advertisement

สาปพระเพ็ง ตอนที่ 13

บทประพันธ์ กิ่งฉัตร จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย พัญสร
10 ต.ค. 2556 16:53

สีหสากับสุเลวินยิ้มให้กันด้วยความสะใจ องค์นรสิงห์จึงส่งสารให้พินทุเตรียมพร้อมเพราะจะบุกศรีพิสยาในคืนนี้ สีหสาจึงไปเตรียมไพร่พล ทิ้งสุเลวินให้เฝ้าค่ายและเตรียมพิธีบูชายัญเอาฤกษ์เอาชัยให้แก่กองทัพจากปุระอมร

อาการทรุดของดาราน้อยถึงหูเจ้าปรันมาในวันเดียวกันนั้น ติสสากลุ้มใจเหลือเกินเพราะไม่มีหนทางจะรักษาลูกสาวคนเดียว เจ้าปรันมาเห็นใจแม่ทัพใหญ่มากและตัดสินใจไปเยี่ยมหลานสาวถึงเรือน

ฝ่ายมรันมาก็ร้อนใจที่ลูกสาวยังไม่ได้สติ เลยตัดสินใจฝ่าฝืนคำสั่งสามีหนีไปพบองค์นรสิงห์เพื่อขอยาแก้พิษ แต่ติสสากับเจ้าปรันมากลับมาพบเสียก่อน แม่ทัพใหญ่มองตาก็รู้ว่าเมียรักคิดจะทำอะไรเลยขอตัวจากเจ้าปรันมาเพื่อกลับไปดูแลดาราน้อย เจ้าปรันมารู้สึกแปลกๆแต่ไม่อยากทักให้เรื่องไปกันใหญ่ เลยได้แต่พูดเตือนสติสองสามีภรรยา

“ครอบครัวคือที่สุดแห่งชีวิต ไม่ว่าเกิดปัญหาหนักหนาสักเท่าใด จงนึกถึงความรักที่มีให้กัน”

ติสสาซาบซึ้งใจและรีบพามรันมากลับเรือนเพื่อพูดกันให้รู้เรื่อง เจ้าปรันมาได้แต่มองตามนิ่งๆ...หวังว่าคงไม่มีเรื่องอะไรไม่ดี สงสารมรันมาเหลือเกินที่ต้องเจอแต่เรื่องแย่ๆตลอดชีวิต

เมื่อกลับถึงเรือน...ติสสาก็ต่อว่าเมียรักที่ขัดคำสั่งจะไปพบองค์นรสิงห์ มรันมาน้ำตาไหลพรากแล้วบอก ว่าไม่อาจทนเห็นลูกนอนนิ่งแบบนี้ได้อีกต่อไป ติสสาเห็นใจเมียรักแต่หน้าที่ต่อแผ่นดินก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

“พี่ชายจะไม่โทษความเป็นแม่ที่ทำให้น้องน้อยทำได้ทุกอย่าง แต่ขอให้น้องน้อยรู้...ตอนนี้หัวใจพี่ชายก็เจ็บเหลือเกิน ถ้าน้องน้อยไปหานรสิงห์ พี่ชายอาจต้องเสีย
ดวงใจทั้งคู่ หากนรสิงห์มันวางแผนจับตัวน้องน้อยไป”

มรันมาสะอื้นฮัก ติสสาทนไม่ไหวดึงเมียรักมากอดด้วยความสะเทือนใจ “น้องน้อยกับลูกคือชีวิตของพี่ชาย ไม่มีความรักไหนแทนหัวใจสองดวงนี้ได้ น้องน้อยจำได้ไหม ทุกข์ยากแค่ไหนเราก็ต่อสู้และฝ่าฟันมันมาด้วยกันทุกอย่าง”

ติสสากระชับอ้อมแขนและก้มจูบหน้าผากเมียรักอย่างปลอบประโลม “เพราะชีวิตน้องน้อยทุกข์มามากเหลือเกิน น้องน้อยขอความสุขแค่นี้ ให้ดาราน้อยมีลมหายใจอยู่ในอกน้องน้อยได้นานที่สุด”

เวลาเดียวกันที่ริมหาดสุดเขตศรีพิสยา...พินทุไม่ได้ไปตามหมอหลวงอย่างที่ติสสาสั่ง แต่แอบมารอรับองค์นรสิงห์ขึ้นจากเรือและลงมือฆ่าทหารรักษาการณ์เกลี้ยง องค์เหนือหัวแห่งปุระอมรมองสายลับที่แฝงตัวในศรีพิสยาจนเป็นที่ไว้วางใจด้วยความภาคภูมิใจ...คืนนี้ศรีพิสยาต้องราบเป็นหน้ากลองตรงหน้าข้า!

ooooooo

ติสสาพูดไม่ออกเมื่อเห็นพินทุนำองค์นรสิงห์เข้ามาถึงเรือน มรันมาหน้าซีดแล้วเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความโกรธที่องครักษ์ซึ่งเคยไว้ใจกลับทรยศและเป็นคนหยิบยื่นความทรมานให้แก่ดาราน้อยกับมือ องค์นรสิงห์หัวเราะลั่นแล้วพูดจาเยาะเย้ยว่าเธอกำลังจะเห็นลูกตาย มรันมากรีดร้องและอ้อนวอนให้เอาชีวิตเธอแลกกับดาราน้อย

“ข้าไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตเจ้า ข้าต้องการทุกชีวิตที่นี่ ยกเว้นแต่ว่าติสสามันจะเลือกให้ลูกมีชีวิตอยู่” มรันมาหน้าเสียเมื่อรู้ความนัยนั้น “ใช่แล้วมรันมา...ยาแก้พิษครั้งนี้ แลกกับชีวิตติสสาผัวสุดที่รักของเจ้า”

ติสสากับมรันมาอึ้งกับข้อแลกเปลี่ยน พินทุถือดาบสั้นประจำตัวแม่ทัพหนุ่มมายื่นให้แต่กลับถูกติสสาฆ่าตายด้วยความแค้น องค์นรสิงห์ไม่ยี่หระกับศพทหารผู้จงรัก แต่กลับยื่นขวดยาไปตรงหน้ามรันมา น้องนางแห่งศรีพิสยาน้ำตาไหลพราก กดดันที่ต้องเลือกให้ใครคนใดคนหนึ่งตาย

“พี่ชาย...ดาราน้อยคือลูกของเรา พี่ชายปกป้องคนอื่นมาตลอด ไม่มีใครว่าพี่ชายได้ถ้าพี่ชายจะช่วยลูก พี่ชายจะมีชีวิตอยู่ยังไง ถ้าเป็นคนทำลายสายเลือดของเราด้วยมือตัวเอง”

“พี่ชายไม่เคยเห็นใครดีกว่าสายเลือด แต่แผนของมันคือเอาชีวิตลูกมาต่อรอง มันจงใจพรากลูกจากเราอยู่แล้ว”

“ถูกต้องแล้ว...ข้าไม่สนว่าใครจะตาย ชีวิตไหนที่ทำให้ข้าได้ครอบครองศรีพิสยา ข้าก็จะใช้ให้เป็นประโยชน์ บอกผัวเจ้าสิมรันมา ให้มันเลือกและพิสูจน์ว่ามันรักสิ่งไหนมากกว่ากัน ระหว่างศรีพิสยาและดาราน้อย!”

“ข้าภูมิใจในแผ่นดินเกิด บรรพบุรุษรักษาแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน กษัตริย์ศรีพิสยาไม่เคยคิดรุกรานใคร ไม่เห็นแก่ความสุขของตัวเอง สิ่งเดียวที่ต้องการคือความสุขของประชาชน ศรีพิสยาไม่ต้องการคนชั่วอย่างเจ้ามาปกครอง”

ขาดคำติสสาก็กระชับมีดในมือและพุ่งหาองค์นรสิงห์ มรันมาร้องลั่นเพราะกลัวขวดยาจะถูกทำลาย สองนักรบโรมรันพันตูกันด้วยฝีมือทัดเทียมจนดูไม่ออกว่าใครจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ มรันมาจ้องขวดยาในมือองค์นรสิงห์เขม็ง แล้วเธอก็ต้องกรีดร้องเสียงหลงเมื่อขวดหลุดจากมือองค์นรสิงห์ไปลอยคว้างกลางอากาศ...

ooooooo

ภาพขวดยาลอยคว้างเลือนหายไปพร้อมกับแสงสว่างจ้าแยงตา สถบดี รัดเกล้า พัทธยาและเพชรดารู้สึกตัวขึ้นพร้อมกัน สติและความทรงจำกลับมาถึงตอนก่อนจะย้อนสู่อดีต สองหนุ่มกระโจนพรวดไปที่ปืนซึ่งตกบนพื้นคนละด้านและยิงสวนกันไปมา ส่วนอีกสองสาวได้แต่มองลุ้นๆ กลัวคนรักของตัวเองจะเป็นอันตราย

หลังการยิงปะทะครู่ใหญ่แต่ก็ไม่มีใครเป็นอะไร ในที่สุดสถบดีก็พารัดเกล้าซ้อนมอเตอร์ไซค์หนีออกจากตึกร้างได้สำเร็จ พัทธยากับเพชรดามองตามด้วยความแค้นใจแต่ไม่ยอมแพ้ รีบไปที่รถและขับตามไปติดๆ

รถสองสมรรถนะวิ่งไล่กันอย่างไม่ลดละจนถึงบ้านนรสิงห์ สถบดีกับรัดเกล้าเข้าไปด้านในเพื่อสมทบกับคฑารัตน์ วิวรรธน์และนรสิงห์ ส่วนพัทธยากับเพชรดาก็ไม่รอช้ารีบพุ่งตามไปทันที

คู่รักวายร้ายต้องเผชิญกับสายตาประณามจากคฑารัตน์และวิวรรธน์ เพราะทั้งสองรู้ความจริงจากสถบดีกับรัดเกล้าแล้วว่าผู้กองมาดนิ่งและน้องสาวคนเดียวของอภิมุขเป็นคนบงการเรื่องทั้งหมด โดยเฉพาะคฑารัตน์ซึ่งเดือดจัดเพราะถูกหลอกมาตลอดจนถึงกับพูดจาค่อนแคะเพชรดาไม่หยุดปาก

พัทธยาทนไม่ไหวชักปืนมาขู่ “ถ้าแกปากชั่วว่าเพชรอีกคำ กระสุนฉันทะลุปากแกแน่”

“ก็เอาสิผู้กอง ถ้าปากฉันจะลากตำรวจชั่วกับคนรักเข้าคุกได้ ฉันยินดีเสียสละปากตัวเอง”

คฑารัตน์ยื่นหน้าท้าทายจนพัทธยาแทบหมดความอดทน สถบดีเห็นท่าไม่ดีจึงเกลี้ยกล่อมเพื่อนให้กลับใจแต่ก็ไม่ได้ผล แถมพัทธยายังเอาเรื่องนรสิงห์อีก ฐานทำให้เรื่องวุ่นวาย แต่ชายชราก็ไม่สะทกสะท้านและตอกกลับเสียงเข้ม

“คำสัญญาของฉันทำให้แกสองคนมีหวัง กระตุ้นความริษยา ความโลภในสันดานจนกล้าทำลายแผ่นดินตัวเอง”

“หุบปากไอ้นรสิงห์ แก...มันปีศาจ” พัทธยาตะโกนใส่หน้าอย่างเหลืออด

พัทธยากับเพชรดาโมโหมากแต่นรสิงห์ก็ไม่หยุดพูด “ฉันเป็นได้มากกว่าปีศาจเพราะฉันเป็นต้นเหตุที่ก่อกรรมชั่วช้า คราบน้ำตาและรอยเลือดเป็นพันปี กรรมเวรที่เข่นฆ่าชีวิตคนอื่นเพื่อสนองตัณหา จุดจบทุกอย่างจะสิ้นสุดวันนี้”

พัทธยาเล็งปืนไปทางนรสิงห์และเหนี่ยวไก กระสุนพุ่งเข้าหน้าอกพร้อมกับที่ทุกคนคืนสู่อดีตอีกครั้ง...

ooooooo

ภาพขวดยาลอยคว้างกลางอากาศกลับมา แต่คราวนี้มันไม่หยุดและตกกระทบพื้นแตกกระจาย มรันมากรีดร้องด้วยความเสียดายโอกาสจะรักษาชีวิตลูกสาว ติสสาที่กำลังต่อสู้กับองค์นรสิงห์ถึงกับชะงักและมองเมียรักด้วยแววตาปวดร้าวไม่ต่างกัน องค์นรสิงห์ได้ทีก็ถากถางแม่ทัพหนุ่มที่ตัดสินใจผิดพลาดทำให้ดาราน้อยต้องตาย

“ข้าไม่เคยเห็นใคร หัวใจชั่วช้าสามานย์ต่ำกว่าสัตว์เดรัจฉานอย่างแกอีกแล้วนรสิงห์”

“ไหนเจ้าว่าความรักชาติสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ข้าเลยแนะให้ฆ่าลูกแกแลกกับแผ่นดิน หรือจะปล่อยให้ดาราน้อยทรมานกับความเจ็บปวด ดวงตาของเจ้าพร้อมจะเห็นภาพแห่งความทรมานนั้นหรือไม่”

ติสสามองร่างแน่นิ่งของลูกแล้วตัดสินใจ “เจ็บของลูกยิ่งกว่ามีดแทงหัวใจ พ่อทนเห็นลูกเจ็บต่อไปไม่ไหวแล้ว”

มรันมาเห็นหน้าสามีก็รู้ว่าเขาจะทำอะไร เธอรีบห้ามเพราะไม่อาจทนเห็นสามีฆ่าลูกสาว ติสสาถือมีดค้างจนเกร็ง องค์นรสิงห์ไม่อาจทนเสียเวลาเลยก้าวไปกดมือติสสาให้แทงบนร่างดาราน้อย ติสสาโยนมีดทิ้งและประคองร่างลูกสาวแนบอกด้วยใจร้าวราน มรันมากรีดร้องแล้วสาปแช่งองค์นรสิงห์ด้วยถ้อยคำรุนแรงแต่กษัตริย์ชั่วก็ไม่ยี่หระ

มรันมาน้ำตาไหลพรากและเอ่ยเสียงกระท่อน กระแท่นกับสามีว่าไม่อาจมีชีวิตอยู่หากปราศจากชีวิตดาราน้อย องค์นรสิงห์หัวเราะลั่นและพูดจาเยาะหยันจนติสสาแทบทนฟังไม่ไหว

“จงตายตามลูกไปซะมรันมา ตายให้คนรักของแกรู้ว่ามันฆ่าลูกกับเมียด้วยมือของมันเอง”

มรันมาคว้ามีดมาถือไว้ ติสสาหน้าซีดและร้องห้ามไม่ให้เธอทำอะไรบ้าๆ แต่มรันมาก็เสียใจจนขาดสติ

“พี่ชายทำให้น้องน้อยเห็นว่าทุกชีวิตมีค่ามากกว่าน้องน้อยกับลูก คำว่ารักของพี่ชายมันไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว ส่วนใครที่ทำร้ายลูกข้าจงฟังไว้ ลูกข้าเจ็บแค่ไหนก็ขอให้เจ้าจงเจ็บร้อยเท่าทวีคูณ ตราบจนสิ้นลมหายใจของข้า”

คำสาปแช่งสุดท้ายของมรันมาทำให้หัวใจแข็งกระด้างขององค์นรสิงห์สั่นไหวเล็กน้อยแต่ยังไม่ยอมรับ มรันมาเลื่อนสายตาไปมองสามีแว่บเดียวแล้วเอ่ยคำลาเสียงสั่น

“ถ้าความรัก ความเสียสละของพี่ชายไม่ได้มีให้น้องน้อยกับลูก น้องน้อยก็ขอไม่มีลมหายใจ”

ขาดคำก็ปักมีดที่อกตัวเอง ติสสาร้องลั่นแล้วปล่อยร่างดาราน้อย ถลาไปรับร่างเมียสู่อ้อมกอดพร้อมน้ำตาที่หลั่งไหล องค์นรสิงห์มองสภาพแม่ทัพใหญ่สติแตกและหมดสิ้นซึ่งความหวังด้วยความรู้สึกสะใจระคนสมเพช

“แม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังรักลูกเมียมากกว่าแก สิ้นค่าจะปกป้องใครได้ก็ไปตายเถอะแม่ทัพผู้อ่อนแอ”

ติสสาไม่ได้สนใจจะฟัง ไม่แม้แต่จะมองว่าองค์นรสิงห์เดินจากไปแล้ว แม่ทัพหนุ่มร้องไห้ไม่หยุด เสียใจเหลือเกินที่ต้องสูญเสียเมียกับลูกในเวลาเดียวกัน จนขวัญของเมืองค่อยๆเรืองแสงแล้วเคลื่อนออกจากร่างติสสาในที่สุด!

เวลาเดียวกันที่ค่ายนรสิงห์...สุเลวินมองเห็นจากญาณพิเศษว่าได้ฤกษ์ให้กองทัพเคลื่อนตัว สีหสาพร้อมอยู่แล้วที่หน้าประตูเมืองจึงรีบเคลื่อนพลตามคำสั่งด้วยใจฮึกเหิม เมื่อเห็นแสงสีขาวซึ่งแสดงพลังของผีนาถผีฟ้าดับวูบพร้อมกับอำนาจขวัญเมืองที่แตกสลายของติสสาก็รีบพุ่งเข้ากำแพงเมืองศรีพิสยาทันที!

ooooooo

เจ้าปรันมารู้สึกเหมือนจะเกิดเรื่องไม่ดี และก็เป็นจริงดังคาด ข่าวการบุกเข้าเมืองของกองทัพจากปุระอมรทำให้เจ้าปรันมาเครียดจัด แต่ยังพอมีสติสั่งให้มารุตกับเมฆาไปนำตัวเจ้านางจันทเทวีมาจาก ตำหนักด้านใน แต่ทุกอย่างก็ช้าเกินไปเมื่อสีหสาไปดักหน้าเจ้านางคนสวยและลงมือสังหารอย่างเหี้ยมโหด

ฝ่ายติสสา...แม้ยังเสียใจที่ต้องสูญเสียเมียกับลูกสาว แต่ก็ไม่ทำให้จิตสำนึกจะปกป้องและป้องกันบ้านเมืองเลือนหาย เขาซบหน้าลงกับร่างมรันมาแล้วเอ่ยคำลาเสียงสั่น

“น้องน้อย...ได้ยินพี่ชายไหม พี่ชายรักน้องน้อย  ไม่ว่าน้องน้อยจะเกลียดหรือไม่ให้อภัยพี่ชายแค่ไหน ความรักของพี่ชายก็ยังเป็นของน้องน้อยคนเดียว” ติสสามองลูกกับเมียรักแล้วพลันได้สติคิดถึงบ้านเมือง “พี่ชายอยากจะตายตามน้องน้อยกับลูกเสียตรงนี้ แต่พี่ชายก็ปล่อยให้ไอ้นรสิงห์กับกองทัพมันย่ำยีแผ่นดินของเราไม่ได้”

จบคำก็อุ้มมรันมาไปนอนเคียงข้างร่างแน่นิ่งของดาราน้อย แม่ทัพใหญ่จูบหน้าผากลูกสาวแล้วลุกขึ้นยืน ภาพร่างไร้วิญญาณของเมียรักกับลูกทำให้แทบอยากตายตาม แต่หน้าที่และภาระใหญ่หลวงต่อบ้านเมืองยังคงอยู่

เวลาเดียวกันที่วิหารหลวง...สุเลวินก็บุกเข้าไปพร้อมคชาและทหารจำนวนหนึ่ง เมืองมาสเห็นเหล่านักบวชถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมด้วยคำสั่งของนักบวชตาบอดก็ถึงกับตกตะลึง เสียความรู้สึกมากที่หลงเชื่อว่าเป็นนักบวชใจบุญ สุเลวินเหยียดยิ้มเย็น ชักมีดออกมาแทงแล้วถากถางโหรหญิงว่าให้เดินหน้าเข้าหาความตายแต่โดยดี

“ข้าไม่กลัวความตาย แต่ข้าละอายแทนเจ้า ความ ชั่วต้องพ่ายแพ้ความดี คนชั่วจะถูกสาปแช่ง”

สุเลวินยิ้มเหี้ยมแล้วแทงซ้ำ “ยังอีกนาน เจ้าเดินทางล่วงหน้าไปก่อนนะ นรกรออยู่แล้ว เสียดายที่เจ้ากำลังจะหมดลมหายใจ เลยไม่ได้เห็นว่าอำนาจยิ่งใหญ่ต่างหากที่ปกป้องชีวิตไม่ใช่ความดี”

สุเลวินกระชากมีดออก เมืองมาสขาดใจตาย โหรหนุ่มตาบอดเลยสั่งให้คชาและทหารปุระอมรทำลายทุกอย่างในวิหาร “ทำลายพระเพ็งของพวกมันให้แหลก ต่อไปแท่นนี้จะมีไว้เพื่อบูชาดวงอาทิตย์เท่านั้น!”

หลังจากนั้น...สุเลวินก็เข้าไปหาแท่งแก้วขวัญเมือง ด้านในแล้วเอามือเลอะเลือดไปจับ แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นและทำให้แท่งแก้วสั่นสะเทือน แม้โหรหนุ่มจะสวดมนต์ต่อต้านแต่ก็ไม่ได้ผล แสงสีฟ้าค่อยๆกลืนกินพลังมืดและผลักเขาไปกระแทกกำแพงจนจุก ทันใดนั้นเอง...เสียงไพเราะของพระเพ็งก็ดังขึ้นเพื่อสั่งสอนสุเลวินที่เลือกทางเดินผิด

“อำนาจที่ปกป้องศรีพิสยาคือศรัทธาในความดี ขวัญเมืองคือที่รวมของอำนาจบริสุทธิ์ของคนดี”

สุเลวินหน้าซีดแล้วเริ่มสำนึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำ “อภัยให้ข้าด้วย ข้าตกอยู่ในความมืดมนโง่เง่า เลือกอยู่ข้างอำนาจชั่ว ความชั่วจะไม่มีวันชนะความดี วิญญาณของข้ามุ่งสู่ขุมนรกโลกันตร์ในบัดนี้แล้ว”

ขาดคำแท่งแก้วก็แตกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมร่างของสุเลวินที่ถูกปักด้วยเศษแก้ว นอนตายกลางซากพังพินาศของหอขวัญเมือง เช่นเดียวกับคชาและพวกทหารที่นอนตายเกลื่อนเพราะกล้าลบหลู่พลังศักดิ์สิทธิ์ของพระเพ็ง

ooooooo

เจ้าปรันมาก็เจอศึกหนักจากเจ้านางอินยากับ เจ้าปันแสงที่บุกถึงท้องพระโรงเพื่อทวงบัลลังก์ องค์ เหนือหัวเสียใจมากที่น้องชายต่างมารดาชักศึกเข้าบ้าน แต่สองแม่ลูกก็ไม่ยี่หระแล้วประกาศจะแย่งสิ่งที่ควรจะเป็นของตนมาให้ได้

“ข้าผิดเองที่ไว้ใจสายเลือดศรีพิสยา โดยไม่เฉลียวใจว่าแรงพยาบาทของเจ้าจะทำได้ทุกอย่าง”

“เพราะข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้า กษัตริย์ที่ดีต้องกระหายความยิ่งใหญ่เหนือทุกคน”

“ถ้าเจ้าคิดว่าอำนาจเท่านั้นจะปกครองไพร่ฟ้ามาก กว่าความดี เจ้าก็เป็นได้แค่กษัตริย์เลวเห็นแก่ตัว...ปันแสง”

ขาดคำทั้งสองก็เข้าโรมรันกันด้วยชั้นเชิงและฝีมือสูสี แต่ในที่สุดเจ้าปรันมาก็เพลี่ยงพล้ำและถูกน้องชายแทงตาย โดยมีเจ้านางอินยาแทงซ้ำด้วยความแค้นที่ฝังแน่นมานาน

“ข้าแต่พระเพ็ง ข้าขอมอบวิญญาณของไอ้ปรันมาเป็นเครื่องสังเวยให้ท่าน ณ บัดนี้”

เจ้าปรันมายังไม่ตายและพยายามเตือนสติสองแม่ลูกเป็นครั้งสุดท้าย “พระเพ็งจะไม่ให้อภัยพวกเจ้ารักใดไม่ยิ่งใหญ่เท่ารักแผ่นดิน คดโกงใดก็ไม่เลวร้ายเท่าคดโกงแผ่นดินตัวเอง”

เจ้าปรันมาสำลักเลือดแล้วขาดใจตายในที่สุด

เจ้าปันแสงจึงก้าวไปนั่งบนบัลลังก์ด้วยรอยยิ้มเหี้ยม

“นี่คือบัลลังก์ของข้า เจ้าปันแสง...กษัตริย์องค์ใหม่แห่งศรีพิสยา!”

เวลาเดียวกันที่จุดสูงสุดของเขตพระราชฐาน... องค์นรสิงห์กำลังฟาดฟันกับติสสาอย่างดุเดือด ผลัดกันรุก และรับด้วยชั้นเชิงและฝีมือทัดเทียมกันจนยากจะหาผู้ชนะ แต่สุดท้ายติสสาซึ่งกำลังใจหดหายเพราะสูญเสียบุคคลอัน เป็นที่รักก็พลาดท่าถูกองค์นรสิงห์แทงจนล้มไปกองกับพื้น

แต่ถึงกระนั้นแม่ทัพหนุ่มก็ไม่ยอมแพ้ฮึดสู้อีก แต่ครั้งนี้สีหสากับวาเรถลามารับดาบแทน วาเรโชคไม่ดีถูกติสสาแทงตาย สีหสาจึงสู้แทนด้วยความแค้นใจที่ลูกน้องคู่ใจถูกสังหาร องค์นรสิงห์กลัวสีหสาจะเพลี่ยงพล้ำเลยเข้าไปช่วย

ติสสาซึ่งระวังตัวอยู่แล้วเลยประกาศจองเวรสีหสาและจัดการปาดคอแม่ทัพหญิงทันที

แต่สีหสาก็ไวไม่แพ้กัน ก่อนจะสิ้นใจยังมีแรงฟันติสสาที่จุดสำคัญจนแทบกระอักแล้วจึงทรุดลงกับพื้น องค์นรสิงห์พุ่งมาประคองด้วยความเสียดายแม่ทัพหญิงฝีมือดี

“ข้ากำจัดศัตรูทุกคนเพื่อท่านแล้ว กองทัพนรสิงห์ได้ชัยชนะเหนือศรีพิสยา ข้าทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์ ข้าภูมิใจนักที่ได้เกิดมาเป็นนักรบของท่าน ข้าขอมอบลมหายใจสุดท้ายไว้แทบเท้าท่านด้วยความรักของข้า”

ขาดคำสีหสาก็สิ้นใจตาย องค์นรสิงห์ไม่มีน้ำตาและจ้องมองพระจันทร์ด้วยความอาฆาตรุนแรงที่ทำให้ต้องเสียไพร่พลมากมายเช่นนี้ “สีหสา...ข้าจะจดจำเจ้าไว้ในวิญญาณ และข้าจะลบล้างความศักดิ์สิทธิ์ของพระเพ็งให้หมด!”

ฝ่ายติสสาก็หอบร่างชุ่มเลือดกลับเรือนไปนอนตายในอ้อมกอดเมียรักกับลูกสาว สองร่างปราศจากลมหายใจยังนอนนิ่งบนเตียงกว้าง แม่ทัพหนุ่มคลานไปกอดจูบทั้งสองด้วยความรักและเอ่ยคำลาเสียงอ่อน

“ดาราน้อย...ยกโทษให้พ่อด้วย พ่อรักลูกเท่าชีวิต แต่พ่อก็รักษารอยยิ้มและเสียงหัวเราะของลูกไว้ไม่ได้” ติสสาน้ำตาไหลพราก ขยับร่างเบียดเมียรักที่นอนนิ่งไร้ลมหายใจ “พี่ชายรักน้องน้อยยิ่งกว่าชีวิต พี่ชายรู้ว่าน้องน้อย อาจไม่ให้อภัยกับความผิดนี้ แต่ไม่ว่าน้องน้อยจะไปอยู่ที่ไหน วิญญาณพี่ชายจะขอติดตามน้องน้อยตลอดไป”

ติสสาล้มตัวลงข้างเมียรักกับลูกสาวแล้วค่อยๆหมดลมหายใจ สามร่างนอนเคียงกันท่ามกลางแสงจันทร์นวลที่สาดส่องไปยังทุกสิ่งในศรีพิสยาซึ่งกำลังพังพินาศลง...

ooooooo

นรสิงห์มองเจ้ากรรมนายเวรทั้งหกซึ่งยังไม่ได้สติด้วยแววตาเศร้าหมอง ความรู้สึกผิดถาโถมที่เป็นต้นเหตุเวรกรรมซึ่งร้อยรัดทุกคนไว้ด้วยกัน ภาพในอดีตผุดขึ้นอีกและพาทั้งหมดไปถึงช่วงท้ายของเรื่องราวแห่งความทุกข์ทรมาน

องค์นรสิงห์ไปหาเจ้านางอินยากับเจ้าปันแสงในท้องพระโรง สีหน้ายิ้มสะใจที่เห็นร่างโชกเลือดของเจ้าปรัน– มานอนกองอยู่ไม่ไกลกันนั้น สองแม่ลูกทวงสัญญาจะให้ครองบัลลังก์ องค์นรสิงห์ก็เอ่ยปากยกให้อย่างไม่มีพิธีรีตอง

“และข้าได้เตรียมของขวัญพิเศษจากใจให้แก่เจ้าปันแสงกับเจ้านาง ผ้าคลุมที่ถักทอด้วยไหมทองคำทั้งผืน”

เจ้านางอินยากับเจ้าปันแสงก้าวไปรับมาสวมด้วยความภาคภูมิใจ แต่เพียงไม่นานเมื่อทั้งสองสัมผัสกันด้วยการโอบกอด รอยยิ้มสดใสก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าเหยเกเพราะความเจ็บปวดแสนสาหัส เหมือนเข็มหลายล้านเล่มทิ่มแทงให้กระดูกแหลกเหลวไปทั้งร่าง สองแม่ลูกรู้ทันทีว่าถูก หักหลังแต่ก็เอาเรื่องไม่ทันเสียแล้ว

“ข้าบอกแล้วว่าจะมอบของขวัญพิเศษให้เจ้าสองคน ผ้าทอนั่นทำขึ้นเพื่อตอบแทนไส้ศึกชั้นดีอย่างเจ้านางอินยากับเจ้าปันแสง ทันทีที่ผ้าสองผืนสัมผัสกันพิษจากไหมชั้นเลิศจะทำให้ร่างไร้เรี่ยวแรง ขยับเขยื้อนไม่ได้”

เจ้าปันแสงฮึดฮัดและด่าทอเสียงลั่นแต่องค์นรสิงห์ก็ไม่สะทกสะท้าน “ข้าไม่ได้ทรยศเจ้าเลยสักนิด ข้ารักษาสัญญาอย่างดี เจ้าได้เป็นกษัตริย์สมปรารถนาแต่ข้าไม่ได้รับปากว่าเจ้าจะได้เป็นนานแค่ไหน”

เจ้านางอินยาหัวเสียและโต้ว่าทำทุกอย่างเพื่อองค์นรสิงห์ “นี่ก็คือสิ่งตอบแทนความเลวของเจ้าอย่างไรล่ะอินยา คิดว่าข้าจะเก็บคนทรยศ ขายบ้านขายเมืองไว้ทำไม กษัตริย์เจ้ายังฆ่าได้ ข้าจะไม่เก็บหอกข้างแคร่ไว้เด็ดขาด”

เจ้าปันแสงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เจ้านางอินยาก็อาการแย่ไม่ต่างกันแต่ยังพยายามร้องขอชีวิตลูกชาย องค์นรสิงห์พูดจาเยาะเย้ยถากถางจนเจ้านางเหลืออดและสาปแช่งด้วยความแค้นใจ แต่ถึงกระนั้นองค์นรสิงห์ก็ไม่สะทกสะท้าน “รอให้กระดูกมันแหลกทั้งร่าง สิ้นลมหายใจแล้วจงตัดหัวพวกมันเสียบประจาน โยนร่างให้แร้งกากิน ซากศพ อย่าให้ใครเอาเยี่ยงอย่างกบฏทรยศแผ่นดินอย่างอินยากับปันแสง”

เจ้าปันแสงร้องให้แม่ช่วย เจ้านางอินยาใจแทบขาดแล้วขยับไปปลอบลูก “เราต้องได้ทุกอย่าง ไม่ว่าอีกกี่ชาติ เราจะอาฆาตพวกมัน เลือดและความตายเท่านั้นที่พวกมันต้องชดใช้”

สองแม่ลูกขาดใจตายไม่นานจากนั้น องค์นรสิงห์สะใจมากที่กำจัดเสี้ยนหนามทั้งหมดได้ในคืนเดียว

ชัยชนะเพียงชั่วข้ามคืนทำให้องค์นรสิงห์ทระนงตัวว่าเก่งกล้าสามารถเหนือสิ่งอื่นใด จึงตะโกนท้าทายพระเพ็งซึ่งเป็นศูนย์รวมความดีงามและพลังศักดิ์สิทธิ์

“ต่อไปนี้จะไม่มีอำนาจใดเหนือข้า องค์นรสิงห์สีหบดี ข้าคือคนเดียวที่จะเป็นเทพอยู่เหนือทุกชีวิต”

ฉับพลันนั้น...แสงนวลของจันทร์เพ็งก็เปลี่ยนเป็นมืดหม่นพร้อมการปรากฏตัวของพระเพ็งในรูปหญิงงาม องค์นรสิงห์ยืนนิ่งเหมือนถูกสะกดเมื่อได้ยินเสียงสั่งสอนอ่อนโยนแต่หนักแน่นของพระเพ็ง

“จงระลึกให้ดี สิ่งใดที่เกิดมาก่อนตัวเจ้า จักรวาลแห่งนี้ใช่หรือไม่”

“ข้าไม่สนใจ จักรวาลมันก็แค่คำเอ่ยอ้าง อำนาจและกองทัพของข้าต่างหากที่ควบคุมทุกอย่างบนโลกนี้”

“ในเมื่อเจ้าไร้ศรัทธา คิดว่าการทำลายทำให้ตนยิ่งใหญ่ ข้าก็จะมอบความยิ่งใหญ่อย่างที่เจ้าต้องการ”องค์นรสิงห์ดิ้นรนขัดขืนแต่ก็ทำไม่ได้ แสงสีฟ้าแห่งพระเพ็งกำลังอาบทั่วร่าง “จงอยู่เพื่อรู้ว่าชีวิตที่เป็นธุลีจักรวาลเช่นเจ้า ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็เพียงในชาติภพของตัวเอง จะไม่มีมนุษย์คนไหนยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติผู้เป็นมารดาของทุกสิ่ง”

ขาดคำแสงสีฟ้าจากอำนาจของพระเพ็งก็อาบไล้ทั่วร่างองค์นรสิงห์ สร้างความทุรนทุรายจนแทบยืนไม่ไหว

“ถ้าปรารถนาความยิ่งใหญ่ ก็จงมีชีวิตยืนนานอยู่เห็นความยิ่งใหญ่แตกดับและล่มสลาย จงใช้ชีวิตเป็นอมตะด้วยวิญญาณโดดเดี่ยวในร่างนี้ไปอีกพันปี และนี่คือโทษทัณฑ์ที่เจ้าต้องรับไว้”

ooooooo

เสียงร้องโหยหวนขององค์นรสิงห์ปลุกทุกคนให้ตื่นจากภวังค์ กระสุนหลายนัดที่ลอยค้างพุ่งสู่หน้าอกนรสิงห์เร็วและแรงจนเขาทรุดกับกำแพงแน่นิ่ง สถบดีกับวิวรรธน์พยายามเตือนสติพัทธยาให้สำนึกถึงผิดชอบชั่วดีแต่ก็ไม่ได้ผล แถมยังถูกไล่ยิงกลับจนเกือบตายถ้าหลบไม่ทัน

สถบดีเห็นท่าไม่ดีเลยตะโกนบอกให้คฑารัตน์พารัดเกล้าขึ้นข้างบน แต่เพชรดาก็ตามติดจนสองพี่น้องเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่วิวรรธน์ตามไปช่วยแต่ก็ได้แค่ถ่วงเวลาเพราะเพชรดายิงกราดไม่หยุดจนทุกคนหนีไปไม่ได้ไกลนัก

ฝั่งสถบดีก็รับศึกหนัก แม้จะพยายามกล่อมเท่าไหร่พัทธยาก็ไม่สำนึก สุดท้ายทั้งหกก็ไปรวมตัวกันบนดาดฟ้า เพชรดาฉวยโอกาสชุลมุนจับตัวรัดเกล้าเป็นตัวประกันแต่วิวรรธน์ก็ชิงตัวกลับมาได้เสียก่อน พัทธยาจึงเล็งปืนไปที่รัดเกล้าแต่คฑารัตน์กลับรับกระสุนแทน สองคู่รักวายร้ายเลยจะจัดการกับคนที่เหลือแต่สถบดีก็ตัดสินใจยิงสกัดเพื่อนรักจนบาดเจ็บสาหัสและยิงเพชรดาจนทรุดกับพื้น

เพชรดาสำลักเลือดและสาปแช่งทุกคนที่ทำให้เธอมีชะตากรรมเช่นนี้ นรสิงห์ซึ่งฟื้นจากกระสุนปืนก่อนหน้าปรากฏตัวและห้ามพัทธยากับเพชรดาไม่ให้จองเวรอีก แต่หนุ่มสาวคู่รักก็ไม่สนใจและแปลกใจกว่าที่ชายชรายังไม่ตาย

“คำสาปแห่งพระเพ็งไงล่ะ คำสาปตั้งแต่วันนั้นที่ทำให้ฉันมีชีวิตทุกข์ทรมานชดใช้บาปในสภาพนี้!”

ทุกคนบนดาดฟ้ากลับเข้าสู่ภวังค์อีกครั้ง เสียงร้องโหยหวนขององค์นรสิงห์พร้อมกับเปลวเพลิงสีฟ้าทำให้ร่างแกร่งแทบมอดไหม้ พระเพ็งลอยกลับขึ้นไปบนฟ้าแต่ไม่วายทิ้งท้ายด้วยบทลงโทษอันแสนทรมาน

“ทุกคืนเพ็ง ท่ามกลางแสงแห่งข้า เจ้าต้องเจ็บปวดเจียนตายจนต้องวิงวอนให้ใครมาเอาชีวิต แต่เจ้าก็ไม่ตาย เจ้าจะต้องอยู่ชดใช้กรรมเช่นนี้ไปอีกร้อยอีกพันชาติ... จนกว่าทุกชีวิตที่แตกดับด้วยมือเจ้าจะเอ่ยอโหสิกรรม”

องค์นรสิงห์เริ่มหวั่นกับคำสาปของพระเพ็งเป็นครั้งแรก...หรือว่าข้าจะต้องสูญเสียทุกอย่างไปต่อหน้าต่อตา

สภาพย่อยยับของเมืองและกลิ่นคาวเลือดปลุกให้ทุกคนตื่นจากอดีต นรสิงห์มองทุกคนด้วยแววตาสำนึกผิด พัทธยากับเพชรดากอดกันตายไปแล้วเพราะทนบาดเจ็บไม่ไหว วิวรรธน์กับคฑารัตน์อโหสิกรรมให้นรสิงห์แต่โดยดี เช่นเดียวกับรัดเกล้า มีเพียงสถบดีที่ยังทำใจไม่ได้ รัดเกล้าไม่อยากให้คนรักเจ้าคิดเจ้าแค้นเลยช่วยพูด

“คนเราจะก้าวไปข้างหน้าได้ยังไงคะ ถ้ายังยึดอดีตไม่ยอมปล่อย ปล่อยมันไปเถอะค่ะ เราแก้ไขอดีตไม่ได้”

สถบดีไม่อาจทานความปรารถนาของคนรักเลยอโหสิกรรมให้นรสิงห์ กระสุนหลายนัดที่พัทธยายิงก่อนหน้ากระเด็นออกมาทีละอันพร้อมเลือดไหลทะลัก ชายชราเริ่มรู้สึกเจ็บปวดแต่ยังยิ้มด้วยความยินดีที่หลุดพ้นจากคำสาปเสียที ทันใดนั้น...ร่างงดงามของพระเพ็งในรูป หญิงสาวก็ปรากฏตัวขึ้น

“จักรวาลนี้จะดำรงอยู่ได้ด้วยทุกสรรพสิ่งมีความเคารพต่อกัน ความยิ่งใหญ่ต้องเกิดจากกรรมดี จงทำดีและเมตตาต่อกัน ณ ที่แห่งนี้ก็จะสงบสุขได้นานเท่านาน”

นรสิงห์สำนึกในบาปกรรมที่ทำมาและค่อยๆหมดลมหายใจ สถบดี รัดเกล้า วิวรรธน์และคฑารัตน์มองมาด้วยความยินดีที่ชายชราได้ไปสู่ภพภูมิอันควร ส่วนพระ-เพ็งก็ยิ้มอ่อนโยนและลอยหายขึ้นไปบนท้องฟ้า

หลายวันต่อมาทั้งสี่ก็ไปทำสังฆทาน อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้นรสิงห์ พัทธยาและเพชรดา เมื่อเสร็จสิ้น...สี่หนุ่มสาวก็แยกไปเดินเล่นเป็นคู่ๆ คฑารัตน์กับวิวรรธน์...แม้จะทะเลาะเถียงกันเหมือนเคยแต่ก็รู้สึกดีและเปิดใจต่อกันมากขึ้น ส่วนรัดเกล้ากับสถบดีเข้าใจกันดีและยิ้มน้อยๆเมื่อนึกถึงเรื่องในอดีต

“เพราะมีดเล่มนั้นที่นรสิงห์เอาชีวิตดาราน้อย เหมือนฆ่าเกล้าแล้วก็คุณไปด้วย เราถึงเจ็บหน้าอก เหมือนกัน”

“ไม่ว่าเจ็บแค่ไหน เราก็จะไม่แยกจากกัน เพราะไม่ว่ากี่พันปี พระเพ็งก็ให้เราเป็นชีวิตและจิตวิญญาณเดียวกัน”

สี่หนุ่มสาวเดินเล่นอย่างสุขใจพร้อมรอยยิ้มอบอวล ยินดีเหลือเกินที่ทุกคนหลุดพ้นจากบ่วงกรรมและคำสาป...

ooooooo

–อวสาน–

สาปพระเพ็ง ตอนที่ 13

อ่านเรื่องย่อ
นิยายไทยรัฐ
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement