหาเข้ามาทำให้ปั่นป่วนอีกจนได้ เมื่อปองเทพถูกคุณพ่อพาไปบ้านชื่นฤทัย เพื่อบอกและเชิญชื่นฤทัยและพีรพลไปงานแต่งงานของเขา

ปองเทพไม่รู้อีโหน่อีเหน่ถามว่าพ่อพูดอะไร ตนยังไม่ได้คิดอะไรเลย แต่ไม่มีใครสนใจเพราะชื่นฤทัยก็อยากบอกข่าวดีของตนเต็มทีว่า อรวิลาสก็กำลังจะแต่งเหมือนกัน เลยถือโอกาสเชิญเสียตรงนี้เลย

อรวิลาสตกใจ งงไปอีกคน เพราะเจ้าตัวไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทั้งปองเทพและอรวิลาสต่างรู้สึกแย่ไม่แพ้กัน...

ตกเย็น อรวิลาสไปเดินเศร้าในสวน ถามตัวเองน้ำตาคลอว่า ป่องจะแต่งงานแล้วจริงๆ หรือ พลันก็สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเขามาเกาะประตูรั้วเรียก บอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย เห็นเธอเดินหนีเขาตัดสินใจปีนขึ้นไป

อรวิลาสไม่ยอมเปิดประตูและไม่ยอมคุยด้วย ปองเทพไม่รู้จะทำอย่างไร เลยตะโกน “ผมรักคุณครับคุณอร!” อรวิลาสตกใจสวนไปว่าอย่ามาล้อเล่น ตนไม่สนุกด้วย เพราะเขากำลังจะแต่งงาน

“พ่อผมเขาคิดเอง ผมไม่ได้รู้เรื่องด้วย แล้วอีกอย่างตอนนี้สถานภาพผม ‘โสด’ ครับ ไม่มีพันธะ จะให้ผมสาบานก็ได้” อรวิลาสบอกว่าไม่ต้องสาบาน เพราะถึงเขาจะโสดแต่ตนก็ต้องหมั้นกับพี่ตั้มอยู่ดี ปองเทพหน้าสลดพูดเสียงอ่อยว่า

“ผมรู้ครับ และผมก็ไม่ได้คิดจะแย่งคุณมาจากคุณตั้ม ผมแค่อยากให้คุณรู้ว่าผมรู้สึกยังไง ในเมื่อคุณรู้แล้ว ผมก็จะไปและไม่กลับมาให้คุณเห็นหน้าอีก”

ปองเทพปีนประตูรั้วลงไป แต่ใจไม่อยู่กับตัวเลยก้าวพลาดหล่นตุ้บลงไป อรวิลาสตกใจเปิดประตูออกไปดู พบเขานอนหมดสติไปแล้ว ประคองเขาขึ้นมาร้องไห้พร่ำเรียก

“นายป่อง...อย่าเป็นอะไรนะ ป่อง...ป่อง...ทำไมนายไม่ฟื้น ไม่...นายต้องไม่ตาย ฉันรักนาย...ฉันรักนาย ฮือๆๆ”

ที่แท้ปองเทพเจ้าเล่ห์แกล้งทำเป็นหมดสติ พอได้ยินเธอบอกว่า “ฉันรักนาย” ก็ลืมตาใสปิ๊งขึ้นทันที

อรวิลาสเขินมาก เมื่อรู้ว่าใจตรงกันแล้ว จึงทำใจกล้าพากันเข้าไปหาชื่นฤทัยและพีรพล สารภาพว่าเรารักกัน

ชื่นฤทัยทำใจไม่ได้ ขอตัวลุกไปข้างนอก พีรพลเดินตามไป ชื่นฤทัยถามว่า “ฉันจะทำยังไงดี?”

“ยกเลิกงานหมั้นน้องอรกับหลานตั้ม” พีรพลเสนอ เธอถามว่าแบบนี้ตนจะเอาหน้าไปไว้ไหน “คุณรักหน้าคุณหรือรักลูกมากกว่ากัน” ชื่นฤทัยตอบโดยไม่ต้องคิดว่าก็ต้องรักลูกมากกว่าสิ

“ถ้าคุณรักน้องอร...คุณต้องทำ! ที่ผ่านมาน้องอรทำเพื่อคุณมาตลอด ครั้งนี้คุณต้องทำเพื่อลูก คุณเห็นแววตาน้องอรเมื่อกี้ไหม ตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่ ผมไม่เคยเห็นแววตาที่มีความสุขของน้องอรเท่ากับครั้งนี้ การที่จะได้เจอคนที่เรารักและรักเรามันไม่ใช่เรื่องง่าย ในเมื่อลูกได้เจอแล้ว เราก็ควรสนับสนุน แล้วอีกอย่าง นายป่องก็ไม่ได้เสียหายอะไร เป็นถึงลูกพลตำรวจโท มีฐานะ มีหน้าตาในสังคมอย่างที่คุณต้องการ”

เมื่อกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ชื่นฤทัยเอ่ยกับปองเทพอย่างสุขุมเยือกเย็นเยี่ยงผู้ใหญ่ที่มีเมตตาว่า

“ปกติก็มีแต่หลานตั้มที่เข้านอกออกในบ้านนี้ตลอด ฉันก็เลยอยากฝากฝังลูกสาวฉันให้กับเขา ฉันไม่คิดว่าจะมีใครมารักลูกสาวฉันจริงจัง ถ้าอย่างนั้น ฉันฝากน้องอรด้วยนะ”

อรวิลาสกับปองเทพมองหน้ากันดีใจมาก เธอโผเข้ากอดแม่ด้วยความรัก ขอบคุณแม่ที่เข้าใจตน พีรพลกับหนูอ้อยนั่งดูอยู่ ต่างปลื้มปีติกับบรรยากาศแห่งความสุขในครอบครัว...

เมื่อวเรศรู้ข่าวนี้จากอรวิลาส เขาแสดงความยินดีกับเธอ และแอบมีความหวังกับเอมิกาขึ้นมาในใจ

ooooooo

การตัดสินประกวดบทละครเพื่อชิงรางวัลไปศึกษาต่อที่อเมริกาตามโครงการของ ดร.เพี้ยน เสร็จสิ้นแล้ว ผู้ผ่านเข้ารอบสองคนสุดท้ายคือ บทละครของอภิเชษฐ์กับของเอมิกา แต่เมื่อประกาศรางวัลที่ 1 ปรากฏว่าเอมิกาได้ เพื่อนๆพากันเฮ ปรบมือดีใจกับเธอ อภิเชษฐ์แสดงความยินดีกับเธอตามมารยาท

แล้วทุกคนก็ต้องแปลกใจ เมื่อเอมิกาขอคืนรางวัลนี้แก่ด็อกเตอร์ ทำเอา ดร.เพี้ยนงง ถามว่าตนหูฝาดไปรึเปล่าเนี่ย!

“ด็อกเตอร์ไม่ได้หูฝาดค่ะ ตอนแรกเอมอยากได้รางวัลนี้มาก มันคือความฝันของเอม แต่หลังจากที่เอมไปเป็นคนใช้ เอมก็ไม่ต้องการรางวัลอะไรอีก เพราะสิ่งที่เอมได้กลับมา มันยิ่งใหญ่กว่ารางวัล มันคือรางวัลแห่งชีวิตค่ะ”

ทั้งนงลักษณ์ ชัยพร อภิเชษฐ์ ดร.เพี้ยน และคนอื่นๆ ต่างอึ้งกับคำพูดของเอมิกา

“อาชีพคนใช้...อาชีพที่ใครๆ อาจไม่เห็นคุณค่าแต่มันกลับทำให้เอมได้เรียนรู้สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เอมได้เรียนรู้ว่า เราควรรักในอาชีพตัวเอง...เอมได้รู้จักการให้...ได้รู้จักการช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน...และที่สำคัญ มันทำให้เอมได้รู้ว่า มนุษย์ทุกคนมีค่าในตัวเอง ไม่ว่าเขาจะทำอาชีพอะไร”

ทุกคนซาบซึ้งกับสิ่งที่เอมิกาพูด ดร.เพี้ยนถึงกับน้ำตาไหล เอ่ยอย่างตื้นตันใจว่า

“แม่ชะเอม...ในที่สุด เธอก็เข้าใจแก่นแท้ของชีวิตจริงๆเสียที คำพูดของเธอ ทำให้ฉันตื้นตันหัวใจ” พูดเสร็จก็ปรบมือ ทำให้ทุกคนปรบมือตาม เอมิกายิ้มอย่างภาคภูมิใจ เอ่ยกับด็อกเตอร์ว่า

“ด็อกเตอร์คะ...เอมคิดว่า คนที่ทุ่มเทมากและเหมาะสมกับรางวัลนี้ก็คือ...อภิเชษฐ์ค่ะ”

“ขอบใจมากนะเอมิกา” อภิเชษฐ์ยิ้มเต็มหน้าด้วยความดีใจ

เอมิกาพยักหน้า ยื่นมือออกไปจับมืออภิเชษฐ์ที่ยื่นมาตรงหน้า ต่างยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตรเป็นครั้งแรก ท่ามกลางเสียงปรบมือของอาจารย์และเพื่อนๆ

เสร็จงานแล้ว นงลักษณ์เดินออกมากับเอมิกาและชัยพร นงลักษณ์เอ่ยขึ้นว่า “ฉันภูมิใจในตัวแกจริงๆ เอม” ชัยพรบอกว่าตนก็รู้สึกเช่นนั้น บ่นว่า เสียดายที่ปองเทพไม่ได้อยู่ด้วย

“มันอยู่ในช่วงพิสูจน์รักเลยต้องจัดหนักจัดแน่น” นงลักษณ์เหน็บเพื่อนนิดๆ แล้วทำกระแอมกระไอมาทางเอมิกา “ว่าแต่เรื่องของแกกับคุณตั้มล่ะ ป่องโทร.มาบอกว่าคุณอรคุยเคลียร์กับคุณตั้มแล้ว นั่นเท่ากับว่าคุณตั้มเป็นอิสระ ไม่มีพันธะกับใครทั้งนั้น”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ฉันกับคุณตั้มจะเป็นยังไง ฉันไม่อยากจะคิดอะไรทั้งนั้น ว่าจะกลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อนและถ้าคุณตั้มถามหาฉัน แกก็ไม่ต้องบอกนะว่าฉันอยู่ไหน”

พอเอมิกาเดินแยกไป นงลักษณ์กับชัยพรก็มองหน้ากันอย่างเห็นใจเพื่อน...

บ่ายนี้เอง ขณะนงลักษณ์เดินอยู่ในมหาวิทยาลัย เธอตกใจเมื่อเห็นวเรศเดินตรงมาหา เขาถามทันทีว่า

“ชะเอมล่ะครับ” นงลักษณ์บอกว่ากลับบ้านไปแล้ว เขาตกใจ “กลับบ้าน!? กลับไปที่ไหนครับ”

“ฉันบอกคุณไม่ได้หรอกค่ะขอโทษด้วยนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ ถ้าคุณได้มีโอกาสคุยกับชะเอม ฝากบอกเขาด้วยว่าผมมีเรื่องอยากจะคุยกับเขา ผมกลับล่ะครับ” วเรศจากไปอย่างผิดหวัง นงลักษณ์ได้แต่มองอย่างเห็นใจที่ไม่อาจช่วยอะไรเขาได้มากกว่านี้

เอมิกาเพิ่งไปถึงสนามบิน ก็ได้รับโทรศัพท์จากนงลักษณ์บอกว่า

“คุณตั้มถามหาแก เขาบอกว่า เขามีเรื่องจะคุยกับแก เห็นแล้วสงสารว่ะ หน้าเขาจ๊อย...จ๋อย...ฉันถามว่ามีอะไรกับแกไหม เขาก็ไม่ตอบ”

เล่าแล้วเห็นปลายสายเงียบไป นงลักษณ์ถาม “แล้วเรื่องคุณตั้มแกจะทำยังไงต่อไปวะ”

เอมิกาได้แต่ถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม...

ooooooo

บ้านผู้ว่าฯอุทยานที่เชียงใหม่ เอมิกากำลังนั่งเหม่อใจลอยกับคำพูดตัดสัมพันธ์ของวเรศ พ่อกับแม่เดินเข้ามาคุยอย่างยิ้มแย้มยินดีว่า พอรู้ว่าลูกจะกลับมาอยู่บ้าน แม่ก็รีบจัดห้องให้ด้วยตัวเองเลย

พ่อกับแม่ให้เล่าละครเรื่องที่เธอส่งเข้าประกวด เธอบอกว่าเขียนเรื่องเกี่ยวกับคนใช้ พอถูกซักไซ้ก็เลี่ยงไม่ตอบ จนพ่อกับแม่ปรารภกันว่ารู้สึกลูกซึมๆเหงาๆ อุทยานบอกว่าอาทิตย์หน้าจะจัดงานเลี้ยงขอบคุณทีมงานที่ช่วยเกี่ยวกับการจัดพืชสวนเมืองหนาว งานนี้ตนจะสร้างความประทับใจให้แขกโดยให้ลูกร้องเพลงโชว์ด้วย

พีรพลได้รับเชิญไปงาน เขาพาครอบครัวตัวเองและครอบครัวอรทัยกับคุณแป๊ะไปด้วย พวกคนใช้ในบ้านก็ได้ยกโขยงไปกันทั้งหมด

เอมิกาแต่งตัวเตรียมร้องเพลงเซ็งๆ อยู่ในห้อง คนใช้มาเคาะประตูบอกว่าคุณนายให้มาเรียนว่าแขกมากันแล้ว

เมื่อได้เวลา เอมิกาในชุดสาวชาวเหนือถือร่มคันเล็กน่ารักบังหน้าตัวเองออกมาร้องเพลง มีแดนเซอร์เต้นอย่างสวยงามอยู่ข้างหลัง อุทยานบอกชื่นฤทัยอย่างภูมิใจว่า นี่คือการแสดงเล็กน้อยจากลูกสาวตน

เอมิกาแทบช็อก เมื่อออกมาเห็นวเรศและครอบครัวชื่นฤทัย อรทัย คุณแป๊ะรวมทั้งบรรดาคนรับใช้ในบ้าน ชื่นฤทัย ทุกคนมองขึ้นมาบนเวทีกันตาไม่กะพริบ!

แต่...การแสดงต้องดำเนินต่อไป เธอร้องเพลงและเต้นน่ารัก โดยมีร่มคอยปิดบังหน้าไปมา พอร้องเพลงจบก็ทำเฉไฉเข้าหลังเวทีไปกับพวกแดนเซอร์ ถูกอุทยานเรียกมาแนะนำให้รู้จักแขก เธอไม่มีทางเลี่ยง กลั้นใจเดินไปที่โต๊ะ

พอทุกคนเห็นหน้าเธอเต็มตาก็มองตาค้าง โดยเฉพาะ วเรศ เขารู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน เมื่อมารู้ความจริงในนาทีนี้ว่าเอมิกาคือลูกสาวของผู้ว่าฯอุทยาน เขามองเธออย่างตัดพ้อ น้อยใจ เสียใจ ที่เธอปกปิดความจริงตนตลอดมา

เมื่อความลับแตกแล้วเช่นนี้ ทำให้เอมิกาจำต้องเล่าความจริงทั้งหมดให้พ่อกับแม่ฟัง เธอไหว้ขอโทษพ่อกับแม่และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการปลอมตัวเป็นคนใช้ และสร้างเรื่องโกหกตลอดมา

“ไม่เป็นไรเลยจ้ะ หนูชะเอม...เอ๊ย...หนูเอม น้าไม่ถือโทษโกรธเคือง น้าเข้าใจถึงความจำเป็นของหนูดีทุกอย่าง ไม่มีใครโกรธหนูเอมเลยใช่ไหม”

ทุกคนพยักหน้า ยกเว้นวเรศที่นั่งหน้านิ่ง อุทยานตำหนิลูกสาวว่าทำอะไรไม่รู้จักคิด ถามพวกชื่นฤทัยว่า ลูกสาวตนไปสร้างความเดือดร้อนอะไรให้หรือเปล่า ทุกคนเลยเล่าความมีน้ำใจและไหวพริบการแก้ปัญหาที่แต่ละคนได้รับจากเอมิกา

สมพิศ บรรจง นาก และจุ่น ต่างชมเป็นเสียงเดียวกันว่า เอมิกาช่วยงานพวกตนมาก ทำงานอย่างอดทน ขยัน มีน้ำใจ

คุณแป๊ะจีบปากจีบคอเล่าอย่างปลื้มใจว่า เอมิกาแก้ไขสถานการณ์เก่ง ตนเจอปัญหาตอนจัดแฟชั่นก็ได้เธอนี่แหละช่วยจัดการทุกอย่างจนผ่านไปด้วยดี

ทั้งอรวิลาส อรทัย และอเนก ก็ผลัดกันชมเอมิกา ที่สำคัญคือชื่นฤทัยเอ่ยอย่างปลาบปลื้มว่า

“หนูเอมยังทำให้ครอบครัวของชื่นกลับมารักแล้วก็ดีกัน” หนูอ้อยก็บอกว่าพี่เอมเคยช่วยชีวิตตนไว้ด้วย

พีรพลเสริมว่า เธอเป็นคนกล้าหาญมาก บอกว่า ท่านโชคดีมากที่มีลูกสาวอย่างนี้

จะมีก็แต่วเรศที่ยังทำใจไม่ได้ เขานิ่งฟังทุกคน แล้วค่อยๆเดินเลี่ยงออกไป จนเมื่อจะถ่ายรูปหมู่ไว้เป็นที่ระลึก จึงรู้ว่าเขาหายไป เอมิกาออกไปเดินหา เจอเขาเดินหงอยๆเศร้าๆอยู่ที่สวนด้านนอก เมื่อเธอเข้าไปหา ถูกเขาตัดพ้อต่างๆนานาว่า ทำไมเธอไม่บอกความจริงว่าตัวเองเป็นลูกใคร

เอมิกาแก้ตัวว่าตนไม่มีโอกาสจะบอก เขาไม่เชื่อ พูดอย่างเหนื่อยใจว่า

“ฉันเหนื่อย...เหนื่อยที่ต้องมานั่งคิดว่า อันไหนคือเรื่องจริง หรืออันไหนที่คุณกำลังเล่นละคร”

“ฉันไม่เคยคิดว่าคุณเป็นคนโง่เลยนะคุณตั้ม ฉันบริสุทธิ์ใจกับคุณมาตลอด ลองนึกให้ดีว่าฉันเคยพยายามจะบอกความจริงกับคุณ แต่คุณไม่เชื่อ คุณต่างหากที่มองฉันในแง่ร้าย เพราะคุณเกลียดฉัน!”

หนุ่มสาวโต้เถียงกันทั้งด้วยเหตุผลและอารมณ์แง่งอน จนเอมิกาตัดบทเดินหนี บอกว่าอยากจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเขาให้หมด ถูกวเรศดึงกลับมาถามว่า “อยากลืมฉันมากใช่ไหม” พอเธอตอบว่าใช่เท่านั้น เขาจูบปากเธออย่างแรงทันที จูบแล้วยังพูดอย่างเป็นต่อว่า “จูบนี้จะทำให้เธอไม่มีวันลืมฉัน!!”

“คุณคิดผิดแล้วคุณตั้ม จูบของคุณจะยิ่งทำให้ฉันพยายามลืมคุณให้เร็วที่สุด” มองเขาน้ำตาไหลแล้วเดินไปเลย

“เดี๋ยว ที่คุณพูดว่าผมเกลียดคุณ ผมไม่เคยเกลียดคุณเลย ผมรักคุณต่างหากชะเอม...ยิ่งใกล้ชิดคุณ ผมก็ยิ่งรักมากขึ้น แต่คุณก็ยังโกหกผม นี่เป็นสิ่งที่ผมเสียใจมากที่สุด และถ้าผมย้อนเวลากลับไปได้ ผมขอที่จะไม่รู้จักคุณ เพื่อที่ผมจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดแบบนี้...” พูดจบเขาเดินผละไปทันที ส่วนเอมิกายืนตะลึงอึ้ง ร้อนผ่าวไปทั้งตัว

ooooooo

แล้วก็ถึงเวลาที่เอมิกาต้องเดินทางไปเรียนต่อที่เมืองนอกเป็นเวลา 1 ปี แต่ก่อนเธอจะเดินทาง บังเอิญวิยะดามาเชียงใหม่แวะมาหาอัมพรกับอุทยาน เจอเอมิกาจึงรู้ว่าที่แท้เธอคือลูกผู้ว่าฯ มองอย่างพินิจพิจารณาชมกับอัมพรว่า

“ลูกสาวคุณอัมพรน่ารักมากเลยนะคะ”

เมื่อกลับบ้านเจอวเรศก็เล่าเรื่องไปเจอเอมิกาที่บ้านผู้ว่าฯให้ฟัง เล่าถึงวันงานปาร์ตี้หน้ากากว่า วันนั้นคุณอัมพรพาลูกสาวมาให้ดูตัวกันด้วย ทำให้วเรศนึกถึงรองเท้าของเอมิกาที่วันนั้นเขาเก็บไว้จนวันนี้...เขาแทบช็อกกับความจริงที่เพิ่งรู้

นงลักษณ์และอรวิลาสกับปองเทพที่คบหาดูใจกันอยู่ พาเอมิกาไปเลี้ยงส่ง เห็นเพื่อนเศร้าๆ พอซักถามเอมิกายอมรับว่าตนเพิ่งรู้ว่าวเรศรักตน ตนพยายามโทร.หาเขาหลายครั้ง แต่เขาไม่รับสาย คงยังไม่หายโกรธ

เพื่อนทั้ง 3 ทำหน้าที่ตัวช่วยทันที โทร.ไปหา

วเรศแต่ไม่รับสายจึงฝากข้อความไว้ ทั้งรอทั้งลุ้น ถึงวันเดินทางเขาก็ยังเงียบกริบ จนเมื่อเอมิกาไปที่สนามบิน อรวิลาสก็ยังโทร.บอก แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา...

ที่แท้วเรศได้รับข้อความสุดท้ายของอรวิลาสแล้ว เขารีบไปสนามบิน แต่ไม่ทัน เธอขึ้นเครื่องไปก่อนแล้ว...

ooooooo

1 ปีผ่านไป เอมิกากลับมาแล้ว เธอถูกเพื่อนๆอำว่าวเรศเพิ่งแต่งงานไปกับลูกสาวท่านทูต ทีแรกเธอก็ทำปากแข็งว่าไม่คิดอะไร ไม่เกี่ยวกับตน แต่ทนใจตัวเองไม่ได้พึมพำว่า

“ไหนบอกว่ารักฉันนักรักฉันหนา แค่ปีเดียวหนีไปแต่งงานเลยเนี่ยนะ คนหลายใจ ไม่มีความมั่นคงเอาเสียเลย”

เพื่อนๆเลยหลุดขำออกมา บอกว่าพวกตนอำเล่น นงลักษณ์ตั้งหน้าตั้งตาเชียร์วเรศให้ฟังว่า

“ฟังนะเว้ยเอม ผู้ชายอย่างคุณตั้มหาบนโลกนี้แทบไม่เจอแล้วนะเว้ย โน่นนน...ต้องไปหาบนสวรรค์ แล้วแกจะปล่อยคนดีๆ ที่รักแกไปง่ายๆเพราะทิฐิบ้าๆกับความงี่เง่าปัญญาอ่อนของแกเหรอวะ”

“ถ้างั้นพวกแกคิดว่าฉันควรทำยังไง” เธอถามเพื่อนๆอย่างยอมรับความจริงของหัวใจ

ooooooo

เมื่อรู้ว่าวเรศอยู่ที่บ้านพักชายทะเล เอมิกาขับรถไปที่นั่น ต้องคอยปลุกเร้าให้กำลังใจตัวเองตลอดเวลาที่จะทำตามที่หัวใจร่ำร้อง เธอไปถึงที่นั่นเป็นเวลาเย็นแล้ว ตรงไปที่บ้านพักไม่เจอเขา เธอเริ่มใจเสีย แต่

พอมองไปที่ชายหาดเห็นเขาที่นั่น เธอวิ่งไปร้องทักอย่างตื่นเต้นดีใจ

วเรศดีใจมาก แต่ยังลีลามากแกล้งเก๊กเล่นตัว ถามอย่างห่างเหินว่า เธอมาหาใครแถวนี้หรือ พอเอมิกาบอก ว่ามาสมัครเป็นคนใช้ เขาชักสีหน้าใส่ทันที

“เลิกปั่นหัวฉันเสียทีได้ไหมเอมิกา เธอก็อย่างนี้ทั้งปีไม่เคยคิดอะไรเลย ปล่อยให้ฉันเป็นบ้าอยู่คนเดียว ไม่นึกบ้างว่าคนอื่นเขาจะรู้สึกยังไง...ฉันอุตส่าห์ตามไปส่งเธอที่สนามบิน รู้ไหมว่าคนที่ตั้งใจจะไปส่งแต่ไปไม่ทันมันจะรู้สึกยังไง”

เก๊กหน้าขรึมแต่พูดตัดพ้อต่อว่า ทั้งยังบ่นว่า “เธอใจร้ายมากรู้ไหม แทนที่จะติดต่อมาบ้าง แต่ก็ไม่มีเลย”

เอมิกาสวนไปว่าเขาเองก็ใจร้าย ตนไปเป็นปีไม่คิดจะติดต่อไปเลย เขาอ้างว่าไม่อยากรบกวนสมาธิการเรียนของเธอ

“โว้ยยยยย...ไปตกมันมาจากไหนคุณตั้ม เจอหน้าฉันก็ใส่ใหญ่เลย คนอุตส่าห์ขับรถมาหาตั้งไกล ไม่คุยด้วยแล้ว!”

เสียงโวยวายของเอมิกาทำให้วเรศรู้สึกตัว ท่าทีอ่อนลง รีบถามว่า “ไหนบอกว่าจะมาสมัครเป็นคนใช้” เอมิกาถามว่าเขาหายโกรธแล้วหรือ “ไม่โกรธ ถ้าเธอยอมมาเป็นคนใช้ของฉันคนเดียว...เพราะตอนนี้ฉันกำลังต้องการคนใช้ แต่ไม่ใช่คนใช้ธรรมดานะ ฉันต้องการคน ใช้...ชีวิตร่วมกัน...”

เอมิกางงอยู่อึดใจก็หัวเราะร่วนออกมาถามว่า พูดได้ไงน่ะ เพิ่งรู้ว่าอย่างเขาก็พูดแบบนี้เป็นกับเขาด้วย

เมื่อต่างละทิฐิเปิดใจให้กัน ก็ไม่มีสิ่งใดจะขวางกั้นความรู้สึกที่มีต่อกันได้ ต่างบอกกันว่าหัวใจของตนอยู่ที่เขา...อยู่ที่เธอ...

วเรศบอกให้รอสักครู่ แล้ววิ่งกลับไปเอารองเท้าของเธอที่เขาเก็บไว้อย่างดีเสมือนหนึ่งแทนตัวเจ้าของ บรรจงใส่รองเท้าให้ เอมิกาถามว่า รองเท้าตนไปอยู่กับเขาได้ยังไง วเรศพูดเหมือนตกอยู่ในภวังค์ว่า

“เพราะฉันคือผู้ชายที่เต้นรำกับเธอในงานนั้น งานที่พ่อแม่เราจะจับคู่เราสองคนให้เจอกัน จริงๆ แล้ววันนั้นเราเกือบจะได้รู้จักกันแล้วรู้ไหม”

สวมรองเท้าให้เสร็จ จูบรับขวัญแล้ว วเรศขอให้เธอสัญญาว่า “ต่อไปนี้เราจะไม่แยกจากกันไปไหนอีก”

ต่างบอกรักอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันอย่างไม่ยอมพรากจากกันอีก...

ooooooo

–อวสาน–

ปัญญาชนก้นครัว ตอนที่ 12

อ่านเรื่องย่อ

ปัญญาชนก้นครัว

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

วัน-เวลาออกอากาศ:

ช่องออกอากาศ:

นักแสดงนำ: