• kumpol_pic
  • kumpol_pic
  • kumpol_pic
  • kumpol_pic
  • kumpol_pic
  • นายกำพล วัชรพล กับภรรยา คือ คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล (ทุมมานนท์) ซึ่งสมรสกันเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2493

    มีบุตรธิดา 3 คน คือ นางยิ่งลักษณ์ วัชรพล, นายสราวุธ วัชรพล และ นางอินทิรา วัชรพล นอกจากนี้นายกำพล วัชรพล ยังมีบุตรกับภรรยาอื่นอีก ได้แก่ นายฟูศักดิ์ วัชรพล, นางนำพร วัชรพล, นายเกรียงศักดิ์ วัชรพล, นายพีระพงษ์ วัชรพล และนางเพ็ชรากรณ์ วัชรพล

    นายกำพล ได้รับการศึกษาจนจบภาคบังคับอันเป็นชั้นสูงสุด คือชั้นประถมปีที่ 4 ที่วัดดอนไก่ดี ใกล้บ้าน อำเภอกระทุ่มแบน ประกอบกับมารดาซึ่งมีอาชีพค้าข้าวเรือเร่ จำเป็นต้องหอบเอาลูกขึ้นล่องไป ตามแม่น้ำลำคลองทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีนและแม่กลอง ค่ำไหนนอนนั่น ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ระหว่างที่ต้อง

  • ระเหเร่ร่อนนั้นหวิดจะเอาชีวิตทิ้งไว้ในน้ำ เพราะครั้งหนึ่งเกิดพลัดตกลงไป แต่เพราะเป็นเด็กที่ร่างกายสมบูรณ์ ตัวจึงลอยขึ้นมาให้มารดากระโจนลงไปช่วยชีวิตไว้ได้ทันเมื่ออายุประมาณ 15 ปี ได้ทำงานเป็นคนเก็บค่าโดยสารเรือเมล์ปล่องเขียว วิ่งรับส่งผู้โดยสารจาก ประตูน้ำอ่างทอง ถึงประตูน้ำภาษีเจริญ ได้พบกับเพื่อนชื่อวสันต์ ชูสกุล ซึ่งต่อมาได้ร่วมงาน ทำหนังสือพิมพ์ด้วยกัน

    พ.ศ. 2483 นายกำพล ได้เข้ารับราชการทหารเรือเพื่อรับใช้ชาติ เริ่มแรกถูกส่งไปเข้าศึกษาอบรม ที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาได้บรรจุให้ประจำเรือรบหลวงสีชัง ซึ่งเป็นเรือธง มีโอกาสเข้าร่วมรบในราชการสงครามใหญ่ถึง 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกในสงครามอินโดจีน เมื่อเกิดกรณีพิพาทเขตแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ครั้งที่ 2 คือมหาสงครามเอเซียบูรพา

  • หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามครั้งหลังนี้ พลทหารเรือจากลุ่มแม่น้ำแม่กลองผู้นี้ ได้รับพระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิ และเมื่อมหาสงครามเอเซียบูรพาสิ้นสุดลง ได้เลื่อนยศเป็นจ่าโท พร้อมกับได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญ เป็นรางวัลตอบแทนความกล้าหาญ และความเสียสละเพื่อประเทศชาติ ชีวิตลูกนาวีของเขาสิ้นสุดลง เมื่อตัดสินใจลาออกจากทางราชการ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เมื่อมีอายุ 28 ปี

    อีก 9 เดือนต่อมา นายกำพล ได้ก้าวเข้าสู่วงการหนังสือพิมพ์ โดยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์หลักไทย ซึ่งมีนายเลิศ อัศเวศน์ เป็นบรรณาธิการ อยู่พักหนึ่ง เขาถูกทดสอบทั้งการให้เป็นพนักงานหาโฆษณา ซึ่งสามารถเจรจากับบริษัทห้างร้านจนได้สัญญาโฆษณาถึง 10 ชิ้น ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง แล้วยังต้องทำงานอย่างสมบุกสมบัน ในการทำหน้าที่ผู้สื่อข่าว ต้องโหนรถราง

  • บางวันต้องเดินย่ำเท้าจนรองเท้าสึก บางมื้อถึงกับต้องอดเพราะไม่มีเงินติดกระเป๋าเลย

    ด้วยวิญญาณนักหนังสือพิมพ์ที่หยั่งรู้ถึงความต้องการของผู้อ่าน นายกำพลจึงชักชวนนายเลิศ และนายวสันต์ ออกหนังสือชื่อ "นรกใต้ดิน" ที่ เลิศ อัศเวศน์ เขียนเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์หลักไทย ซึ่งมีคนติดตามอ่านพอสมควร ปรากฏว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หนังสือเล่มนี้ใช้เงินลงทุน 2 พัน ได้มาจากการหยิบยืมบวกกับของตนเอง ขายแล้วหักหนี้สินแล้วแบ่งกัน นายกำพล ยังมีเงินเหลือเป็นกองกลางอีก 6 พันบาท

    ต่อมา นายกำพล ได้ปรึกษากับนายเลิศและนายวสันต์ว่า น่าจะออกหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์สักเล่มหนึ่ง เพราะพอมีเงิน และความสามารถในการหาโฆษณา ซึ่งสมัยก่อนเรียกว่าหา "แจ้งความ" ก็พอมี จึงได้ไปจดทะเบียน

  • ออกหนังสือพิมพ์ชื่อ "ข่าวภาพรายสัปดาห์" ที่ตำรวจสันติบาล และใช้ตรากล้องถ่ายรูป สายฟ้า และฟันเฟือง เป็นตราสัญลักษณ์ของหนังสือพิมพ์ที่เขาทำเรื่อยมาจนถึงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    เมื่อเริ่มออกหนังสือพิมพ์ฉบับแรกนั้นยังไม่มีโรงพิมพ์เป็นของตนเอง ต้องจ้างโรงพิมพ์ "หลักเมือง" ของนายพินิต อังกินันท์ ซึ่งอยู่ที่ตำบลสวนมะลิรับพิมพ์ให้ นับตั้งแต่หนังสือพิมพ์ข่าวภาพรายสัปดาห์ออกวางตลาดครั้งแรก ราคา 1 บาท ยอดพิมพ์ 3 พันฉบับ เมื่อวันที่
    1 มกราคม 2493 ด้วยเงินลงทุนเพียง 6 พันบาท แล้วหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับนี้ก็โตวันโตคืน เป็นที่ต้องการของคนอ่าน จนต้องปรับเป็นหนังสือพิมพ์ราย 3 วัน เมื่อทำมาได้ไม่ถึงปี และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2495 เขาก็ได้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ "ข่าวภาพ" โดยมี นายอุทธรณ์ พลกุล เป็นบรรณาธิการ โดย

  • เอกลักษณ์ของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ให้ความสำคัญของทั้งข่าวและภาพ เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ "เสียงอ่างทอง" และหนังสือพิมพ์ "ไทยรัฐ" ในปัจจุบัน

    ช่วงที่ทำหนังสือพิมพ์ "ข่าวภาพ" นี้เอง นายกำพลได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งไปบวชเป็นพระ ที่วัดลาดบัวขาว ถนนตก กรุงเทพมหานคร เพราะเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ได้มีโอกาสนมัสการพระภิกษุนพ โพธิรักษ์ ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ สมัยขับเรือเมล์วิ่งรับส่งผู้โดยสารอยู่แถวนั้นแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้บวชเรียน ส่วนงานหนังสือพิมพ์ได้มอบให้คุณหญิงประณีตศิลป์ ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก กับเพื่อนรักที่ชื่อนายวสันต์ ชูสกุล ช่วยกันบริหาร และเมื่อสึกแล้วได้มาบริหารหนังสือพิมพ์ข่าวภาพต่อไป จนเป็นที่นิยมของบรรดาผู้อ่านทั้งข่าวการเมืองและข่าวทั่วๆ ไป

  • การเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันของนายกำพล วัชรพล มิได้ราบรื่น หากเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม ที่ต้องต่อสู้ฟันฝ่าเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ลุกขึ้นมายึดอำนาจการปกครอง จากจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2501 นั้น ได้ปิดหนังสือพิมพ์ข่าวภาพรายวันและหัวหนังสือพิมพ์ชื่อ "ข่าวภาพบริการ" ก็ต้องถูกยึดไปด้วย พนักงานระดับมันสมองหลายคนถูกจับขัง โดยไม่มีกำหนดและไม่แจ้งข้อหา สำนักงานและโรงพิมพ์ในซอยวรพงษ์ บางลำพู ถูกไฟไหม้ 2 ครั้ง 2 ครา แต่เขาไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ

    หนังสือพิมพ์ เสียงอ่างทอง เป็นหนังสือพิมพ์ที่นายกำพล วัชรพลนำทีมเข้าไปบริหาร จนได้รับความนิยมจากประชาชนมากที่สุด และเมื่อการใช้หัว "เสียงอ่างทอง" มีปัญหากับเจ้าของเดิม จนถึง ปีพ.ศ.2505 นายกำพล จึงได้ออกหนังสือพิมพ์ "ไทยรัฐ" อันเป็นหัวหนังสือ

  • พิมพ์ที่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าและออกติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

    หนังสืออินเวสเตอร์ อันเป็นนิตยสารรายเดือนภาษาอังกฤษ ฉบับประจำเดือนตุลาคม พ.ศ. 2512 ได้กล่าวในบทความ ทางเศรษฐกิจการค้า ภายใต้หัวเรื่องว่า
    "กำพล วัชรพล ลอร์ดทอมสันแห่งประเทศไทย" ยกย่องถึงความเป็นคน "ติดดิน" ว่าฟังแล้วเหมือนเรื่องโกหกที่นายกำพล วัชรพล ชอบทำงานกุลี คลุกคลีอยู่กับเด็กเร่ ขายหนังสือพิมพ์ คนทำสวน คนแบกและเข็นม้วนกระดาษ แม้กระทั่งภารโรงเก็บกวาดบริเวณโรงพิมพ์ "เป็นที่รู้กันว่าเขามีเงินมหาศาล สามารถบริหารธนาคารได้สัก 2-3 แห่ง แต่เขากลับพอใจที่จะทำงานหนังสือพิมพ์อย่างเดียว และก็มีไทยรัฐเพียงฉบับเดียวโดด ๆ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า กำพลคือไทยรัฐ ไทยรัฐคือกำพล"

  • อาคารสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐบนถนนวิภาวดีแห่งนี้ เป็นเสมือนบ้านซึ่งนายกำพลสร้างขึ้นมากับมืออันทรงพลังทั้ง 2 และสมองอันปราชญ์เปรื่องของเขา จากเดิมมีเนื้อที่เพียง 11 ไร่ ได้ขยายซื้อเพิ่มขึ้นหลายแปลง จนถึงขณะนี้มีอาคารสูงใหญ่ถึง 13 หลัง นายกำพล เป็นคนที่ไม่ยอมอยู่นิ่ง เป็นคนมองการณ์ไกล เพราะฉะนั้นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จึงเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรก ที่ย้ายสำนักงานจากใจกลางเมืองที่การจราจรแออัดมาอยู่นอกเมือง และต่อมาก็มีเพื่อนหนังสือพิมพ์อื่นย้ายตามมาอยู่อีกไม่น้อยกว่า 5 ฉบับ เขาเป็นผู้เริ่มให้เปลี่ยนระบบการเรียงพิมพ์จากการเรียงด้วยมือมาเป็นเรียงด้วยแสง และมาเรียงด้วยคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบัน เป็นผู้บุกเบิกในการนำหนังสือพิมพ์ออกไปถึงมือผู้อ่านด้วยความรวดเร็ว แทนที่จะปล่อยให้ขึ้นอยู่กับธุรกิจ "รวมห่อ" ที่ส่งหนังสือพิมพ์ไปถึงผู้อ่านตามมีตามเกิด การ
  • เปลี่ยนแปลงด้วยการสลัดแอกจาก "รวมห่อ" ทำให้หนังสือพิมพ์เพิ่มจำนวนจำหน่ายสูงขึ้น

    ในเรื่องเครื่องพิมพ์ ก็เขาอีกนั่นแหละที่เปลี่ยนจากการพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์แบบเก่าที่เรียกว่า "เลทเตอร์เพรส" หรือ "ฉับแกระ" เป็นการพิมพ์ด้วยระบบ "โรตารี่" มาเป็น "โรตารี่ ออฟเสท" เป็นระบบ "เวบ ออฟเสท" และจากยี่ห้อ "ฮามาดะ" ของญี่ปุ่นเป็นยี่ห้อโรแลนด์ รุ่นยูนิแมน 2/2 ของเยอรมัน มาเป็นเครื่องยี่ห้อเดียวกัน แต่รุ่นยูนิแมน 4/2 แล้วก็ต้องหยุดใช้ไป เพราะพิมพ์ได้เพียง 32 หน้า จนเมื่อวันที่อายุครบ 76 ปี เต็ม ในวันที่ 27 ธันวาคม 2538 ความฝันของเขาได้เป็นความจริง เมื่อเขาเองเป็นผู้กดปุ่มเดินเครื่องพิมพ์ "เอมเอแอนโรแลนด์ รุ่นจีโอแมน" อันเป็นเครื่องพิมพ์ขนาดยักษ์แบบล่าสุดจากประเทศเยอรมัน มูลค่ารวมทั้งอาคาร 2,500 ล้านบาท นับเป็นการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี

  • การผลิตหนังสือพิมพ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์วงการหนังสือพิมพ์ไทย โดยเครื่องพิมพ์ดังกล่าวมีอัตราการผลิตถึงชั่วโมงละ 360,000 ฉบับ นับเป็นเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัยที่สุดในเอเซียอาคเนย์

    ความมีน้ำใจของนายกำพล นั้น นายกุ่ย ฮะเจริญ เพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันที่กระทุ่มแบน เป็นทหารเรือรุ่น '83 พร้อมกัน และยังไปมาหาสู่กันอยู่ จนกระทั่งนายกำพลเป็นฝ่ายจากไปเสียก่อน เล่าว่า ระหว่างนั่งชมการแสดงลิเก ซึ่งเขาชอบเป็นชีวิตจิตใจที่อำเภอกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เมื่อต้นปี พ.ศ. 2538 นั้น เพื่อนหลายคนได้สรรเสริญในความมีน้ำใจต่อหน้า เขาจึงได้ตอบกับเพื่อนๆ ว่า หลักในการดำรงชีวิตอย่างหนึ่งที่ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดมาก็คือ ถือว่าตนเองเป็นคนที่ "ได้เงาไม่ลืมร่ม ได้พรมไม่ลืมเสื่อ ได้เสื้อไม่ลืมใส่ ได้เป็นใหญ่ไม่ลืมญาติ" รวมทั้งลูกเมียบริวารอื่น ๆ โดยเฉพาะ

  • ในเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้น จำต้องทำเสมอ เพราะ"ถึงแม้มันจะใช่ญาติเป็นชาติเป็นเชื้อ ถ้าไม่เอื้อเฟื้อมันก็ไม่ใช่ญาติ แม้ว่าจะไม่ใช่ญาติชาติเชื้อ แต่ถ้าเอื้อเฟื้อมันก็เหมือนญาติ"

    นายกำพล กล่าวอยู่เสมอว่า หนังสือพิมพ์นั้นอยู่ได้ด้วยศรัทธาของประชาชน ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสก็ควรจะตอบแทนประชาชน การตอบแทนประชาชนผู้มีอุปการะเกื้อหนุนหนังสือพิมพ์ของเขานั้น มีทั้งการรวบรวมทรัพย์สิ่งของส่งไปช่วยพี่น้อง ประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยการเป็นผู้นำในการบริจาคและลงมือจัดสิ่งของช่วยเหลือด้วยตนเอง และการตอบแทนประชาชนที่ได้รับการกล่าวขวัญสรรเสริญยกย่องไปทั่วทุกสารทิศนั้น ได้แก่ การอุทิศเงินสร้างโรงเรียนให้กับ เยาวชนในชนบทที่ห่างไกลความเจริญเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2512 ที่จังหวัดลพบุรีเป็นแห่งแรก ขณะนี้ได้

  • สร้างอาคาร ปรับปรุงโรงเรียนและส่งมอบให้ทางราชการไปแล้ว 101 แห่ง ด้วยมูลค่าประมาณ
    200 ล้านบาท

    วิธีการช่วยเหลือในเรื่องของการศึกษานั้นเขาเห็นว่า เมื่อได้มอบโรงเรียนให้กระทรวงศึกษาธิการ ในนามของ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐแล้ว ควรจะมีอีกองค์กรหนึ่งไว้คอยให้ความอุปการะเกื้อหนุน ดังนั้น เมื่อคราววันเกิดครบ 60 ปีของเขา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2523 เขาได้อุทิศเงินสดจำนวน 1 ล้านบาท เป็นทุนก่อตั้ง "มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ต่อมาได้มีผู้มีจิตศรัทธานำเงินมาบริจาคสมทบอีกมากมาย ในโอกาสวันครบรอบวันเกิดเขาปีต่อ ๆ มา และโอกาสอื่น ๆ ดอกผลจากเงินต้นนี้ได้กำหนดให้นำมาใช้จ่ายในการอุปการะเกื้อหนุนนักเรียนจำนวนประมาณ 3 หมื่นคนและโรงเรียนจำนวน 101 แห่งทั่วประเทศ ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ว่าเมื่อได้

  • ให้โอกาสกับเยาวชนผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น ผนวกกับความร่วมมือของ ครูอาจารย์แล้ว เด็กไทยในอนาคตที่สำเร็จจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา จะเป็นคนที่มีคุณภาพทั้งเก่ง ทั้งดีมีศีลธรรม เป็นคนมีระเบียบวินัย ซื่อสัตย์สุจริต จะได้มาช่วยกันสร้างสรรค์สังคม สร้างสรรค์ประเทศชาติของเราให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป

    นายกำพล ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2516 เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสมาชิกวุฒิสภาถึง 3 สมัย ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุด ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
    เมื่อ พ.ศ. 2533 และได้รับพระราชทานเหรียญกาชาดสรรเสริญชั้นที่ 1

  • นายกำพล ซึ่งปกติเป็นคนแข็งแรงและออกกำลังกายด้วยการเล่นตะกร้อเป็นประจำ ได้เข้ารับการตรวจรักษาครั้งแรก ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2538 เพราะรู้สึกอึดอัดและแน่นท้อง คณะแพทย์ได้ตรวจพบเนื้องอกที่ไต และได้ผ่าตัดเนื้อร้ายทิ้งถึง 2 ครั้ง แต่อาการกลับทรุดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งสิ้นใจไปอย่างสงบเมื่อเวลา 01.45 น. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 เมื่อมีอายุได้ 76 ปี 1 เดือน 25 วัน ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจ และความอาลัยของภรรยา บุตรธิดา ญาติพี่น้องผู้รู้จักคุ้นเคยและของผู้ใต้ผู้บังคับบัญชาทั้งปวง
1/5