advertisement

กสทช.เลือกกรมประชาฯ ต้นแบบแผนเตือนภัยประเทศ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มี.ค. 2556 06:15

กสทช. ยกกรมประชาสัมพันธ์ ต้นแบบแผนปฏิบัติการในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน ระบุใช้งานได้จริงเมื่อเกิดเหตุ ด้านศูนย์เตือนภัยฯ ยอมรับอุปกรณ์เตือนภัยมีค่าใช้จ่ายสูง และต้องดูแลทุกวัน ขณะที่ กรมประชาฯ อธิบายแผนทุกขั้นตอน...

เมื่อวันที่ 28 มี.ค.สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจานเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจกาวโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการแนวทางปฏิบัติของสื่อมวลชน เกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ในปัจจุบันสถานการณ์ภัยพิบัติ ที่ประเทศไทยต้องประสบนั้น ได้สร้างความเสียหายต่อชิวิต และทรัพย์ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนในวงกว้าง ซึ่งการมีแผนปฏิบัติงานของผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ จึงมีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้ช่วยเผยแพร่และนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการเตรียมพร้อม ป้องกัน แก้ไข และบรรเทาเหตุภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในอนาคต


ทั้งนี้ แผนแนวทางปฏิบัติของสื่อมวลชนเป็นไปตาม ประกาศของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2553 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานของผู้ประกอบกิจการฯ ในกรณีเกิดเหตุภัยพิบัติ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ เนื่องจากปัจจุบันการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมีช่องทางหลากหลาย อาจทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ ไม่สอดคล้องกับหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลโดยตรง และเห็นว่าในทางปฏฺบัติของสื่อ อาจเกิดอุปสรรคและปัญหาหลายประการที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์ของหน่วยงานภาครัฐได้ กสทช.ในฐานะผู้กำกับดูแลกิจการกระจายเสียงฯ จึงได้กำหนดแนวทางปฏิบัติดังกล่าว

 

รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวต่อว่า ตัวอย่างแผนปฏิบัติในช่วงภัยพิบัติ หลังจากที่สถานีโทรทัศน์ทุกแห่งส่งแผนมาแล้ว พบว่า ของกรมประชาสัมพันธ์ มีความชัดเจนมากที่สุด และสามารถปฏิบัติได้จริง โดยแผนของกรมประชาฯ ได้นำมาใช้จริงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่แผนของช่องอื่นๆ เห็นว่ายังขาดรายละเอียด และความชัดเจนอยู่บ้าง แต่แผนนี้จะไม่ได้นำมาใช้เป็นหลักปฏฺบัติของทุกสถานี

"จากที่ดูแผนปฏิบัติช่วงภัยพิบัติ ของกรมประชาฯ เป็นตัวอย่างที่ดีได้ มีกระบวนการชัดเจน เพราะปัจจัยของแผนต้องปฏิบัติได้จริงทุกขั้นตอนไม่ใช่เขียนออกมาแล้วปฏิบัติไม่ได้” นายประเสริฐ กล่าว

นาวาเอกสอง เอกมหชัย รน.ช่วยราชการตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มงานเตือนภัยและเผยแพร่ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น ขึ้นตอนจะเริ่มจากการใช้ดาวเทียมส่งไปยังหอเตือนภัยทั่วประเทศ รวม 328 หอ และที่ศาลากลางจังหวัด หอกระจายข่าว จำนวน 654 หอ แจ้งทางเครื่องวิทยุสื่อสารเตือนภัยของผู้ใหญ่บ้านจำนวน 1,590 เครื่อง โดยในแต่ละปีมีค่าใช้จ่ายเฉพาะหอเตือนภัย ปีละ 43 ล้านบาท ซี่งทุกรัฐบาลสนับสนุนเต็มที่ ความสูง 25 เมตร สามารถส่งกระจายเสียงได้ในรัศมี 4 กิโลเมตร ใช้ 5ภาษาแจ้งเตือนภัย ขึ้นอยู่ใน ไทย อังกฤษ เยอรมัน จีน และญี่ปุ่น อีกทั้งมีโครงการดำเนินการจัดตั้ง7โครงการ ทำไปแล้ว 3 โครงการ ปัจจุบันมีอยู่ 328 หอทั่วประเทศ และอยู่ระหว่างดำเนินการต่ออีก 4 โครงการ โดยราคาก่อสร้างอยู่ที่ 1.2 ล้านบาทต่อ 1หอ


นอกจากนี้ ยังระบุว่า อุปกรณ์เตือนภัยทั้งหมดต้องทำงารผ่านดาวเทียม และยอมรับว่าต้องตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ทุกวัน มีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งแต่ละวันอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งไม่ได้ใช้งานได้ 100% เฉลี่ยแต่ละวันเสีย 20 เครื่อง และแต่ละตัวไม่มีอะไหล่ ต้องใช้การซ่อมอย่างเดียว

 

นางสาวอัมพวัน เจริญกุล รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า แผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ด้านการประชาสัมพันธ์และการจัดการข่าวสาร มีบทบาท ดังนี้ 1.ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจในการเรียกร้องขอความร่วมมือจากประชาชน สร้างขวัญกำลังใจเมื่อเกิดภัย 2.ประชาสัมพันธ์และจัดการข้อมูลข่าวสารเพื่อป้องกันการตื่นตระหนก 3.เป็นศูนย์กลางข้อมูลให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ 4.จัดตั้งศูนย์ข้อมูลร่วม (Joint Information Center : JIC) และ 5.ประชาสัมพันธ์การปฏิบัติงาน การให้ความช่วยเหลือของภาครัฐ และการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย

ขณะที่ แนวทางในการออกอากาศของหน่วยงานสื่อ (ขณะเกิดเหตุ) ประกอบด้วย 12 ข้อ คือ 1.ศึกษาข้อมูลความเป็นมา แนวโน้มเหตุการณ์ การดำเนินงานของหน่วยงาน บุคคลที่เกี่ยวข้อง 2.รายงานข่าวต่อเนื่องและบันทึกภาพนิ่งไว้ ในกรณีของสื่อโทรทัศน์ต้องเก็บภาพและเสียงความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์รวมทั้งที่มองเห็นใกล้ตัวจากสถานี และส่งภาพออกอากาศทันที 3.เปิดตัวรายการพิเศษเพื่อรายงานข่าวด่วน 4.ต้องรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาพข่าวโทรทัศน์ไม่ควรใช้ภาพข่าวเดิมซ้ำไปซ้ำมา ทั้งนี้ต้องใช้ภาพถ่ายใหม่ตลอดเวลาเพื่อให้เห็นพัฒนาการของเหตุการณ์ 5.ปรับเปลี่ยนมุมมองประเด็นข่าวและรายการให้ทันเหตุการณ์ตลอดเวลา 6.ขณะออกอากาศควรรายงานข่าวหรือขึ้นตัววิ่ง การยกเลิกเที่ยวบิน การคมนาคม เช่นรถไฟรถยนต์ ไปด้วยรวมถึงสายด่วน หรือหมายเลขโทรศัพท์ของโรงพยาบาล ศูนย์บัญชาการหรือศูนย์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารได้

7.ขณะเกิดกรณีเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องให้ข้อมูลข่าวสารภาษาไทยและภาษาอังกฤษตลอดเวลา 8.เอื้เฟื่อแลกเปลี่ยนข่าวและภาพกับสื่ออื่นๆ เพื่อให้การรายงานเหตุการแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วและได้ผลคิดถึงประชาชนเป็นหลัก 9.พยายามเก็บภาพการทำงานของฝ่ายต่างๆไว้ด้วย การจัดเก็บต้องลำดับผลการทำงานให้เป็นระบบ 10.การรายงานข้อมูลในลักษณะการเตือนภัยต้องห้ามแสดงความคิดเห็น 11.ในกรณีสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์หรือถ่ายทอดสดจากผู้สื่อข่าวในท้องที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ประสบภัยพิบัติต้องมีการบันทึกชื่อของผู้ให้ข้อมูล และ 12.การรายงานข่าว /การนำเสนอต้องยึดหลักข้อบังคับกรมประชาสัมพันธ์ว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมของการประกอบวิชาชีพในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ.2555

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement