• หน้าหลัก
  • นสพ.ฉบับวันนี้
  • ประเด็นร้อน
  • บริการข่าวไทยรัฐ
  • กิจกรรม
  • ร่วมงานกับไทยรัฐ
  • สมัครสมาชิก(ฟรี)
  • เข้าสู่ระบบ
Thairath

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2555
ค้นหาข่าว
  • พระราชสำนัก

  • การเมือง

  • กีฬา

  • บันเทิง

  • ไลฟ์สไตล์

  • วิทยาการ

  • เศรษฐกิจ

  • การศึกษา

  • ต่างประเทศ

  • ภูมิภาค

  • Gallery
  • v
  • People
  • c
Today Report :
  • 06:39 น. อีสานด้านตะวันออกฝนเพิ่มขึ้น อันดามัน-อ่าวไทยคลื่นลมแรง
  • 06:10 น. 6 วิญญาณเด็ก เฮี้ยนไม่เลิก!! 'ไทยรัฐ' ถ่ายภาพพิสูจน์ พบดวงไฟ 4-5 ดวง
  • 05:20 น. หาม 3 ชาวบ้านส่ง รพ. เผลอกินเห็ดพิษแกล้มเหล้า
  • 04:11 น. ตูนีเซียจ่อส่งอดีตนายกฯลิเบีย กลับไปรับโทษในบ้านเกิด
  • 03:32 น. 'ปิยสวัสดิ์'งง! ถูกปลดพ้นดีดี เหตุจัดหาฝูงบินใหม่
  • 02:54 น. สลด! รถไฟอินเดีย 2 ขบวนชนกัน ดับ 24 ศพ
  • 18:47 น. ผลสำรวจชี้ไทยติดโผดินแดนเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวที่สุดในโลก ฝรั่งเศสครองแชมป์หยาบคาย
  • 18:40 น. สรุปข่าวประจำวันที่ 22 พ.ค.2555 เวลา 06.00 น.-18.00 น.
  • 18:17 น. ชูวิทย์ เผยเหตุบังเอิญจับภาพบ่อนพนันได้ขณะถ่ายภาพรางรถไฟ
  • 18:16 น. แดงบุกทำเนียบ เลิกเกรงใจปู บี้นิรโทษม.112
Facebook
Twitter
คุณมีข่าวใหม่ 0 ข่าว

มุ่งศึกษาปฏิรูปสื่อไทยสู่คอนเวอร์เจนซ์ใน10ปี

Pic_21676

เมื่อหลายฝ่ายมองอนาคตของสื่อยุคใหม่ ที่จะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต ด้วยเสนอในช่องทางที่หลากหลาย ใครจะมาควบคุม และจะดูแลกันแบบไหน...

เมื่อพูดถึงสื่อ (Media) ในสังคมไทยคงจะหนีไม่พ้น สื่อกระแสหลักที่มีบทบาทต่องสังคม และวัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ได้แก่ สื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ และสื่อภาพยนตร์ ในตลอดเกือบ 100 ปีที่ผ่านมา โดยถือว่าสื่อเหล่านี้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยมีเรื่องต่างๆมากมายทั้งด้านดี และไม่ดี ถูกนำเสนอผ่านช่องทางเหล่านี้ จนบางครั้งสื่อถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ ในการรักษาอำนาจให้กับนักการเมือง หรือรัฐบาล รวมถึงกลุ่มผลประโยชน์

ขณะเดียวกันสื่อก็ได้ทำหน้าที่ตีแผ่ข้อเท็จจริงในสังคม ส่งผลให้สื่อกระแสหลักต่าง กลายเป็นศัตรูของฝ่ายการเมือง รัฐบาลผู้ที่อยู่ด้านตรงข้าม และมองว่าเนื้อหาที่ถูกนำเสนอต้องมีการควบคุม หรือ กำหนดให้ไปในทิศทางที่ผู้มีอำนาจ หรือกลุ่มทุนต้องการ โดยท้ายที่สุดประชาชนที่รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อหลัก ต้องถูกปิดกั้น บิดเบือน หรือ ริดรอนสิทธิและเสรีภาพในการรับสารจากจุดนั้น เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ประเทศไทยต้องมีการปฏิรูปสื่อ ภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ประกาศใช้ และเมื่อสื่อใหม่ (New Media) อย่างอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทต่อสังคมไทยในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา

เทคโนโลยีโทรคมนาคมได้ก้าวข้ามกำแพง มาสู่ความเป็นสื่อจากการหลอมรวมทางเทคโนโลยี เช่น วิทยุออนไลน์ หรือทีวีออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต มีการใช้งานคอมพิวเตอร์ และโทรศัพม์มือถือ เพื่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์กำลังจะเข้าสู่ยุคดิจิตอล มือถือระบบ 3G กำลังจะให้บริการ และการมาของหน่วยงานอิสระที่จะมากำกับดูแลสื่อ คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะทำหน้าที่จัดสรรและกำกับดูแลไปในทิศทางใด จะทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีหรือไม่

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) จึงร่วมกับเครือข่ายพลเมืองเน็ต กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองบนโลกออนไลน์ และมูลนิธิหนังไทยทำโครงการ "จินตนาการปฏิรูปสื่อทศวรรษหน้า 2010-2020" (Rethinking Media Reform and Integrated Media Policy 2010-2020) เพื่อคาดการณ์อนาคตอีก 10 ปีจากนี้ และนำบทเรียนจากอดีตที่ผ่านมา 10 ปีหลังมีการปฏิรูปสื่อ เพื่อหาทางรับมือกับปัญหาที่เกิดจากสื่อในอนาคต รวมทั้งการเฝ้าระวังการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแล และผลักดันให้ภาครัฐเปิดทางสู่การปฏิรูปสื่ออย่างแท้จริง คืนคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชน สนับสนุนสื่อชุมชน รวมทั้งช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอีกในอนาคต

นายสุเทพ วิไลเลิศ

นายสุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการ คปส.อธิบายถึงภาพรวมการปฏิรูปสื่อช่วงที่ผ่านมาว่า ตลอดช่วง 12 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปสื่อยังไม่มีความหมาย สื่อวิทยุโทรทัศน์ยังอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ มีการต่ออายุสัมปทานให้เอกชนในระยะยาว ขณะที่ กสทช.ยังไม่เกิดขึ้น เพราะการคัดสรรผู้มาดำรงตำแหน่งยังเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนและภาครัฐ ขณะที่ต้องจับตาการออกกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่ และองค์กรกำกับดูแลทั้งองค์กรอิสระ และรัฐบาลว่าจะดูแลสื่อโทรทัศน์ในยุคที่ไม่ได้มีแค่การออกอากาศปกติ แต่ยังมีช่องทางอินเทอร์เน็ต แม้แต่สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มขยับเข้าหาโลกออนไลน์ ที่มีความหลากหลายของเนื้อหาเช่น เสียง และภาพวิดีโอ เมื่อถึงจุดนี้ จะมีการกำกับดูแลอย่างไร

เลขาธิการ คปส.อธิบายต่อว่า หากยังปล่อยให้รัฐบาลหรือเอกชนผูกขาดสื่อโทรทัศน์ หรือวิทยุต่อไป ย่อมเกิดการผูกขาดข้อมูลข่าวสารที่ภาครัฐต้องการนำเสนอ แต่ความจริงในสังคมจะไม่ถูกตีแผ่ พอมีนักข่าวพลเมือง หรือสื่อประชาชนเข้ามามีบทบาท เริ่มมีการควบคุมเนื้อหา ดังนั้นการปฏิรูปสื่อจากนี้ไปต้องมีความชัดเจน เปิดโอกาสให้ประชาชนอย่างเป็นธรรม และมีหลักประกันในการเข้าถึงสื่อของภาคประชาชน ยิ่งยุคคอนเวอร์เจนซ์ที่ภาครัฐเริ่มอยากเข้ามามีบทบาท โดยอยากให้นโยบายของ กสทช.ที่จะเข้ามามีบทบาทกำหนดสิทธิของประชาชนให้ชัดเจน และจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับประชาชนไม่ต่ำกว่า 20%

นายพิสิฐ ศรีปราสาททอง

ด้าน นายพิสิฐ ศรีปราสาททอง กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต อธิบายถึงอินเทอร์เน็ตและการปฏิรูปสื่อว่า เชื่อว่าในปี 2553 ประเทศไทยจะมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตประมาณ 16 ล้านคน และในอีก 10 ปีข้างหน้า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะเพิ่มจำนวนเป็น 40 ล้านคน โดยสื่ออนไลน์มีบทบาทเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง เสริมให้กับสื่อหลัก เช่น หนังสือพิมพ์ออนไลน์ และแม้อินเทอร์เน็ตจะมีประโยชน์ แต่ยังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดปัญหาของสังคม และคนส่วนหนึ่งที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตอยากให้รัฐเข้ามากำกับดูแล

กก.เครือข่ายพลเมืองเน็ต อธิบายเสริมว่า ขณะที่มุมมองของคนบนโลกออนไลน์ มองว่าอินเทอร์เน็ตถูกปิดกั้นมากเกินไป และไม่เปิดโอกาสให้คนได้แสดงความคิดเห็นแบบเสรี และคุณภาพบริการอินเทอร์เน็ตเมืองไทยยังไม่ดี และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงยาก โดยกฎหมายที่ใช้ดูแลอินเทอร์เน็ต คือ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ไม่ได้ออกแบบให้คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอินเทอร์เน็ต กฎหมายที่สนับสนุนสิทธิส่วนบุคคลยังไม่ประกาศใช้ ขณะเดียวกัน ยังมีกฎหมายอาญา และแพ่งมาทับซ้อนอีกทำให้ความผิดบนอินเทอร์เน็ตรุนแรงกว่าการกระทำผิดทั่วไป

นายพิสิฐ อธิบายถึงการกำกับดูแลสื่ออินเทอร์เน็ตว่า เมื่ออินเทอร์เน็ตมีรูปแบบต่างจากสื่ออื่นๆ ทำให้มีความพยายามเข้ามากำกับดูแลทั้งจากมุมของรัฐบาล และกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยกฎหมายที่มีอยู่มีแต่การจำกัดสิทธิเสรีภาพการใช้อินเทอร์เน็ต แต่ยังไม่มีกฎหมายใดมาส่งเสริมการใช้ หรือ คุ้มครองผู้ใช้งาน ตัวรัฐบาลเองที่ผ่านมา ไม่ได้มีบทบาทต่อการส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ตเท่าที่ควร จึงเห็นว่าภาครัฐต้องส่งเสริมด้านนี้ ด้วยการยกระดับและกระจายโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ทำให้อินเทอร์เน็ตกระจายไปทั่วประเทศ เนื่องจากตัวเลขจำนวนผู้ใช้บรอดแบนด์ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มผลผลิตมวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี ได้ เนื่องจากประชาชนจะเข้าถึงองค์ความรู้ เกิดสังคมการเรียนรู้ สร้างอาชีพใหม่ๆ ที่เป็นรูปแบบการทำงานผ่านอินเทอร์เน็ต

นางสาวพรรษาสิริ กุหลาบ

นางสาวพรรษาสิริ กุหลาบ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ผลจากการหลอมรวมทางเทคโนโลยี ส่งผลให้สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ต้องปรับตัวสู่ช่องทางออนไลน์ แต่ที่ตั้งข้อสงสัย คือ เมื่อเดิมที่หนังสือพิมพ์มีพื้นที่เสนอข่าวมากกว่า ให้รายละเอียดมากกว่า จนรายการโทรทัศน์ต้องนำข่าวหนังสือพิมพ์ไปอ่านเล่าข่าว พอปรับมาเป็นรูปแบบออนไลน์ทำให้ได้กลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นผู้อ่านมากขึ้น แต่ที่น่าห่วงคือ สื่อออนไลน์จะเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับมากขึ้น ต่างจากสื่อสื่งพิมพ์ ที่ไม่มีกฎหมายใดดูแลโดยตรง

อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า การเป็นสื่อออนไลน์ทำให้รูปแบบธุรกิจต้องมีการตลาดนำหน้า ทำให้มีความกังวลเรื่องคุณภาพของข่าว ที่จะเน้นแต่หวือหวา เอาใจผู้อ่านมากกว่าจะเสนอข่าวเชิงสืบสวน หรือข่าวเจาะที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะต้องทำข่าวป้อนตามความต้องการทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้ จะมีสื่อพลเมืองเป็นสื่อทางเลือกในการนำเสนอข่าว แต่ทำได้แค่ในส่วนการเสนอเนื้อหาเสริมในประเด็นที่ตกหล่นไป และสื่อพลเมืองไม่ได้เป็นปฏิบักษ์กับสื่อหลัก เพียงแต่เติมประเด็น หรือจุดประเด็นใหม่ในสังคม

นางสาวพรรษาสิริ อธิบายด้วยว่า ไม่ว่าสื่อพลเมืองจะมีบทบาทมากเพียงใด แต่สุดท้ายสื่อหลัก อย่างหนังสือพิมพ์และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ย่อมมีกระบวนการเรียบเรียงเนื้อหา และกลั่นกรองได้ดีกว่า แต่ที่อยากศึกษาสื่อหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ในเรื่องกลไกการควบคุม และกำกับดูแลสื่อ และกลไกในการส่งเสริมทักษะนักข่าว เพื่อให้มั่นใจว่าข่าวที่นำเสนอมีประโยชน์ต่อประชาชน รูปแบบธุรกิจที่ขับเคลื่อนสื่อเล็กๆ ให้นำเสนอข่าวสารได้เหมือนกับสื่อหลัก และรูปแบบของการดูแลสวัสดิภาพของนักข่าวออนไลน์ขององค์กรวิชาชีพ และต้นสังกัดว่ามีอะไรเป็นหลักประกันให้กับนักข่าวที่ปฏิบัติงานในสนาม หรือต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย รวมถึงวิธีการปกป้องนักข่าวในสถานการณ์อันตราย

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อยอดในการปฏิรูปสื่อ ที่ก้าวข้ามกำแพงทางเทคโนโลยีในยุคที่สื่อและอินเทอร์เน็ตหลอมรวม หรือ คอนเวอร์เจนซ์จนเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้เกิดรูปแบบสื่อยุคใหม่ๆ ที่เป็นทางเลือกให้กับประชาชน ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้เกิดการศึกษาผลกระทบจากสื่อยุคใหม่ และร่วมกันออกแบบการควบคุมดูแล เพื่อให้เป็นประโยชน์มากที่สุด กับตัวสื่อ และประชาชน ไม่รู้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อต้องดูทีวีทางมือถือแล้วจะยังมีการเซ็นเซอร์ หรืออ่านข่าวออนไลน์แล้วยังถูกปิดกั้นข้อเท็จจริงอยู่อีกหรือไม่ หากไม่มีการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปสื่อคอนเวอร์เจนซ์อีกครั้ง...


จุลดิส รัตนคำแปง
itdigest@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย จุลดิส รัตนคำแปง
  • 24 กรกฎาคม 2552, 12:30 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • 1 ข่าว
  • ไม่มีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง
tags:
ปฏิรูปสื่อ คอนเวอร์เจนซ์ คปส. พลเมืองเน็ต
ขยายตัวอักษร

ขยายตัวอักษร

ใหญ่ขึ้น

เล็กลง

Tweet

คุณชอบข่าวนี้หรือไม่
ชอบ
ไม่ชอบ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เตรียมถกอนาคตเน็ตไทยในทศวรรษหน้า

ข่าวอื่นๆ ในวิทยาการ-ไอที

บอร์ด กทค. ชี้สัญญา 3จี กสท-ทรู ขัดมาตรา...

นัดแรก กมธ.กำชับ กสทช.เข้มสัญญา กสท-ท...

เอกชนโล่ง! คณะอนุฯ ป.ป.ช.งดแจ้งข้อกล่า...

  • โนเกียดีที่สุด สิริหักหลัง แอปเปิ้ลเต้นผาง
  • บอร์ด กสท ลงดาบ! สั่งยุติ ทรูมูฟเอช-มาย ...
  • คอมพ์เก่าแลกเครื่องใหม่ 'เอเซอร์อาสา' ส่...
  • กูรู ฟันธงแท็บเล็ตนายกปูคุ้มเงิน แต่คอนเทนต์...
  • สำรวจสารพัดแท็บเล็ตสัญชาติจีน ก่อน ป.1ยุค...
  • ยลโฉมทีวี3มิติ-สมาร์ททีวีสายพันธุ์ใหม่ 'แอลจี...
  • การบินไทยรับโบอิ้ง 747-400 Freighter ...
  • เทียบท่าหน้า 3
  • สี่แยกบันเทิง
  • ไฮโซรสแซบ
  • เรียงหน้าชน
  • เงาหุ้น
  • วิดีโออ๊อฟเดอะเดย์
  • รอบโลก
  • กีฬาวันนี้
  • ห้องร้องทุกข์
  • สโมสรนักสู้
  • ทีวีบันเทิง
  • กอล์ฟสแควร์
  • คลื่นรบกวน
  • โสมชบาจ๊ะจ๋า
  • เกร็ดข่าวลูกหนัง
  • ตะลุยฟุตบอลโลก
  • กุ๊กกิ๊กช่วยเกา
  • ชี้มวยเด็ด

หน้าหลัก l การเมือง l กีฬา l ไลฟ์สไตล์ l วิทยาการ l เศรษฐกิจ l การศึกษา l ต่างประเทศ l ข่าวทั่วไทย
ศาสนาและความเชื่อ l การเกษตร l ข้าราชการ l ข่าวประชาสัมพันธ์
คอลัมน์ l ภาพ l บุคคล l ค้นหา

ฉบับวันนี้และย้อนหลัง 7 วัน

เกี่ยวกับไทยรัฐ
มูลนิธิไทยรัฐ
ศูนย์ข้อมูลไทยรัฐ
ติดต่อโฆษณา
ติดต่อไทยรัฐ

  • Copyright © 2009 Terms & Conditions
  • สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
  • Internet Thailand
  • Powered By