ข่าว

วิดีโอ

แม้การตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่ตั้งโรงพิมพ์ครั้งนี้จะนำมาซึ่งความสำเร็จและการยอมรับจากประชาชนว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่มี ยอดจำหน่ายสูงสุดของประเทศ แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปีก็มีเหตุการณ์สุดระทึกเกิดขึ้นหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ.2514 ที่ "กำพล วัชรพล" ถูกจับกุมตัวร่วมกับบรรณาธิการของสำนักพิมพ์หัวใหญ่อีกหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็น เดลินิวส์หรือสยามรัฐ ร่วมด้วยคอลัมนิสต์ชื่อดังอย่าง "กระแช่ เรือใบ และนพพร" ในข้อหาหมิ่นรัฐมนตรีถนัด คอมันตร์

แต่โชคดีที่เหตุการณ์จบลงด้วยชัยชนะของนักหนังสือพิมพ์ โดยไม่มีใครต้องติดคุกหรือสำนักพิมพ์ไหนถูกปิด ต่อมาในปี พ.ศ.2515 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อพนักงานไทยรัฐหลายแผนกพากันลาออกในจำนวนที่น่าตกใจ แต่ "ไทยรัฐ" ก็ผ่าน ช่วงเวลาวิกฤติไปได้ด้วยดี พร้อมด้วยการเติบโตจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่แท้จริงแห่งวงการหนังสือพิมพ์

นอกจากนี้ในเรื่องของระบบการผลิต "กำพล วัชรพล" ยังตัดสินใจอีกหลายอย่างเพื่อการพัฒนาไปสู่การเป็นผู้นำของวงการ หนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนระบบการผลิต จากระบบตะกั่วที่ใช้มานานเป็นระบบเรียงพิมพ์ด้วยแสง หรือที่เรียกกันว่า คอมพิวเตอร์กราฟิก ซึ่งมีความชัดเจนและรวดเร็วกว่าระบบเดิมหลายเท่าตัว

ควบคู่ไปด้วยกันนั้น "กำพล วัชรพล" ยังได้ทดลองจัดการและปฏิรูปองค์กรใหม่ โดยแบ่งงานออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ฝ่ายวางแผน ฝ่ายบริหาร และฝ่ายประสานงานและควบคุม ส่วนด้านพัฒนาเนื้อหา ทั้งการนำเสนอบทความและข่าวสารต่างๆ "ไทยรัฐ" ได้ปรับปรุงและพัฒนาให้มีบทบาทในการชี้นำสังคม เพื่อสนองตอบความสุข ความอยากรู้และความบันเทิงแก่ ประชาชนทุกชนชั้น ซึ่งกลายมาเป็นจุดแข็งของหนังสือพิมพ์จวบจนปัจจุบัน

แต่เหมือนโชคร้ายจะยังไม่จบลงแค่นั้น ในปีพ.ศ.2519 ช่วงวิกฤติ 6 ตุลา สำนักพิมพ์ไทยรัฐถูกยิงถล่มด้วยเครื่องยิงระเบิด เอ็ม 79 ส่งผลให้กันสาดของตึกอำนวยการได้รับความเสียหาย มีรอยแตกร้าวไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร แต่ที่ร้ายแรงกว่าคือ แรงระเบิดนั้นทำให้กระจกรถส่งหนังสือพิมพ์ซึ่งจอดรอรอบตึกแตกร้าวไปไม่น้อยกว่า 10 คัน