วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"มิติใหม่" ของเครื่องเล่นเกม (1)

โดย มาร์ค Blognone

ผมเขียนคอลัมน์ให้กับไทยรัฐออนไลน์มาปีกว่า ยังไม่เคยเขียนถึงเรื่องเกมเลยสักครั้ง สัปดาห์นี้มีความเคลื่อนไหวเรื่องนี้พอดี มาวิเคราะห์แนวโน้มของวงการเกมกันสักหน่อยนะครับ

ก่อนอื่นปูพื้นกันสักนิด คำว่า “เครื่องเล่นเกม” ฟังดูอาจเป็นแค่ของเล่นประเภทหนึ่ง แต่วงการเกมพัฒนาตัวเองมาไกลมาก เปลี่ยนจากของเล่นไร้สาระที่ถูกสังคมมองว่า “มอมเมาเยาวชน” กลายมาเป็น “อุตสาหกรรมบันเทิง” ขนาดใหญ่มาก มีขนาดแซงหน้าอุตสาหกรรมภาพยนตร์เรียบร้อยแล้ว

เมื่อปี 2554 มีปรากฏการณ์สำคัญของวงการเกมเกิดขึ้น เกมแนวสงครามเสมือนจริงชื่อดัง Modern Warfare 3 ออกวางขาย และสามารถทำรายได้สูงถึง 400 ล้านดอลลาร์ (12,000 ล้านบาท) ภายใน 24 ชั่วโมงแรก ถือเป็นสถิติที่อุตสาหกรรมบันเทิงทุกแขนงไม่เคยทำได้มาก่อน และยิ่งไปกว่านั้น Modern Warfare 3 ยังใช้เวลาเพียง 16 วันทำรายได้รวมแตะหลัก 1 พันล้านดอลลาร์ (30,000 ล้านบาท) ในขณะที่คู่แข่งจากวงการภาพยนตร์ ใกล้เคียงที่สุดคือเรื่อง Avatar ยังต้องใช้เวลา 19 วันในการสร้างรายได้ระดับเท่ากัน

ไม่ใช่เล่นๆ เลยนะครับ ใครที่เคยมองข้ามอุตสาหกรรมเกมไว้ อาจต้องหันมามองใหม่อีกครั้งว่ามันกลายเป็น “ความบันเทิงของคนรุ่นใหม่” ไปแล้ว

เข้าเรื่องครับ แต่ก่อนแต่ไรมา วงการเกมถูกควบคุมโดยบริษัทผู้ผลิตเครื่องเล่นเกม ซึ่งมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายต่อบริษัทผู้สร้างเกม ควบคุมรูปแบบของธุรกิจเกมได้ค่อนข้างมาก บริษัทเหล่านี้ต้องมีขนาดใหญ่ มีเงินลงทุนสูง มีงบวิจัยและพัฒนาเครื่องเกมรุ่นใหม่ๆ ตลอดเวลา

ปัจจุบัน บริษัทเกมขนาดใหญ่ที่เป็นเจ้าของเครื่องเล่นเกมเอง มีอยู่ด้วยกัน 3 ราย ได้แก่ โซนี่ นินเทนโด ไมโครซอฟท์

โซนี่และนินเทนโดเป็นบริษัทญี่ปุ่น มีเครื่องเกมในสังกัด ทั้งแบบที่ต้องต่อกับทีวี (ศัพท์ในวงการเรียก “เกมคอนโซล”) และเครื่องเกมพกพาลักษณะเดียวกับเกมบอยในอดีต ส่วนไมโครซอฟท์มีเฉพาะเครื่องเกมคอนโซล ไม่มีเครื่องเกมพกพาในตลาด

นอกจากเครื่องเล่นเกมโดยเฉพาะที่ออกแบบมาสำหรับเล่นเกมเพียงอย่างเดียว วงการเกมยังมี “เกมพีซี” ที่เล่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีหรือโน้ตบุ๊กอีกแขนงหนึ่ง (เกมดังบางเกมมีทั้งบนคอนโซลและพีซี) ซึ่งคอลัมน์ตอนนี้ผมจะเน้นไปที่เกมคอนโซลเป็นหลักนะครับ

ประเด็นของผมก็คือ วงการเกมที่ถูกผูกขาดโดย 3 ยักษ์ใหญ่มายาวนานนับสิบปี กำลังถูกท้าทายโดยเครื่องเล่นเกมหน้าใหม่ๆ ที่บุกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและรุนแรง เครื่องเกมที่ว่านี้ไม่ใช่อื่นไกลเลยครับ มันคือสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่เป็นอุปกรณ์ยอดฮิตในปัจจุบันนั่นเอง

ในอดีต “เกม” มีความเรียบง่ายและไม่ซับซ้อน การเล่นเกมมักใช้เวลาสั้นๆ แต่เล่นซ้ำได้หลายครั้ง (ตัวอย่างเช่น เกมไพ่ เกมตระกูล Tetris หรือ Pac-Man) แต่เมื่อเกมพัฒนาขึ้น มีรูปแบบการเล่นใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนสูง มีเนื้อเรื่อง ตัวละคร ปริศนา เพิ่มเข้ามา ทำให้วงการเกมแยกเป็น 2 ตลาด ได้แก่ ตลาดเกมแบบง่ายๆ (แคชวลเกม) และเกมสำหรับผู้เล่นเกมแบบจริงจัง (ฮาร์ดคอร์ ในที่นี้ไม่ได้มีความหมายรุนแรงอะไร แต่หมายถึงเกมเมอร์พันธุ์แท้ หายใจเข้าออกเป็นการเล่นเกม)

วงการเกมคอนโซลในรอบสิบปีที่ผ่านมา เน้นตลาดผู้เล่นกลุ่มฮาร์ดคอร์เป็นหลัก เครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ๆ พัฒนาประสิทธิภาพด้านการประมวลผลขึ้นมาเยอะมาก พลังของเครื่องเล่น PlayStation 3 รุ่นล่าสุดของโซนี่ (วางขายปี 2006) เทียบเท่ากับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับโลกเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น ส่วนเนื้อหาของเกมเองก็ซับซ้อนขึ้นเช่นกัน มีการออกแบบฉากในเกมด้วยหลักวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์อย่างสมจริง ส่วนเนื้อเรื่องก็ใช้ผู้เขียนบทภาพยนตร์จากฮอลลีวูด จ้างนักพากย์มืออาชีพหรือดาราแม่เหล็กมาให้เสียงประกอบ

พัฒนาการเหล่านี้ย่อมเป็นผลดีต่อวงการเกม (และวงการไอทีในภาพรวม) อย่างแน่นอน

แต่ไม่ใช่ว่า ผู้เล่นเกมทุกคนต้องการเล่นเกมที่มีความซับซ้อนขนาดนั้นเสมอไป

เกมแบบฮาร์ดคอร์มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็น “เด็ก-วัยรุ่นชาย” แต่เกมแบบแคชวลที่เล่นง่ายๆ สบายๆ มีตลาดกว้างกว่านั้นมาก นั่นคือครอบคลุมไปถึงผู้ใหญ่วัยทำงาน สาวๆ รวมไปถึงคนชราด้วย

“ราคา” เกมแบบแคชวลถูกกว่าเกมแบบฮาร์ดคอร์หลายเท่า (อาจต่างกันถึง 10 เท่า) แต่เมื่อ “ฐานลูกค้า” นับเป็นจำนวนประชากรมีขนาดใหญ่กว่า ตลาดของเกมแคชวลจึงมี “มูลค่า” เป็นตัวเงินไม่ด้อยไปกว่ากัน

มาถึงตรงนี้ กระแสสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต ภายใต้การนำของแอปเปิลและการผลักดันของแอนดรอยด์เกิดบูมขึ้นมาพอดี สถานการณ์เลยพลิกผันทันที จากเดิมที่ลูกค้าต้องตั้งใจและจงใจซื้อเครื่องเล่นเกมราคาแพง (เครื่องหลักหมื่น แผ่นหลักพัน) กลับกลายเป็นว่าใครก็ตามสามารถเป็นเจ้าของเครื่องเล่นเกมได้ (เพราะคนส่วนใหญ่ตั้งใจซื้อโทรศัพท์ การเล่นเกมเป็นผลพลอยได้) ส่วนระดับราคาก็ถูกกว่ากันเยอะมาก (เครื่องหลักพัน เกมหลักสิบหรือฟรีด้วยซ้ำในบางกรณี)

ตลาดเกมแคชวลจึงบูมเร็วมาก เพราะตอบโจทย์ของผู้ใช้ไอทีที่ต้องการเล่นเกมง่ายๆ ในเวลาว่างหรืออยู่นอกสถานที่ และมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ากันมาก

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เราจึงเห็นบริษัทเกมบนอุปกรณ์พกพาที่เป็นบริษัทหน้าใหม่ๆ ประสบความสำเร็จกันอย่างล้นหลาม หัวหอกคงหนีไม่พ้น Rovio บริษัทเกมจากฟินแลนด์เจ้าของเกม Angry Birds แต่นอกจากนี้ยังมีบริษัทอื่นๆ อีกหลายราย (ซึ่งผมจะเขียนถึงให้ละเอียดกว่านี้ในโอกาสหน้า)

ตลาดเกมแคชวลบนอุปกรณ์พกพากลายเป็นตลาดใหม่อันหอมหวนของผู้สร้างเกม แยกเป็นตลาดใหม่นอกเหนือจากตลาดเกมเมอร์แบบฮาร์ดคอร์ที่มีอยู่เดิม

ช่วงแรกสองตลาดนี้แยกขาดจากกันชัดเจน มีลูกค้าของใครของมันไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แต่อุปกรณ์พกพาพัฒนาความสามารถขึ้นมาเร็วมาก จากอุปกรณ์ขนาดเล็ก พลังประมวลผลน้อย การแสดงกราฟิกจำกัด กลายเป็นว่าสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตรุ่นล่าสุดในปี 2013 มีประสิทธิภาพด้อยกว่าเกมคอนโซลปี 2006 เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือบางกรณีอาจเรียกว่าแทบไม่ต่างกันด้วยซ้ำ

อุปกรณ์พกพาที่เคยถูกมองว่าเน้นเกมแคชวลเพียงอย่างเดียว จึงเริ่มมีเกมชื่อดังโดยค่ายเกมยักษ์ใหญ่ให้เล่น และเริ่มคุกคามอาณาจักรเก่าแก่ของเกมคอนโซลเสียแล้ว

เท่านั้นยังไม่พอครับ ในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีหลายบริษัทกำลังพยายามสร้าง “เครื่องเล่นเกม” แบบเดียวกับเกมคอนโซล แต่ใช้ฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์พกพาในปัจจุบัน (โดยเฉพาะแอนดรอยด์) กันแล้วด้วย เรียกว่าท้าชนกันซึ่งๆ หน้าเลยทีเดียว

รายละเอียดของ “เครื่องเกมแบบใหม่” จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามต่อในสัปดาห์หน้าครับ

 

มาร์ค Blognone

 

มาร์ค Blognone