ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านที่สนใจข่าวไอทีบ้างคงเคยได้ยินคำว่า “คลาวด์” หรือคำเต็มคือ “คลาวด์คอมพิวติ้ง” กันมาบ้าง เพราะมันเป็นคำสุดฮิตของวงการไอทีในรอบ 4-5 ปีมานี้...

คำว่า “คลาวด์” หรือแปลไทยว่า “กลุ่มเมฆ” หมายถึง อินเทอร์เน็ตนั่นล่ะครับ ส่วน “คลาวด์คอมพิวติ้ง” หรือ “การประมวลผลบนกลุ่มเมฆ” หมายถึงการที่ซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่เดิมทีอยู่บนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ หรืออยู่บนเซิร์ฟเวอร์ภายในองค์กร ย้ายไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตแทน

ฟังดูยิ่งใหญ่ไกลตัว แต่จริงๆ เราใช้งาน “คลาวด์” กันมานานมากแล้วล่ะครับ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ “อีเมล์” เดิมทีถ้าผมต้องการใช้งานอีเมล์ ก็ต้องติดตั้งโปรแกรมอีเมล์อย่าง Outlook หรือ Thunderbird แต่ปัจจุบันนี้เราสามารถอ่าน-ตอบอีเมล์ผ่านหน้าเว็บได้เลย ไม่ว่าจะเป็น Hotmail หรือ Gmail ก็ถือเป็นบริการอีเมล์ผ่านกลุ่มเมฆทั้งคู่ ขอเพียงผู้ใช้มีเว็บเบราว์เซอร์ก็ใช้งานได้แล้ว

โปรแกรมคอมพิวเตอร์หลากหลายรูปแบบที่เราต้องใช้ผ่านพีซี ติดตั้งลงในเครื่อง ก็เริ่มย้ายมาอยู่บนเว็บด้วยกันทั้งนั้น ตัวอย่างเช่น เดี๋ยวนี้เราสามารถแต่งภาพผ่านเว็บได้ ตัดต่อวิดีโอผ่านเว็บได้ (YouTube มีระบบตัดต่อวิดีโอแบบง่ายๆ ให้อยู่แล้ว) หรือโปรแกรมเอกสารพิมพ์งานสำนักงานก็มีพวก Google Docs ให้ใช้งานผ่านเว็บได้เลย เป็นต้น

ข้อดีของคลาวด์เหนือโปรแกรมแบบดั้งเดิมคือ มันใช้จากที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องติดตั้งก่อน ข้อมูลเราอยู่บนคลาวด์ไม่ต้องย้ายไปมาให้ยุ่งยาก ขอเพียงมีอินเทอร์เน็ตก็เข้าถึงข้อมูลได้ทันที และที่สำคัญคือดูแลรักษาง่าย ผู้ใช้ไม่ต้องสั่งอัพเดตให้เสียเวลา เพราะกลายเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการแทน ทันทีที่ผู้ใช้ล็อกอินเข้าใช้งานก็จะได้ใช้โปรแกรมรุ่นล่าสุดเสมอ ปัญหาเรื่องไวรัสกิน ข้อมูลหาย ก็ลดลงไปมาก

...

แนวโน้มของวงการไอทีชัดเจนมากว่าซอฟต์แวร์จะย้ายขึ้นคลาวด์ทั้งหมด เพียงแต่กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้จะค่อยเป็นค่อยไป และกินเวลาอีกนานนับสิบปีกว่าจะสมบูรณ์ ผู้ผลิตซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมเองก็รู้ตัวนะครับ บริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ทั้งหลายมีแผนรับมือความเปลี่ยนแปลงนี้แล้วเช่นกัน ผมขอยกตัวอย่างซอฟต์แวร์แบบกล่องชื่อดังของโลก 2 รายที่ปรับตัวสู่ยุคของคลาวด์แล้ว ได้แก่ ไมโครซอฟท์เจ้าของ Microsoft Office และอโดบี เจ้าของ Photoshop หรือ Creative Suite เดิมทีถ้าเราต้องการใช้งาน Microsoft Office และ Creative Suite ต้องไปซื้อซอฟต์แวร์แบบกล่องมาติดตั้งลงในเครื่อง และเมื่อมันออกรุ่นใหม่ มีความสามารถใหม่ๆ เราก็ต้องเสียเงินซื้อรุ่นใหม่มาใช้อีกรอบ วนเป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่ในยุคของคลาวด์ บริษัทเหล่านี้จะเปลี่ยนจากการ “ขายขาด” ซอฟต์แวร์เป็นกล่อง มาเป็นการ “เช่าใช้” ผ่านอินเทอร์เน็ตแทน เปลี่ยนวิธีการคิดเงินแบบจ่ายครั้งเดียวแพงๆ มาเป็นการจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน หรือรายปี ในรอบปีที่ผ่านมา สองบริษัทนี้เปิดตัว Microsoft Office และ Creative Suite เวอร์ชันคลาวด์เรียบร้อยแล้ว และกำลังเร่งผลักดันให้ผู้ใช้เดิมหันมาใช้โปรแกรมผ่านคลาวด์กันแทนด้วย

วิธีการใช้งานซอฟต์แวร์รุ่นคลาวด์มีดังนี้ครับ เมื่อเราจ่ายเงินค่าสมาชิกเรียบร้อย บริษัทจะเปิดให้เราเข้าไปดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรมจากอินเทอร์เน็ตได้ทันที โดยเป็นโปรแกรมตัวเดียวกับการซื้อแบบกล่องทุกประการ (เช่น Office 2013 หรือ Creative Suite 5.5) ถ้าโปรแกรมมีอัพเดตรุ่นใหม่ บริษัทก็จะติดตั้งโปรแกรมผ่านอินเทอร์เน็ตให้เราทันที แน่นอนครับว่าถ้าหมดอายุสมาชิกแล้วเราไม่ต่ออายุ โปรแกรมเหล่านี้จะใช้งานไม่ได้ หรือใช้ได้แบบจำกัด แต่ตัวไฟล์งานไม่ได้ถูกล็อกไว้ด้วยนะครับ ยังเปิดใช้งานได้เสมอ ถ้ามีโปรแกรมก๊อบปี้อื่น หรือต่ออายุสมาชิกใหม่ บริการของทั้งไมโครซอฟท์และอโดบี ไม่ได้มีแค่การเช่าซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องพื้นที่เก็บไฟล์บนอินเทอร์เน็ตด้วย เราสามารถเช่าใช้โปรแกรมแล้วเซฟไฟล์ไว้บนอินเทอร์เน็ต เพื่อแลกเปลี่ยนไฟล์กับเพื่อนร่วมงานได้สะดวก ไม่ต้องส่งอีเมล์กันไปมาให้สับสนอีกต่อไป

สรุปว่ากรณีของไมโครซอฟท์กับอโดบีปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยของคลาวด์ โดยเปลี่ยนจากการขายขาดโปรแกรมมาเป็นการเช่าใช้ตามระยะเวลา (แต่ยังเป็นโปรแกรมตัวเดิม ไม่ได้ย้ายเป็นเวอร์ชั่นเว็บทั้งหมด) ข้อดีของผู้ใช้คือได้ใช้ซอฟต์แวร์ใหม่ล่าสุดเสมอตราบเท่าที่เรายังเสียเงินเป็นสมาชิกอยู่ ไม่ต้องเปลืองเงินอัพเกรดทุกครั้งที่ซอฟต์แวร์ออกเวอร์ชั่นใหม่ ส่วนประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายรวม เนื่องจากบริษัทเหล่านี้พยายามกระตุ้นให้คนมาใช้ซอฟต์แวร์บนคลาวด์ ดังนั้น จึงตั้งราคาค่าสมาชิกให้ถูกเพื่อเรียกลูกค้าอยู่แล้ว

นอกจากโปรแกรมที่ทุกคนต้องใช้อย่าง Microsoft Office แล้ว ฝั่งของไมโครซอฟท์เองยังปรับยุทธศาสตร์ให้โปรแกรมฝั่งองค์กรอื่นๆ ของตัวเองย้ายไปอยู่บนคลาวด์ให้หมด เดิมทีถ้าองค์กรอยากใช้ซอฟต์แวร์ระบบงานของไมโครซอฟท์ เช่น เซิร์ฟเวอร์อีเมล์ Exchange หรือเซิร์ฟเวอร์เอกสาร SharePoint องค์กรต้องเสียเงินซื้อฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์ เสียเงินค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ และเสียเงินจ้างผู้ดูแลระบบ รวมกันหลายต่อ

...

ในยุคของคลาวด์ องค์กรยังใช้ซอฟต์แวร์ตัวเดิม แต่ไม่ต้องสร้างเซิร์ฟเวอร์เอง เพราะเช่าใช้เซิร์ฟเวอร์ของไมโครซอฟท์ ไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ เพราะคิดรวมมาในค่าสมาชิกแล้ว และถ้ามีปัญหาเรื่องระบบขึ้นมา วิศวกรของไมโครซอฟท์จะเป็นคนแก้ปัญหาให้เราแทน

บริษัทที่ทำระบบซอฟต์แวร์องค์กรผ่านคลาวด์ไม่ได้มีแค่ไมโครซอฟท์นะครับ กูเกิลก็ทำระบบอีเมล์องค์กรผ่านคลาวด์ ในชื่อ Google Apps และยังมีซอฟต์แวร์สำหรับภาคธุรกิจอีกมากที่ล็อกอินผ่านเว็บแล้วใช้ได้เลย เช่น Salesforce.com ระบบติดตามลูกค้าที่มีบริษัทไทยใช้งานอยู่พอสมควร หรือ WorkDay บริษัทที่ทำระบบทรัพยากรมนุษย์ให้องค์กรใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

ผมเพิ่งมีโอกาสคุยกับคุณ Zane Adam ผู้บริหารด้านคลาวด์ของไมโครซอฟท์ คุณ Zane ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประโยชน์ของคลาวด์ไว้อย่างน่าสนใจว่า โดยทั่วไปแล้วเรามักมองคลาวด์ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยประหยัดงบประมาณด้านไอทีขององค์กร แต่จริงๆ แล้วคลาวด์ยังมีประโยชน์สำหรับการขยายธุรกิจไอทีในประเทศออกไปสู่โลกกว้างได้ด้วย

ตัวอย่างเช่น บริษัทไอทีไทยที่ทำธุรกิจออนไลน์ในประเทศไทย จำเป็นต้องมีเซิร์ฟเวอร์ของตัวเองตั้งอยู่ในประเทศไทย ทีนี้ถ้าต้องการขยายออกไปยังภูมิภาค (เช่น บุกอาเซียน) ก็อาจต้องไปลงทุนสร้างระบบเซิร์ฟเวอร์ในประเทศนั้นๆ ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายและเวลาอีกมาก แต่ถ้าบริษัทไอทีไทยเลือกวิธี “เช่าใช้” เซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการคลาวด์ (เช่น ไมโครซอฟท์ กูเกิล อเมซอน) ก็ลืมเรื่องการวางระบบเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศไปได้เลย เพราะสามารถใช้งานเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการเหล่านี้ได้ทันที โดยเสียค่าใช้จ่ายเท่าที่ใช้งานจริง (เช่น นับเวลาเป็นชั่วโมง หรือนับตามปริมาณข้อมูลเท่านั้น) ไม่ต้องลงทุนค่าเซิร์ฟเวอร์ช่วงแรกเยอะ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการทำธุรกิจในต่างประเทศน้อยลงมาก

...

หมายเหตุ : สำหรับผู้สนใจบทสัมภาษณ์คุณ Zane Adam ซึ่งจะลงรายละเอียดทางเทคนิคมากหน่อย ตามไปอ่านได้ที่ http://www.blognone.com/node/41717 นะครับ.


มาร์ค Blognone