advertisement

อุบัติเหตุ ตอนที่ 20

บทประพันธ์ กนกเรขา จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 โดย นันทกร
8 ม.ค. 2556 15:31

อารุมอาสาไปที่บ้านแววอย่างเร่งด่วน สอบถามคนข้างบ้านได้ความว่าแววกับหงวนไปต่างจังหวัด แต่พอเดินกลับมามองเข้าไปในบ้านอีกทีก็เห็นชีพกำลังลุกลี้ลุกลนอยู่ข้างใน

เมื่อ อารุมส่งเสียง ชีพตกใจมากรีบคว้ากระเป๋าปีนรั้วออกไปทางหลังบ้าน อารุมไล่ตามไม่ลดละ แล้วโดนชีพใช้ไม้ฟาดกลางหลังจนล้มกลิ้ง ก่อนที่มันจะวิ่งไปขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างหนีไป

ชีพใช้ปืนบังคับจี้ มอเตอร์ไซค์หลบเข้าซอย โดยมีอารุมขับรถตามทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บ ในที่สุดชีพก็จนมุมเพราะหนีไปเจอตำรวจโดยบังเอิญ...หลังจากชีพโดนตำรวจ จับกุมตัวไปแล้ว อารุมนำกระเป๋าใส่ของมีค่าที่ชีพขนออกจากบ้านกลับมาให้วิศนี ซึ่งเธอยืนยันว่าเป็นของแววทั้งหมด

“ความทรงจำคุณกลับมาแล้วเหรอครับ” อารุมถามอย่างจับผิด วิศนีชะงักและพยายามคิดหาเหตุผล บอกว่าเคยเห็นแม่ใส่ “แม่คุณใส่มาหมดนี่เลยเหรอครับ”

“คุณจะมาคาดคั้นอะไรฉัน” วิศนีทำโกรธกลบเกลื่อน แล้วลุกหนีไปยืนหันหลังให้ ไม่กล้าสู้หน้าเขา

อีก มุมหนึ่งในบ้าน อำนวยยืนมองวิศนีกับอารุมคุยกัน กรแก้วเดินเข้ามาเมียงมองก่อนตั้งคำถามกับอำนวยว่า แน่ใจแล้วหรือที่จะเปิดทางให้เขาสองคนอยู่ด้วยกัน

“ผมควรจะขัดขวางเหรอ ในเมื่อเราก็รู้กันดีอยู่ว่าพวกเขาผูกพันกันมากแค่ไหน ผมเกือบจะพลาดไปที่คิดจะบังคับจิตใจวิศนีแต่งงานกับคนอื่น โดยไม่รู้ว่าผู้ชายที่ผมเลือกเป็นคนเลวร้าย ส่วนคนที่ผมพยายามปฏิเสธเพราะเห็นว่าไม่คู่ควรกับลูก ที่แท้แล้วก็คือคนที่เหมาะสมกับแกที่สุด”

“ถ้าเป็นเรื่องนั้น ฉันก็ผิดเองที่ชักนำคุณหญิง

อวลอบกับลูกชายเข้ามาโดยไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน”

“เราต่างก็ผิดทั้งคู่ที่เกือบจะทำให้ชีวิตวิศนีตกนรก เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรที่ทำได้หลังจากนี้ให้ลูกมีความสุข ผมก็จะทำ”

“แต่คุณวิศนีเธอไม่ได้รักอารุมแล้วนะคะ”

“เพราะแกจำอารุมไม่ได้ใช่ไหม ก็คงต้องให้เวลา หรือไม่ก็ปล่อยให้อารุมพยายามรื้อฟื้นเรื่องของพวกเขาขึ้นมาให้ได้”

“ไม่ใช่ค่ะ คุณวิศนีไม่ได้ความจำเสื่อม แต่เธอเลือกที่จะไม่จำเรื่องของเธอกับอารุม”

กรแก้วตัดสินใจเล่าเรื่องราวให้อำนวยฟัง...เป็นเวลาที่อารุมกำลังดักหน้าดักหลังวิศนี เหมือนจะค้นหาความจริงที่เธอปิดบัง

“ผมแค่แปลกใจว่าทำไมคุณจำบางเรื่องได้ แต่เรื่องของผม คุณกลับจำไม่ได้”

“อาจจะเป็นเพราะเรื่องที่เกี่ยวกับคุณมันมีความทรงจำที่เลวร้ายจนสมองฉันไม่ยอมเปิดรับอีกมั้งคะ”

“มัน ไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกครับ สำหรับผมมันเป็นความทรงจำที่มีค่า...ตอนนี้เรื่องร้ายๆมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว คุณน่าจะรู้ว่าที่ผ่านมาผมจริงใจแล้วก็หวังดีกับคุณจริงๆ ไม่มีอะไรเคลือบแฝงอย่างที่โยธินกับแม่พยายามเป่าหูคุณ ทำไมคุณถึงไม่ให้โอกาสผมบ้าง”

“ฉันเพิ่งจะยกเลิกงานแต่งงานเพราะเจ้าบ่าวถูกตำรวจจับ คุณคิดจะให้ฉันเปิดรับผู้ชายคนใหม่แล้วเหรอ คุณคิดว่าฉันเป็นคนยังไง”

“จะต้องให้ผมทำยังไง คุณถึงจะเข้าใจว่าเราไม่ใช่คนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน”

“ไม่ต้องทำยังไง แค่อย่าพยายามจะดีกว่า”

“ผมจะคิดว่าคุณแค่เหนื่อยถึงพูดแบบนี้ออกมา พักผ่อนเถอะครับ แล้วผมจะมาใหม่วันหลัง”

อารุมหันหลังเดินคอตกออกไป วิศนีเพิ่งสังเกตเห็นที่หลังของเขามีเลือดซึมเป็นทางยาว

“คุณอารุม...หลังคุณเป็นอะไร เลือดซึมเป็นทางเลย”

“คงเป็นตอนที่ชีพมันเอาไม้ฟาดผมน่ะ ไม่เป็นไรหรอก”

“เดี๋ยวก่อน ไหนๆคุณก็เจ็บตัวเพื่อจะช่วยแม่ฉัน เดี๋ยวฉันจะทำแผลให้”

วิศนีกุลีกุจอไปเอาอุปกรณ์ทำแผล อารุมถอดเสื้อแล้วนอนคว่ำ อมยิ้มน้อยๆอย่างรู้สึกดีที่เธอห่วงใย

“คุณห่วงผมเหรอ”

“เปล่าซะหน่อย”

“ถ้าคุณไม่ห่วง คุณคงปล่อยให้ผมกลับไปทั้งที่เลือดออกเต็มหลังแล้ว”

วิศนีหยุดทำแผลทันที อารุมลุกขึ้นนั่งเผชิญหน้า จับมือเธอ พลางส่งสายตาวิงวอน

“วิศนี...ยอมรับเถอะครับว่าคุณยังพอจะรู้สึกอะไรกับผมอยู่บ้าง ต่อให้คุณจำได้ไม่หมดทุกอย่าง แต่ก็มีอะไรระหว่างเราที่คุณรู้สึกคุ้นเคยใช่ไหม”

“ไม่ใช่ ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย ที่ทำแผลให้คุณก็เพราะเห็นแก่น้ำใจของคุณ ถ้าคุณยังตื๊อจะคิดเข้าข้างตัวเอง ฉันก็คงทำให้ไม่ลง”

“ไม่จริง คุณจะปฏิเสธใจตัวเองไปถึงไหน คุณยังรักผมอยู่ ผมเชื่ออย่างนั้นนะวิศนี”

อารุมดึงเธอมากอดแน่น วิศนีผลักไสแล้วตบหน้าเขาด้วยความโมโห “คนฉวยโอกาส อย่าทำให้ฉันเกลียดคุณไปมากกว่านี้เลย”

หญิง สาวเดินหนีไปแล้ว อารุมถอนใจหนักหน่วง... กลับออกไปด้วยความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า อำนวยไม่รู้ว่าทั้งคู่คุยอะไรกัน แต่เห็นวิศนีร้องไห้หลังจากอารุมออกรถไปแล้ว

“หนูเป็นคนไล่เขาไปเอง แล้วทำไมถึงร้องไห้” อำนวยเดินเข้ามาโอบไหล่ลูกสาว “พ่อรู้เรื่องจากคุณ

กรแก้วหมดแล้ว ทำไมถึงทำอย่างนี้ล่ะ หนูทำร้ายหัวใจตัวเองทำไม”

“มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะพ่อ หนูกับเขาไม่ควรจะลงเอยกัน”

“ทำไมล่ะ พ่อก็เห็นว่าเขารักหนูมาก”

“เขาไม่ได้รักหนูหรอกค่ะ เขาแค่รู้สึกผิดเท่านั้น รู้สึกผิดที่เขาเคยทำร้ายหนูเอาไว้”

“หนูรู้ได้ยังไง”

“คน เราจะรักผู้หญิงที่ทำให้แฟนของตัวเองตายได้เหรอคะพ่อ ขนาดหนูยังตะขิดตะขวงใจตัวเองเลย อารุมก็เหมือนกัน วันนี้เขาอาจจะพยายามลืม แต่เรื่องที่เกิดขึ้นมันก็เหมือนแผลเป็นที่ไม่มีวันหายไป แต่เมื่อไหร่ที่สายตาเหลือบไปเห็น มันก็อดไม่ได้ที่จะเจ็บแปลบขึ้นมาอีก”

“มัน ไม่ใช่เหตุผลที่หนูจะลงโทษตัวเองเลยนะ หนูควรจะปลดปล่อยความรู้สึกผิดนั้นออกไป ไม่ใช่อุ้มมันเอาไว้ แล้วก็โยนสิ่งที่ควรจะเป็นความสุขทิ้ง”

“หนูไม่แน่ใจว่าหนูสมควรจะมีความสุข”

“เพราะ อย่างนี้นี่เอง หนูถึงไม่ขัดขืนตอนที่พ่อจะให้หนูแต่งงานกับโยธิน...วิศนี ชีวิตคนเรามันไม่ได้ยืนยาว ความทุกข์ความสุขมันวนเวียนอยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ หนูก็มีสิทธิ์ที่จะได้สัมผัสทั้งสองด้านของชีวิต พ่อเชื่อว่าหนูผ่านช่วงที่ได้รับบทเรียนชีวิตมาแล้ว หนูควรจะให้อภัยตัวเองได้แล้วนะ”

วิศนีนิ่งเงียบ ไม่ตอบรับหรือต่อต้านใดๆอีก

ooooooo

เมื่อรู้ว่าอารุมกับวิศนียังไม่คืนดีกันเสียที เดช-ชาติกับนีรนุชจึงวางแผนช่วยเหลือ โดยชวนวิศนีมากินข้าวฝีมือแม่ของเดชชาติ แล้วแอบวางยานอนหลับในเครื่องดื่มจนเธอหมดสติ ก่อนจะให้อารุมอุ้มขึ้นรถมุ่งหน้าไปจังหวัดตราดเพื่อฟื้นความทรงจำที่มีต่อกัน

ไม่ทันถึงตราด วิศนีรู้สึกตัวและโวยวายไปตลอดทางเพราะถูกมัดมือและปิดตา กระทั่งถึงบ้านวิโรจน์ อา- รุมรวบรัดพาเธอลงเรือไปที่เกาะพร้อมเสบียงที่เพ็ญเตรียมไว้ให้ แล้วพยายามรื้อฟื้นความทรงจำโดยไม่รู้ว่าความจริงวิศนีไม่ได้ความจำเสื่อม

หลายครั้งที่วิศนีทำให้อารุมคลางแคลงใจและคอยจับผิด แต่เธอก็หาข้ออ้างเอาตัวรอดได้ตลอด จนกระทั่งถึงเวลากินอาหาร เธอห้ามเสียงหลงไม่ให้เขากินน้ำพริกเผาที่มีกุ้งแห้งเป็นส่วนผสม เพราะรู้ว่าเขาแพ้กุ้ง กินเข้าไปทีไรอาการหนักทุกที

“คุณจำได้จริงๆด้วยว่าผมแพ้กุ้ง ที่จริงคุณไม่เคยลืมเรื่องของผมเลยใช่ไหม”

อารุมยิ้มร่า ขณะที่วิศนีหน้าเหวอ รู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว แก้ตัวไม่ออกรีบลุกขึ้นเดินหนี โดยมีอารุมก้าวตามมาสวมกอดเธอด้วยความตื่นเต้นยินดี

“ผมดีใจนะครับที่คุณยังจำได้ แล้วที่สำคัญมันทำให้ผมเห็นว่าคุณเป็นห่วงผม”

“ในเมื่อคุณหายสงสัยแล้วก็พาฉันกลับบ้านเถอะ”

“ทำไมคุณต้องโกหกผมด้วย”

“เพราะฉันอยากให้คุณลืมฉันให้ได้เหมือนกัน เราจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ของตัวเอง โดยไม่ต้องทรมานจิตใจกันอีก”

“ผมไม่มีวันจะลืมคุณ เหมือนที่คุณเองก็ไม่มีวันจะลืมผมได้”

“แต่เรื่องของเราไม่มีทางจบลงด้วยดี”

“ถ้าเป็นก่อนหน้านี้อาจจะยาก แต่ตอนนี้อะไรๆก็คลี่คลายลงไปแล้ว คุณพ่อคุณก็ยอมรับผม”

“คุณยังมีคุณกุสุมา”

“ผมไม่ได้คิดอะไรกับกุสุมานะ”

“แต่เธอรักคุณมากจนฉันไม่อยากจะทำร้ายเธอ เหมือนที่ฉันทำร้ายคุณนนทางอ้อมมาแล้ว”

“ผมจะคุยกับกุสุมาเอง เพื่อนแท้น่าจะดีใจที่เห็นเพื่อนมีความสุข ผมมั่นใจว่ากุสุมาต้องเข้าใจ แต่

ที่สำคัญคุณต้องให้โอกาสผม ให้โอกาสเราสองคนได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งนะครับ”

วิศนีแววตาอ่อนลง พยักหน้ารับแทนคำตอบ อารุมมีความสุขเหลือล้น กอดและหอมเธออย่างรักใคร่...หลังจากนั้นทั้งคู่พากันกลับกรุงเทพฯ อารุมขับรถไปส่งวิศนีที่บ้าน โดยไม่รู้ว่ากุสุมาซุ่มมองด้วยความอิจฉาริษยาวิศนี

ยิ่งเห็นความหวานชื่นของทั้งคู่ ทำให้กุสุมาทนไม่ไหว ปรากฏตัวด้วยท่าทีขึงขังเหมือนจะทำร้ายวิศนี

“สุ! คุณมาทำอะไรที่นี่”

“ก็มาดักรออารุมน่ะสิ สุนึกแล้วเชียว พองานแต่งงานมันล้มเลิก อารุมจะต้องรีบตามมาต่อคิวมัน”

“คุณกุสุมา...กรุณาระวังคำพูดของคุณด้วยนะคะ”

“ฉันไม่ระวัง คนอย่างเธอมันก็ผู้หญิงหน้าด้าน ไม่มีสามัญสำนึก ฆ่าคนตายแล้วยังจะมีหน้ามาเอาแฟนเขาไปกก”

“หยุดได้แล้วสุ ยิ่งคุณทำอย่างนี้ มันยิ่งทำให้คุณดูน่ารังเกียจกว่าเดิมเสียอีก”

“นี่อารุมเห็นค่ามันมากกว่านนใช่ไหม”

“เลิกเอานนมาอ้างได้แล้ว นนไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณใช้ประโยชน์จากนนมากเกินไปแล้ว หยุดสักที ในสายตาของผมตอนนี้คุณไม่ใช่เพื่อนของนนด้วยซ้ำ ผมเคยคิดจะคุยกับคุณดีๆ เพื่อเห็นแก่ความเป็นเพื่อนของเรา แต่ถึงตอนนี้ผมคิดว่าจิตใจที่เต็มไปด้วยความริษยาของคุณคงไม่เปิดรับฟังอะไรทั้งนั้น กลับไปซะเถอะ อย่ามาเกี่ยวข้องกับเราสองคนอีกเลย”
อารุมพูดพลางจับมือวิศนีไว้ แล้วจะพาเดินเข้าบ้าน กุสุมามองอย่างเจ็บใจ น้ำตาไหลซึมออกมา

“อารุม...อารุมเกลียดสุแล้วเหรอ” กุสุมาถลาไปจับมือเขา พอเขาสะบัดหนี ก็ยิ่งฟูมฟายพาลใส่วิศนี “เพราะแก เพราะแกคนเดียวนังวิศนี”

กุสุมาถลันเข้าไปจิกผมจะตบตีวิศนี แต่อารุมเข้าขวางแล้วผลักเธอจนล้มลงก่อนพาวิศนีเข้าบ้านโดยไม่ฟังเสียงกรีดร้องโหยหวนของกุสุมา ที่ชักดิ้นชักงออยู่กับพื้น...

วิศนีไม่สบายใจกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น สักครู่อารุมเข้ามาบอกเธอว่าประยุทธพากุสุมาไปส่งบ้านแล้ว

“คุณกุสุมาเกลียดฉันมาก คงไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอกค่ะ”

“ป้าของสุเคยบอกว่าอยากพาสุไปพบจิตแพทย์ เพราะสุเป็นคนเครียดจัดมานานแล้ว บางทีก็เหมือนมีสองบุคลิก อารมณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาง่าย ท่านกลัวว่าสุจะเตลิดไปมากกว่านี้ ผมจะลองไปปรึกษาท่านดู”

“ฉันสงสารเธอนะคะ แต่ฉันก็...กลัวเธอ”

“ผมเข้าใจ ผมจะปกป้องคุณเองนะ”

วิศนีค่อยยิ้มออก เบาใจเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของอารุม...หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้น ทั้งคู่ไปที่บ้านเดชชาติ วิศนีไหว้ขอโทษพิมที่ทำให้เข้าใจผิดว่าตนความจำเสื่อม

“โถ...ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”

“ไม่เป็นไรได้ยังไงแม่ แม่ทุบผมฟรีตั้งหลายที” เดชชาติท้วงขึ้นมา พิมเลยหันขวับไปจ้องตาเขียว

“แกมันก็สมควรโดนแล้ว มีอย่างที่ไหน คิดแผนวางยาคุณวิศนี”

“นุชกับพี่ชาติต้องขอโทษคุณวิศนีอีกครั้งนะคะ ถ้าวิธีของพวกเรามันเกินกว่าเหตุไปหน่อย”

“คุณวิศนีไม่โกรธหรอก...จริงไหมจ๊ะ” อารุมถือโอกาสโอบวิศนีโชว์ทุกคน

“ไม่โกรธหรอกค่ะคุณนุช เพราะฉันควรโกรธคุณมากกว่า ที่ลากคนโน้นคนนี้มาวุ่นวายไปด้วย”

“อ้าว...ผมผิดเหรอเนี่ย ก็คุณหลอกผมก่อน” พูดแล้วเห็นสีหน้างอนๆของวิศนี ก็รีบกลับคำ “จ้า...ผิดก็ได้จ้า”

ทุกคนเห็นอารุมกับวิศนีเข้าใจกันได้ก็ยิ้มหน้าบานไปตามกัน...พอมีโอกาสคุยกันสองคนประสาเพื่อนสนิท เดชชาติอดแซวอารุมไม่ได้ว่า ยังไม่ทันไรก็ส่อแววกลัวเมียซะแล้ว

“ยังไงก็กลัวเพราะรักแหละวะ”

“แล้วคุยกับว่าที่พ่อตาหรือยัง”

“ฉันไม่อยากรีบร้อน เดี๋ยวมันจะดูไม่ดี”

“ทำไมวะ”

“ก็กว่าจะมาลงเอยแบบนี้ได้ ฉันก็ทำให้คุณวิศนีกับครอบครัวเจ็บมาเยอะ ถ้าฉันหน้าด้านเข้าไปพูดเรื่องเธอตอนนี้ มันจะเหมือนกับฉันอยากสบาย อยากเป็นลูกเขยท่านจนตัวสั่น”

“คิดมากน่า ฉันว่าท่านประธานไม่ได้คิดอะไรกับแกแล้วนะเว้ย ไม่งั้นคงไม่ให้เหยียบบ้านแล้ว...เชื่อฉันเถอะอารุม ตอนนี้ไฟเขียวผ่านตลอด ถ้าแกไม่ขยับตัวทำอะไร มันก็จะกลายเป็นว่าแกไม่จริงจังกับคุณวิศนี...ถ้าผู้หญิงคนนี้คือคนที่แกอยากจะร่วมชีวิตด้วย แกก็ต้องทำให้เธอกับครอบครัวมั่นใจในตัวแกนะ”

อารุมนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แล้วมองไปที่วิศนีกับน้องๆของเดชชาติที่เล่นฟุตบอลกันอย่างสนุกสนาน อดใจไม่ไหวต้องเข้าไปแจม...

ส่วนในบ้าน นีรนุชช่วยพิมล้างถ้วยจาน ทั้งคู่มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นภาพความสุขของอารุมกับวิศนีแล้วพลอยยิ้มอย่างเป็นปลื้ม ชื่นชม

“ป้าดีใจนะที่ทั้งคุณวิศนีกับอารุมมีความสุขซะที ทีนี้ก็เหลือนุชกับเจ้าชาตินี่แหละ”

คำพูดของพิมเล่นเอานีรนุชสะดุ้งทำจานหลุดมือตกแตก รีบขอโทษขอโพยหน้าตาตื่น

“ใจลอยอะไรล่ะลูก”

“เมื่อกี้ป้าพูดว่าไงนะคะ”

“ป้าบอกว่าก็เหลือหนูกับเจ้าชาติสองคน ที่ยังไม่ลงเอยกันซักที หนูไม่สนใจลูกชายป้าบ้างเหรอ”

นีรนุชหน้าแดงขวยเขิน พิมเห็นแล้วเข้าใจไปอีกอย่าง

“เอ้า...ไม่เป็นไร เจ้าชาติมันอาจจะไม่ใช่สเปก เอาไว้หนูเจอคนถูกใจเมื่อไหร่พามาให้ป้ารู้จักบ้างแล้วกันนะ”

พิมล้างจานต่อ ไม่ได้สนใจอีก เลยไม่เห็นว่านีรนุชเหลือบมองด้วยสีหน้าซึมๆ แอบบ่นในใจว่า

“ป้าขา...ไม่ใช่ว่าหนูไม่สนใจลูกชายป้า แต่ลูกชายป้าต่างหากที่ไม่เคยสนใจหนูเลย”

ooooooo

นีรนุชแอบรักเดชชาติ ขนาดเพื่อนร่วมงานที่บริษัทยังมองออก แต่เดชชาติกลับทำเหมือนไม่รู้เรื่อง แถมยังพูดจาไม่ระวังปากทำให้นีรนุชเสียใจโดยไม่รู้ตัว...หาว่าเธอเป็นเด็กกะโปโล ไม่คู่ควรเป็นแฟน เพราะคนอย่างเขาถ้าจะมีแฟนต้องเลือกที่พึ่งพาได้

นีรนุชแอบได้ยิน แทบจะร้องไห้ด้วยความเสียใจ แต่พอถึงคืนวันงานฉลองครบรอบ 20 ปีของบริษัท ซึ่งอำนวยจัดงานเลี้ยงอย่างอบอุ่นกันเองที่บ้าน เดชชาติกลับมองนีรนุชเปลี่ยนไป เพราะคืนนี้เธอสวยมากในชุดของวิศนีที่ให้ยืม เนื่องจากชุดเดิมที่ใส่มาจากบ้านโดนแขกคนหนึ่งทำเครื่องดื่มหกใส่

เมื่อมีหนุ่มหน้ามนคนอื่นมาขอนีรนุชเต้นรำ เดช–ชาติจึงยอมไม่ได้ บอกว่าตนจองสาวคนนี้ไว้ก่อนแล้ว ฝ่ายอารุมกับวิศนีก็หวานใส่กันเหลือเกิน เขามีสร้อยคอมามอบให้เธอเหมือนเป็นการจับจอง ส่วนแหวนที่เข้าชุดกัน สัญญาจะให้ในวันแต่งงาน

ก่อนที่วิศนีกับอารุมจะออกไปเต้นรำร่วมกับคู่อื่นๆ อำนวยมีโอกาสเข้ามาคุยกับอารุมตามลำพัง

“เราทำงานด้วยกันมากี่ปีนะอารุม”

“ก็ประมาณ 6 ปีครับ”

“6 ปีเองเหรอ ผมนึกว่าคุณอยู่มานานกว่านั้นซะอีก เพราะผมรู้สึกว่าเราคุ้นเคยกันมากเหลือเกิน...คุณจะว่ายังไง ถ้าผมจะบอกว่าห้องผู้จัดการฝ่ายขายยังว่างอยู่ แล้วเราก็ต้องการคนทำงานเก่งๆกลับไปรับผิดชอบเหมือนเดิม”

“แต่ว่าผมเคย...”

“ผมจำไม่ได้แล้วล่ะว่ามันเคยมีอะไรเกิดขึ้น รู้แต่ว่าตั้งแต่วันนั้นผมก็เสียลูกน้องมือดีไปคนหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมยังเสียดายมาจนถึงทุกวันนี้...ลองเก็บไปคิดดูนะ ถ้าคุณไม่ได้รังเกียจบริษัทของเรา”

อำนวยทิ้งท้ายแล้วตบไหล่อารุมก่อนเดินแยกไปทักทายลูกน้องคนอื่นๆด้วยรอยยิ้ม ขณะทุกคนกำลังสนุกสนานกันเต็มที่ ไม่มีใครคาดคิดว่ากุสุมาซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด จ้องมองไปยังวิศนีกับอารุมที่เต้นรำหยอกล้อกันอย่างมีความสุข

กุสุมาพกพาความเจ็บแค้นมาเต็มพิกัด หมายสังหารวิศนีไม่ให้ได้สมหวังกับอารุม ขณะเธอเล็งปืนใส่เป้าหมาย เดชชาติเห็นโดยบังเอิญ เขาร้องบอกวิศนีและอารุมพร้อมๆกับตัวเองกระโดดเข้าไปผลักทั้งคู่หลบกระสุน

เสียงปืนดังปัง! ทุกคนในงานกรีดร้องแตกฮือ วิ่งหาที่กำบังกันอลหม่าน เพราะกุสุมาถือปืนส่ายไปมาเหมือนคนบ้า แต่ก่อนที่เธอจะลั่นไกอีกครั้ง มีฝรั่งคนหนึ่งพุ่งเข้าชาร์ต พร้อมกับร้องบอกให้โทร.แจ้งตำรวจ กุสุมาเลิ่กลั่กหวาดกลัว กระทืบเท้าฝรั่งหนุ่มแล้ววิ่งหนีเอาตัวรอดออกจากบ้านไปทันที

ที่แท้ฝรั่งคนนี้คือแอนโธนี่เพื่อนสนิทของวิศนีนั่นเอง ทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่วิศนีอยู่อังกฤษ และตอนนี้แอนโธนี่ถูกส่งมาเป็นผู้บริหารโรงแรมของคุณหญิงอวลอบที่ขายให้ฝรั่งไป

อารุมเห็นความสนิทสนมของวิศนีกับเพื่อนเก่าแล้วไม่ค่อยชอบใจนัก ขอตัวไปดูเดชชาติที่เพื่อนร่วมงานพาส่งโรงพยาบาลหลังรู้ว่าเขาได้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ

เดชชาติแค่โดนกระสุนถากแขน แต่เป็นลมเพราะเห็นเลือด ส่วนนีรนุชก็ไม่รู้อะไร เอาแต่ร้องไห้กลัวเดชชาติตาย ยิ่งพอเห็นบุรุษพยาบาลเข็นศพคลุมผ้าออกจากห้องฉุกเฉิน เกิดเข้าใจผิดไปเอง ฟูมฟายน้ำตาเป็นการใหญ่ กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เดชชาติก็กอดศพนั้นอยู่นานสองนาน

“ชาติไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก กระสุนถากที่แขนนิดเดียว แต่ที่สลบไปเพราะเห็นเลือดตัวเอง” อารุม ชี้แจงขณะนั่งอยู่ต่อหน้าพวกนีรนุช และเดชชาติที่ทำแผลเรียบร้อยแล้ว

“ก็ฉันนึกว่าตัวเองจะตายนี่...ขอโทษนะ” เดชชาติยิ้มเจื่อนๆ

“โธ่เอ๊ยยายนุช แล้วเธอไปกอดศพใครเนี่ย” ลูกเกดทำท่าขนลุกขนพอง ยุพเยาว์กับชมพู่พลอยเป็นไปด้วย ส่วนเดชชาติหัวเราะหึๆ ลูบศีรษะนีรนุชไปมา

“เด็กเอ๊ย...เฟอะฟะตามเคยนะเรา”

พลันนีรนุชลุกพรวดขึ้น จากที่อายเพราะหน้าแตก เจอเดชชาติหัวเราะก็ปรี๊ดด้วยความน้อยใจ

“ขอโทษนะคะที่ความห่วงใยของนุชมันมีค่าแค่ความเฟอะฟะ”

ทุกคนชะงักที่อยู่ๆนีรนุชของขึ้น รับไหว้แทบไม่ทันเมื่อเธอบอกลาแล้วเดินลิ่วออกไปโบกแท็กซี่กลับบ้าน โดยที่เดชชาติก็ตามไม่ทัน

นีรนุชนั่งสะอื้นไปในรถแท็กซี่ น้อยใจที่เดชชาติเห็นความห่วงใยของตนเป็นเรื่องตลก พอกลับถึงบ้านเป็นจังหวะที่ป้าโทร.มาจากสิงคโปร์ นีรนุชรับสายแล้วพูดคุยอะไรบางอย่างกับป้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ooooooo

วันรุ่งขึ้น เดชชาติรีบมาทำงาน นึกว่าจะเจอนีรนุช ที่ออกจากบ้านแต่ไก่โห่...นานเข้ายังไม่เห็นมาจึงเดินไปถามชมพู่กับลูกเกด ได้คำตอบว่านีรนุชโทร.มาลา งานบอกว่ามีธุระ
นีรนุชไปรอรับป้าที่มาจากสิงคโปร์ ตกเย็นเดชชาติเลิกงานกลับบ้านถึงรู้จากน้องๆว่านีรนุชมีป้ามาค้างด้วยที่บ้าน ที่สำคัญเขาจะมาชวนหลานสาวไปอยู่ด้วย

เดชชาติฟังแล้วสีหน้าไม่สู้ดี พอมาได้ยินกับหู ตัวเองยิ่งใจหาย เพราะนีรนุชตั้งใจแล้วว่าจะไปยื่นใบลา ออกที่บริษัท

“นี่แสดงว่าเป็นเรื่องจริง นุชจะไปอยู่กับป้าเหรอ”

“ป้าชวนนุชไปเรียนต่อโท แล้วก็จะให้ช่วยดูแลร้านอาหารที่โน่นด้วย”

“จะเรียนโทก็เรียนที่นี่ได้นี่นา มหาวิทยาลัยตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวพี่ช่วยติวสอบเข้าก็ได้”

“อย่าเลยค่ะ นุชอยากไปเรียนที่โน่นมากกว่า”

“ทำไมล่ะนุช ถ้านุชไปแล้วบ้านนี้ล่ะ”

“นุชจะขาย”

“ไม่ได้นะ นุชจะขายบ้านนี้ไม่ได้นะ เราอยู่ด้วยกันมาตั้งนาน”

หญิงสาวน้ำตารื้น อดใจหายไม่ได้เหมือนกัน แต่พยายามทำใจแข็ง

“ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องมีวันเปลี่ยนแปลงนะพี่ชาติ อยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น นุชไม่มีใครเหลืออีกแล้ว พ่อ แม่ พี่สาวนุชก็ไม่อยู่แล้ว นุชไม่มีอะไรผูกพันกับที่นี่อีก”

“แล้วพี่ล่ะ”

“เราก็เป็นแค่เพื่อนบ้านกันเท่านั้นไม่ใช่เหรอคะ” พูดจบเธอเดินหนีเข้าบ้าน ทิ้งเดชชาติยืนอึ้ง มองตามด้วยความสับสน...ในที่สุดต้องไปปรับทุกข์กับอารุมอย่างเร่งด่วน

“ฉันไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆนุชถึงบุ่มบ่ามตัดสินใจ จะปรึกษาฉันสักคำก็ไม่มี อยู่ๆก็จะไปซะงั้น”

“ฉันว่ามันก็ดีเหมือนกันนะ นุชจะได้มีโอกาสเรียนต่อโท แล้วญาติทางโน้นก็มีร้านอาหารของตัวเองด้วยไม่ใช่เหรอ นุชคงทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยได้”

“เฮ้ย นี่ฉันมาเล่าให้ฟังเพื่อจะให้แกช่วยหาทางยับยั้งยายนุชนะเว้ย ไม่ใช่ช่วยเชียร์ให้ไป”

“ฉันก็พูดไปตามประสาคนเป็นพี่ชาย ไม่มีพี่ที่ไหนไม่อยากให้น้องได้ดีหรอก”

“แล้วอยู่ที่นี่มันจะไม่ได้ดียังไงวะ”

“โอกาสมันก็ต่างกัน ถ้านุชมีโอกาสที่ดีกว่าทางนี้ แล้วตัวเขาก็อยากไป แกจะไปขัดขวางเขาทำไม”

“ก็ฉันไม่ชินถ้าจะไม่มียายตัวยุ่งคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ คอยเขย่ากระป๋องให้ฉันเปิดหน้าต่างไปคุยด้วยดึกๆดื่นๆ หรือคอยพรวดพราดเข้ามาปลุกฉันถึงในห้องตอนฉันนอนแก้ผ้า ถ้านุชไปอยู่ที่อื่น ฉันคงเหงาน่าดู”

“แค่นั้นเองเหรอวะชาติ แกกลัวว่าตัวเองจะเหงา เลยอยากผูกนุชไว้ใกล้ๆแก แค่นั้นเองเหรอ นุชเป็นคนมีหัวจิตหัวใจนะเว้ย ถ้าแกเห็นค่าเขาแค่นั้น ฉันไม่เห็นด้วยว่ะที่แกจะรั้งเขาไว้ แต่ถ้าในใจแกมีอะไรมากกว่านั้นที่อยากรั้งนุชเอาไว้...ค้นหามันให้เจอ แล้วบอกให้นุชรู้ซะ ตอนที่ยังมีโอกาส นุชอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้”

เดชชาติหน้ายุ่ง นิ่งไปอย่างครุ่นคิด แต่แล้วก็ปรับสีหน้าเป็นปกติ ถามถึงวิศนีเมื่ออารุมเดินออกมาส่งที่หน้าคอนโดฯ

อารุมได้ยินชื่อวิศนีก็มีสีหน้าเซ็งๆขึ้นทันที บ่นให้เดชชาติฟังว่าช่วงนี้เธอไม่ค่อยมีเวลาเจอตนเลย มัวแต่ขลุกอยู่กับเพื่อนฝรั่ง

“นี่อย่าบอกนะเว้ยว่าแกหึง”

“ก็มันน่าหึงนี่” อารุมหลุดปาก แต่พอเห็นเพื่อนมองยิ้มๆ ก็รีบตัดบท “เอาเหอะ ฉันจะจัดการเรื่องของฉันเอง แกไปจัดการเรื่องตัวเองให้เรียบร้อย โชคดีเว้ย”

เดชชาติพยักหน้า เดินจากมาไม่กี่ก้าวก็ถอนใจดังเฮือก กลุ้มเรื่องตัวเองไม่จบสิ้น!

ooooooo

ในที่สุด นีรนุชก็ตัดสินใจไปสิงคโปร์กับป้า แต่ไม่ทันขึ้นเครื่อง เดชชาติกับอารุมตามมาที่สนามบินแต่ตามหาเธอเท่าไหร่ก็ไม่พบ กระทั่งเดชชาติคิดว่าหญิงสาวไปแล้ว จึงส่งข้อความเข้ามือถือของเธอเสียยืดยาว เนื่องจากรู้ใจตัวเองแล้วว่าคิดอะไรยังไงกับเธอกันแน่

“สวัสดีจ้ะนุช กว่านุชจะได้ยินข้อความนี้ นุชคงจะไปถึงสิงคโปร์โดยสวัสดิภาพแล้วสินะ พี่ยินดีด้วยนะ กับโอกาสในการไปพบโลกใบใหม่ของนุช เสียดายที่พี่ไม่มีโอกาสได้ส่งนุช ทั้งที่พี่ไปถึงสนามบินแล้ว และที่พี่เสียดายยิ่งกว่านั้นก็คือ เราไม่มีโอกาสได้ลากันอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ พี่ไม่รู้ว่าทำไมนุชถึงตัดสินใจ

กะทันหัน สำหรับการเดินทางครั้งนี้ ในตอนแรกพี่งง โกรธ สับสน กับการตัดสินใจของนุช แต่มาคิดอีกทีการตัดสินใจครั้งนี้มันก็มีผลดีเหมือนกัน เพราะมันทำให้พี่ได้ค้นพบความรู้สึกตัวเอง ความรู้สึกที่พี่ไม่เคยมองเห็น เพราะมันถูกเคลือบฉาบเอาไว้ด้วยคำว่าผูกพัน...”

นีรนุชยืนฟังข้อความนั้นอยู่ในห้องน้ำของสนามบิน น้ำตารื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

“พี่เพิ่งรู้ว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข นอกจากแม่แล้วก็มีผู้หญิงอีกคนเดียวเท่านั้นที่ได้ร่วมรับรู้ ผู้หญิงคนที่รับได้ทุกอย่างที่พี่เป็น คนที่เป็นทั้งน้อง ทั้งเพื่อนบ้าน ทั้งคู่ปรับ แล้วก็คู่คิด พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าผู้หญิงคนนั้นสำคัญกับพี่แค่ไหนก็ตอนที่เขาจากไปแล้ว มันอาจไม่มีประโยชน์ก็ได้ เพราะนุชเดินทางไปแล้ว แต่พี่คงเสียใจไปตลอดชีวิตถ้าไม่มีโอกาสได้บอกนุชว่าความรู้สึกที่พี่เพิ่งค้นพบก็คือ...ความรัก พี่รักนุช รักในแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน เพราะมันไม่ใช่ความรักที่เกิดขึ้นแค่ชั่ววัน แต่มันสะสมมานานเป็นสิบปีเท่าช่วงชีวิตของเราสองคน”

ฟังจบ นีรนุชถึงกับปล่อยโฮ ซบหน้ากับฝ่ามือตัวเอง แล้วเปลี่ยนใจไม่ไปสิงคโปร์กับป้าแต่พาตัวเองกลับบ้านโดยเร็ว...

อารุมขับรถมาส่งเดชชาติที่บ้าน เห็นอาการเพื่อนรักซึมเศร้าแล้วอดสงสารไม่ได้ “อย่าคิดมากสิวะชาติ ไทยกับสิงคโปร์ใกล้กันนิดเดียว บินสองชั่วโมงก็ถึง หรือไม่นุชไปอยู่สักพักอาจจะคิดถึงบ้าน แล้วก็เปลี่ยนใจกลับมาก็ได้”

“ฉันไม่อยากจะหวังขนาดนั้นหรอกว่ะ เฮ้อ สงสัยต้องเก็บตังค์ไปสิงคโปร์อย่างที่แกว่าซะแล้ว”

“ไม่ต้องไปหรอกค่ะ”

“ไม่เป็นไร พี่ไปได้” ตอบไปแล้วเดชชาติสะดุ้ง มองไปเบื้องหน้าเห็นสาวนุชยืนอยู่พร้อมกระเป๋าเดินทาง

สองหนุ่มอุทานชื่อ “นุช” อย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่เดชชาติจะปรี่เข้าไปหา จับต้องมือเธอไปมาราวกับจะตรวจสอบให้มั่นใจว่าใช่แน่

“นี่ตัวจริงหรือเปล่าเนี่ย นุชมาได้ไง”

“ก็ทำไมจะไม่ได้ล่ะ นุชยังไม่ทันจะขึ้นเครื่องไปไหนเลย”

“แต่นุชไปสนามบินแล้วนี่”

“ใช่ กำลังจะขึ้นเครื่องแล้ว แต่อยู่ๆก็มีข้อความใครส่งมาเวิ่นเว้อให้ฟังก็ไม่รู้ เลยเปลี่ยนใจกลับมาดีกว่า เพราะฟังในโทรศัพท์มันไม่ค่อยรู้เรื่อง”

“ข้อความพี่เหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ พูดอะไรก็ไม่รู้ เวิ่นเว้อยืดยาว นุชฟังไม่เข้าใจหรอก ไหนพูดให้ฟังอีกทีซิ”

“เอ่อ...พี่จำไม่ได้แล้ว”

“ก็เอาเท่าที่จำได้สิ”

“เท่าที่จำได้เหรอ ก็จำได้แต่ว่า...พี่รักนุช แล้วนุชล่ะ รักพี่หรือเปล่า”

หญิงสาวหน้าแดงด้วยความเขิน แต่ก็ตอบแบบไม่มีกั๊กว่า ถ้าไม่รักแล้วจะกลับมาหาทำไมล่ะ?

เดชชาติยิ้มกว้าง สวมกอดเธอด้วยความดีใจ นีรนุชกอดตอบแน่น น้ำตารื้นอย่างมีความสุข อารุมมองดูทั้งคู่แสดงความรักต่อกันด้วยความยินดี แล้วสีหน้าค่อยขรึมลงเมื่อนึกถึงตัวเอง

ooooooo

การพบเจอกันของวิศนีกับแอนโธนี่เป็นช่วงเวลาที่ฝ่ายชายกำลังจะแต่งงานพอดี แต่เพราะแฟนสาวของเขาไม่ค่อยว่าง เขาเลยขอความช่วยเหลือจากวิศนีทั้งเรื่องชุดแต่งงานและของชำร่วย

วิศนียินดีช่วยเต็มที่ พร้อมกันนี้ก็คือโอกาสแกล้งอารุมด้วยการทำตัวสนิทสนมกับแอนโธนี่ แถมยังดึงคนอื่นๆมาร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นอำนวยหรือลูกน้องในบริษัทอีกสองสามคนที่เธอกำชับให้พูดจาคลุมเครือเหมือนว่าเธอกับแอนโธนี่จะแต่งงานกัน

บ่ายวันนี้เมื่ออารุมแยกกับเดชชาติและนีรนุชแล้ว เขาตั้งใจไปพบวิศนีที่บริษัท แต่ปรากฏว่าลูกเกดกับชมพู่บอกว่าวิศนีไม่อยู่ ออกไปดูสถานที่จัดงานแต่งงานกับแอนโธนี่ ทำให้อารุมเข้าใจผิด และฝากบอกลาวิศนีจากมาด้วยความเสียใจ

อารุมเดินทางไปบ้านวิโรจน์ที่ตราด แต่เพียงวันรุ่งขึ้นวิศนีก็ตามมาหา แกล้งถามเขาว่าหนีมาเที่ยวทำไมไม่ชวนกันบ้างเลย

“ผมเห็นคุณยุ่งๆเรื่องแต่งงาน เลยไม่ได้ชวน”

“เหรอคะ ใช่ๆ ฉันยุ่งจริงๆเลย”

“แล้วคุณจะมาเสียเวลาที่นี่ทำไม กลับไปสิ หรือว่าจะมาหาที่ฮันนีมูน ที่นี่คงไม่สวยพอหรอก”

วิศนีกลั้นขำแทบแย่ บอกว่าตนคงไม่ฮันนีมูนแถวนี้หรอก เบื่อแล้ว อีกอย่างมันเป็นหน้าที่ของเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวต้องเลือกเอง ไม่ใช่ตน

“คุณพูดอะไรของคุณ”

“ก็หมายถึงแอนโธนี่กับโซเฟียเจ้าสาวของเขาไงคะ เขาเพิ่งไปถ่ายรูปแต่งงานกันมา คุณดูสิ”

วิศนีเปิดโทรศัพท์ให้ดูรูปแอนโธนี่กับเจ้าสาวในชุดแต่งงาน อารุมเลยถึงบางอ้อ และเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นเมื่อฟังเธออธิบายต่อ

“ฉันกับเขาเป็นเพื่อนรักกัน ไม่มีทางคิดเป็นอย่างอื่นได้หรอก...แอนโธนี่กับโซเฟียวางแผนจะแต่งงานกันที่เมืองไทย แต่โซเฟียยังติดงานที่โน่น ก็เลยฝากให้ฉันช่วยเตรียมงานให้ ก็เท่านั้นเอง”

“แล้วทำไมคุณไม่บอกผม”

“ก็คุณไม่ได้ถาม”

อารุมหมั่นเขี้ยววิศนีที่ปั่นหัวจนเขากลุ้มแทบบ้า เพราะคิดว่าเธอจะทิ้งเขาไปหาหนุ่มฝรั่ง แต่ต่อไปนี้เขาจะไม่ยอมให้เธอใกล้ชิดกับผู้ชายคนไหนอีกแล้ว...พูดจบเขาอุ้มเธอเข้าห้องนอน ทำสายตาเว้าวอนให้เธออยู่ด้วยกันที่นี่

“ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันต้องทำงาน วันนี้ฉันรับปากคุณพ่อว่าจะมาตามตัวผู้จัดการจอมอู้กลับไปช่วยบริษัท ตกลงคุณจะรับงานนี้หรือเปล่า”

“ถ้าผมได้เลขาฯจอมเฮี้ยวคนเดิมกลับมา ก็น่าสนใจนะ”

“เลขาฯคนนั้นจะไปทำงานกับใครได้ ก็มีแต่คุณคนเดียวที่รับมือไหว กลับไปกับฉันนะคะ”

อารุมตกลงแต่ขอเวลาจัดการธุระทางนี้สักสองวันก่อน วิศนีกำชับว่ารับปากแล้วห้ามเบี้ยว ไม่งั้นเธอจะมาตามอีก อารุมเลยมัดจำด้วยการหอมแก้มเธอฟอดใหญ่อย่างชื่นใจ...

แต่นึกไม่ถึงว่าแค่วิศนีเดินออกจากบ้านมาขึ้นรถโดยที่อารุมไม่ได้ตามออกมาส่ง เกือบทำให้เธอและเขาไม่ได้พบเจอกันอีก เพราะกุสุมาตามจองล้างจองผลาญจะจัดการมารหัวใจให้จงได้!

กุสุมาใช้ท่อนไม้ฟาดวิศนีจนสลบแล้วลากตัวขึ้นรถขับออกไปด้วยความเร็ว ระหว่างทางวิศนีฟื้นขึ้นมา จึงมีปากเสียงกันใหญ่ กุสุมาตั้งใจพาวิศนีไปฆ่าทิ้ง แต่เธอไม่ได้เอะใจว่าวิศนีฉลาดกว่าแอบกดโทรศัพท์หาอารุม แล้วให้เขาฟังบทสนทนาไปเรื่อย

ในที่สุดอารุมก็แจ้งตำรวจให้สกัดจับรถที่กุสุมาขับ แต่หญิงสาวไม่ยอมง่ายๆ ซิ่งแหกด่านจนไปชนกับรถบรรทุก เป็นเหตุให้วิศนีอาการสาหัสเพราะรถบรรทุกพุ่งเข้าชนด้านที่เธอนั่งพอดี...

ที่โรงพยาบาล หมอต้องการเลือดเพื่อช่วยชีวิตวิศนี อารุมบริจาคให้ทันทีเพราะมีเลือดกรุ๊ปเดียวกัน ส่วนอีกห้องหนึ่ง กุสุมาเพิ่งรู้สึกตัว แต่จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง กระทั่งป้าที่มาเฝ้าบอกเล่าให้ฟัง เธอเริ่มจับต้นชนปลายแล้วจำได้ ถามป้าว่าวิศนีตายหรือเปล่า

“ไม่มีใครตายทั้งนั้นแหละ หนูคนนั้นปลอดภัย แต่ยังไม่ฟื้น สุไม่ต้องห่วงนะ”

“ทำไมมันไม่ตายล่ะป้า มันควรจะตายสิ มันต้องชดใช้ชีวิตให้นนทลี” กุสุมาเอะอะโวยวาย

“คุณวิศนีไม่มีอะไรที่จะต้องชดใช้ให้พี่นนอีกแล้ว คนที่จะต้องชดใช้คือพี่” นีรนุชก้าวเข้ามาพร้อมเดชชาติ กุสุมาจ้องมองตาวาวไม่พอใจ

“เธอน่าจะสำนึกได้แล้วนะสุว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ถูกต้อง” เดชชาติสำทับ

“ทำไมฉันต้องสำนึก ฉันทำในสิ่งที่ถูกต้อง ฉันจัดการกับนังวิศนีให้นน”

“ที่พี่ทำลงไปทุกอย่างก็เพราะตัวพี่เอง อย่าเอาพี่นนมาแปดเปื้อนนะ”

“นังนุช” กุสุมาแผดเสียงและพยายามจะลุกขึ้น แต่ขาขยับไม่ได้ พอเห็นตำรวจพากันเข้ามาเพื่อแจ้งข้อหากุสุมาลักพาตัวและพยายามฆ่าวิศนี เธอยิ่งดิ้นรนอยากลุกขึ้นแต่ไม่สำเร็จ เพราะอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้เธอเป็นอัมพาตไปแล้ว

กุสุมาร้องไห้โฮอย่างทำใจรับสภาพตัวเองไม่ได้ ทุกคนมองเธอด้วยความสลดใจ เดชชาติและนีรนุชกลับออกมาหาอารุมที่ยืนมองอยู่หน้าห้อง ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเวรกรรมเดี๋ยวนี้ไม่ต้องรอนาน ทำผิดก็ต้องชดใช้ในชาตินี้...

ขณะที่กุสุมาร่ำไห้ตีอกชกตัวไม่หยุดหย่อน แต่อีกห้องวิศนียังไม่ฟื้น อำนวยและกรแก้วนั่งเฝ้าข้างเตียงด้วยความเป็นห่วง สักพักอารุมเข้ามาบอกทั้งคู่ให้กลับไปพักผ่อน เขาจะอยู่เฝ้าเธอเอง

วิศนีนอนหลับตาสนิท แต่จิตเธอกระสับกระส่าย เหมือนตัวเองเดินอยู่ในที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าที่ไหน พลันมองเห็นนนทลีมายืนตรงหน้า บอกให้วิศนีกลับไป ทุกคนกำลังรอเธออยู่

“คุณเลิกโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุแห่งความสูญเสียของฉันได้แล้ว เพราะฉันเข้าใจดีว่าทุกอย่างมันเกิดจากพรหมลิขิต ไม่ได้เกิดจากคุณ ชีวิตของคุณยังเหลืออยู่อีกนาน กลับไปใช้มันให้คุ้มค่าแทนฉันดีกว่า”

“แต่ฉันควรจะต้องรับผิดชอบ”

“คุณรับผิดชอบมาพอแล้ว อย่างที่พ่อคุณบอก คุณควรจะให้อภัยตัวเองและเริ่มต้นใหม่เสียที คุณไม่ได้ยินเหรอคะ เสียงที่ใครๆเรียกคุณ พวกเขาเป็นคนที่คุณรักทั้งนั้น เขากำลังรอคอยให้คุณกลับไป โดยเฉพาะอารุม... ถ้าเลือกได้ ฉันอยากจะกลับไปดูแลเขาด้วยตัวเอง แต่ในเมื่อฉันไม่มีโอกาสแล้ว คนที่ฉันจะฝากฝังได้ก็คือคุณ ถ้าคุณอยากจะชดใช้อะไรให้ฉัน ก็ชดใช้ด้วยการดูแลเขาให้ดีที่สุด รักเขาให้มากที่สุดแทนฉันด้วย...ได้ไหมคะ”

เสียงนนทลีดังก้องกังวาน แล้วร่างเธอค่อยๆจางหายไป...พร้อมๆกับวิศนีที่นอนบนเตียงลืมตาอย่างช้าๆ อารุมนั่งเฝ้าอยู่กับอำนวยและกรแก้วที่ยังไม่ทันจะกลับ ทุกคนดีใจมาก ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา...

หลังจากรักษาตัวจนหายเป็นปกติ วิศนีชวนอารุม เดชชาติ และนีรนุชไปทำบุญให้นนทลีที่วัด

“ขอบคุณนะคะคุณนน สำหรับคำพูดเตือนสติที่คุณทิ้งไว้ให้ฉัน ฉันสัญญาค่ะว่าฉันจะใช้ชีวิตที่เหลือแทนคุณ แล้วก็จะดูแลคนที่คุณรักทุกคนให้คุณอย่างดีที่สุด” วิศนีพูดต่อหน้าที่เก็บกระดูกของนนทลี โดยคนอื่นที่มาด้วยกันยืนข้างๆ

“หวังว่าเราจะได้พบกันอีกนะนน” อารุมเอ่ยเบาๆ

แต่หนักแน่น

“ชาติดีใจนะที่ได้เกิดเป็นเพื่อนกับนน”

“ขอให้บุญกุศลทั้งหมดที่เราร่วมกันทำ ส่งให้พี่นนได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีนะคะ” นีรนุชตบท้ายแล้ววางดอกไม้ลงพร้อมๆกันหน้ารูปนนทลี

จู่ๆเดชชาติสวมกอดนีรนุชด้วยรอยยิ้ม ชวนเธอแต่งงานหน้าตาเฉย นีรนุชเขินจัด ดุแฟนหนุ่มว่ามาพูดอะไรตอนนี้ อายเขา

“ก็รีบแต่งจะได้รีบมีลูก จะได้จองคิวนนให้มาเกิดเป็นลูกเราเสียเลย จะได้กลับมาเจอกันอีกไง”

“เพ้อเจ้อ” นีรนุชตีแขนเดชชาติแก้เขิน

อารุมกับวิศนีอมยิ้มยินดีกับทั้งคู่ แล้วแยกตัวเดินจับมือคุยกันกะหนุงกะหนิงไปอีกทาง

“คุณจะไม่บอกผมเหรอว่านนพูดอะไรกับคุณ”

“ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่ความฝัน ขอเก็บไว้กับตัวดีกว่านะคะ”

“คนรักกันไม่ควรจะมีความลับต่อกันนะ”

“เอาไว้ให้ถึงวันที่เหมาะสมแล้วกันค่ะ”

“งั้นผมคงต้องเร่งวันแต่งงานแล้วล่ะ ดีเหมือนกัน เดี๋ยวไอ้ชาติจะตัดหน้าไป ไอ้นี่มาทีหลังแต่ออกตัวแรง”

“ฉันจะถามคุณเป็นครั้งสุดท้าย คุณแน่ใจนะคะว่าจะรักฉันได้อย่างสนิทใจ”

“ถามอะไรอย่างนั้น จะต้องให้ผมพูดกี่ครั้งว่าผมรักคุณ...ผมก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไมถึงรัก ใจหนึ่งรัก ใจหนึ่งระแวง ใจหนึ่งพยายามแยกตัวเองออกไป คุณไม่รู้หรอกว่าเวลาผมมองคุณทีไร ความรู้สึกบ้าๆมันพลุ่งขึ้นมาพร้อมกันทุกที ทั้งอยากวิ่งหนี ทั้งอยากอยู่ใกล้ ทั้งอยากฉุดลงมา แล้วก็ทั้งอยากปัดออกไปให้พ้นตัว”

“ก็เลยหาเรื่องทะเลาะ ค่อนขอด แกล้งให้ติดคุก”

“ผมรู้ตัวว่ามันเป็นความโง่ที่ไม่น่าให้อภัยของผม แต่ผมรับรองได้ว่าหลังจากนี้ ผมจะชดใช้ความผิดทุกอย่างที่ได้ทำไว้ ด้วยการรักคุณให้มากที่สุด ทุกวินาที ทุกลมหายใจ คุณจะไม่มีวันต้องเสียใจเพราะผมอีกแล้ว ให้โอกาสผมนะครับ”

“ค่ะ เราจะให้โอกาสกันและกันอีกครั้ง”

อารุมยิ้มด้วยความสบายใจและมีความสุข เขาสัญญาจะดูแลวิศนีตลอดไป และปล่อยให้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเครื่องย้ำเตือนถึงจุดเริ่มต้นของความรักระหว่างเขาและเธอที่จะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและระมัดระวัง...

ooooooo

–อวสาน–

อุบัติเหตุ ตอนที่ 20

อ่านเรื่องย่อ
นิยายไทยรัฐ
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement