advertisement

"มิติใหม่" ของเครื่องเล่นเกม (1)

โดย มาร์ค Blognone 9 ม.ค. 2556 05:30

ผมเขียนคอลัมน์ให้กับไทยรัฐออนไลน์มาปีกว่า ยังไม่เคยเขียนถึงเรื่องเกมเลยสักครั้ง สัปดาห์นี้มีความเคลื่อนไหวเรื่องนี้พอดี มาวิเคราะห์แนวโน้มของวงการเกมกันสักหน่อยนะครับ

ก่อนอื่นปูพื้นกันสักนิด คำว่า “เครื่องเล่นเกม” ฟังดูอาจเป็นแค่ของเล่นประเภทหนึ่ง แต่วงการเกมพัฒนาตัวเองมาไกลมาก เปลี่ยนจากของเล่นไร้สาระที่ถูกสังคมมองว่า “มอมเมาเยาวชน” กลายมาเป็น “อุตสาหกรรมบันเทิง” ขนาดใหญ่มาก มีขนาดแซงหน้าอุตสาหกรรมภาพยนตร์เรียบร้อยแล้ว

เมื่อปี 2554 มีปรากฏการณ์สำคัญของวงการเกมเกิดขึ้น เกมแนวสงครามเสมือนจริงชื่อดัง Modern Warfare 3 ออกวางขาย และสามารถทำรายได้สูงถึง 400 ล้านดอลลาร์ (12,000 ล้านบาท) ภายใน 24 ชั่วโมงแรก ถือเป็นสถิติที่อุตสาหกรรมบันเทิงทุกแขนงไม่เคยทำได้มาก่อน และยิ่งไปกว่านั้น Modern Warfare 3 ยังใช้เวลาเพียง 16 วันทำรายได้รวมแตะหลัก 1 พันล้านดอลลาร์ (30,000 ล้านบาท) ในขณะที่คู่แข่งจากวงการภาพยนตร์ ใกล้เคียงที่สุดคือเรื่อง Avatar ยังต้องใช้เวลา 19 วันในการสร้างรายได้ระดับเท่ากัน

ไม่ใช่เล่นๆ เลยนะครับ ใครที่เคยมองข้ามอุตสาหกรรมเกมไว้ อาจต้องหันมามองใหม่อีกครั้งว่ามันกลายเป็น “ความบันเทิงของคนรุ่นใหม่” ไปแล้ว

เข้าเรื่องครับ แต่ก่อนแต่ไรมา วงการเกมถูกควบคุมโดยบริษัทผู้ผลิตเครื่องเล่นเกม ซึ่งมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายต่อบริษัทผู้สร้างเกม ควบคุมรูปแบบของธุรกิจเกมได้ค่อนข้างมาก บริษัทเหล่านี้ต้องมีขนาดใหญ่ มีเงินลงทุนสูง มีงบวิจัยและพัฒนาเครื่องเกมรุ่นใหม่ๆ ตลอดเวลา

ปัจจุบัน บริษัทเกมขนาดใหญ่ที่เป็นเจ้าของเครื่องเล่นเกมเอง มีอยู่ด้วยกัน 3 ราย ได้แก่ โซนี่ นินเทนโด ไมโครซอฟท์

โซนี่และนินเทนโดเป็นบริษัทญี่ปุ่น มีเครื่องเกมในสังกัด ทั้งแบบที่ต้องต่อกับทีวี (ศัพท์ในวงการเรียก “เกมคอนโซล”) และเครื่องเกมพกพาลักษณะเดียวกับเกมบอยในอดีต ส่วนไมโครซอฟท์มีเฉพาะเครื่องเกมคอนโซล ไม่มีเครื่องเกมพกพาในตลาด

นอกจากเครื่องเล่นเกมโดยเฉพาะที่ออกแบบมาสำหรับเล่นเกมเพียงอย่างเดียว วงการเกมยังมี “เกมพีซี” ที่เล่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีหรือโน้ตบุ๊กอีกแขนงหนึ่ง (เกมดังบางเกมมีทั้งบนคอนโซลและพีซี) ซึ่งคอลัมน์ตอนนี้ผมจะเน้นไปที่เกมคอนโซลเป็นหลักนะครับ

ประเด็นของผมก็คือ วงการเกมที่ถูกผูกขาดโดย 3 ยักษ์ใหญ่มายาวนานนับสิบปี กำลังถูกท้าทายโดยเครื่องเล่นเกมหน้าใหม่ๆ ที่บุกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและรุนแรง เครื่องเกมที่ว่านี้ไม่ใช่อื่นไกลเลยครับ มันคือสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่เป็นอุปกรณ์ยอดฮิตในปัจจุบันนั่นเอง

ในอดีต “เกม” มีความเรียบง่ายและไม่ซับซ้อน การเล่นเกมมักใช้เวลาสั้นๆ แต่เล่นซ้ำได้หลายครั้ง (ตัวอย่างเช่น เกมไพ่ เกมตระกูล Tetris หรือ Pac-Man) แต่เมื่อเกมพัฒนาขึ้น มีรูปแบบการเล่นใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนสูง มีเนื้อเรื่อง ตัวละคร ปริศนา เพิ่มเข้ามา ทำให้วงการเกมแยกเป็น 2 ตลาด ได้แก่ ตลาดเกมแบบง่ายๆ (แคชวลเกม) และเกมสำหรับผู้เล่นเกมแบบจริงจัง (ฮาร์ดคอร์ ในที่นี้ไม่ได้มีความหมายรุนแรงอะไร แต่หมายถึงเกมเมอร์พันธุ์แท้ หายใจเข้าออกเป็นการเล่นเกม)

วงการเกมคอนโซลในรอบสิบปีที่ผ่านมา เน้นตลาดผู้เล่นกลุ่มฮาร์ดคอร์เป็นหลัก เครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ๆ พัฒนาประสิทธิภาพด้านการประมวลผลขึ้นมาเยอะมาก พลังของเครื่องเล่น PlayStation 3 รุ่นล่าสุดของโซนี่ (วางขายปี 2006) เทียบเท่ากับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับโลกเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น ส่วนเนื้อหาของเกมเองก็ซับซ้อนขึ้นเช่นกัน มีการออกแบบฉากในเกมด้วยหลักวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์อย่างสมจริง ส่วนเนื้อเรื่องก็ใช้ผู้เขียนบทภาพยนตร์จากฮอลลีวูด จ้างนักพากย์มืออาชีพหรือดาราแม่เหล็กมาให้เสียงประกอบ

พัฒนาการเหล่านี้ย่อมเป็นผลดีต่อวงการเกม (และวงการไอทีในภาพรวม) อย่างแน่นอน

แต่ไม่ใช่ว่า ผู้เล่นเกมทุกคนต้องการเล่นเกมที่มีความซับซ้อนขนาดนั้นเสมอไป

เกมแบบฮาร์ดคอร์มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็น “เด็ก-วัยรุ่นชาย” แต่เกมแบบแคชวลที่เล่นง่ายๆ สบายๆ มีตลาดกว้างกว่านั้นมาก นั่นคือครอบคลุมไปถึงผู้ใหญ่วัยทำงาน สาวๆ รวมไปถึงคนชราด้วย

“ราคา” เกมแบบแคชวลถูกกว่าเกมแบบฮาร์ดคอร์หลายเท่า (อาจต่างกันถึง 10 เท่า) แต่เมื่อ “ฐานลูกค้า” นับเป็นจำนวนประชากรมีขนาดใหญ่กว่า ตลาดของเกมแคชวลจึงมี “มูลค่า” เป็นตัวเงินไม่ด้อยไปกว่ากัน

มาถึงตรงนี้ กระแสสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต ภายใต้การนำของแอปเปิลและการผลักดันของแอนดรอยด์เกิดบูมขึ้นมาพอดี สถานการณ์เลยพลิกผันทันที จากเดิมที่ลูกค้าต้องตั้งใจและจงใจซื้อเครื่องเล่นเกมราคาแพง (เครื่องหลักหมื่น แผ่นหลักพัน) กลับกลายเป็นว่าใครก็ตามสามารถเป็นเจ้าของเครื่องเล่นเกมได้ (เพราะคนส่วนใหญ่ตั้งใจซื้อโทรศัพท์ การเล่นเกมเป็นผลพลอยได้) ส่วนระดับราคาก็ถูกกว่ากันเยอะมาก (เครื่องหลักพัน เกมหลักสิบหรือฟรีด้วยซ้ำในบางกรณี)

ตลาดเกมแคชวลจึงบูมเร็วมาก เพราะตอบโจทย์ของผู้ใช้ไอทีที่ต้องการเล่นเกมง่ายๆ ในเวลาว่างหรืออยู่นอกสถานที่ และมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ากันมาก

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เราจึงเห็นบริษัทเกมบนอุปกรณ์พกพาที่เป็นบริษัทหน้าใหม่ๆ ประสบความสำเร็จกันอย่างล้นหลาม หัวหอกคงหนีไม่พ้น Rovio บริษัทเกมจากฟินแลนด์เจ้าของเกม Angry Birds แต่นอกจากนี้ยังมีบริษัทอื่นๆ อีกหลายราย (ซึ่งผมจะเขียนถึงให้ละเอียดกว่านี้ในโอกาสหน้า)

ตลาดเกมแคชวลบนอุปกรณ์พกพากลายเป็นตลาดใหม่อันหอมหวนของผู้สร้างเกม แยกเป็นตลาดใหม่นอกเหนือจากตลาดเกมเมอร์แบบฮาร์ดคอร์ที่มีอยู่เดิม

ช่วงแรกสองตลาดนี้แยกขาดจากกันชัดเจน มีลูกค้าของใครของมันไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แต่อุปกรณ์พกพาพัฒนาความสามารถขึ้นมาเร็วมาก จากอุปกรณ์ขนาดเล็ก พลังประมวลผลน้อย การแสดงกราฟิกจำกัด กลายเป็นว่าสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตรุ่นล่าสุดในปี 2013 มีประสิทธิภาพด้อยกว่าเกมคอนโซลปี 2006 เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือบางกรณีอาจเรียกว่าแทบไม่ต่างกันด้วยซ้ำ

อุปกรณ์พกพาที่เคยถูกมองว่าเน้นเกมแคชวลเพียงอย่างเดียว จึงเริ่มมีเกมชื่อดังโดยค่ายเกมยักษ์ใหญ่ให้เล่น และเริ่มคุกคามอาณาจักรเก่าแก่ของเกมคอนโซลเสียแล้ว

เท่านั้นยังไม่พอครับ ในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีหลายบริษัทกำลังพยายามสร้าง “เครื่องเล่นเกม” แบบเดียวกับเกมคอนโซล แต่ใช้ฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์พกพาในปัจจุบัน (โดยเฉพาะแอนดรอยด์) กันแล้วด้วย เรียกว่าท้าชนกันซึ่งๆ หน้าเลยทีเดียว

รายละเอียดของ “เครื่องเกมแบบใหม่” จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามต่อในสัปดาห์หน้าครับ

 

มาร์ค Blognone

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement