เมื่อหลายฝ่ายมองอนาคตของสื่อยุคใหม่ ที่จะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต ด้วยเสนอในช่องทางที่หลากหลาย ใครจะมาควบคุม และจะดูแลกันแบบไหน...
เมื่อพูดถึงสื่อ (Media) ในสังคมไทยคงจะหนีไม่พ้น สื่อกระแสหลักที่มีบทบาทต่องสังคม และวัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ได้แก่ สื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ และสื่อภาพยนตร์ ในตลอดเกือบ 100 ปีที่ผ่านมา โดยถือว่าสื่อเหล่านี้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยมีเรื่องต่างๆมากมายทั้งด้านดี และไม่ดี ถูกนำเสนอผ่านช่องทางเหล่านี้ จนบางครั้งสื่อถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ ในการรักษาอำนาจให้กับนักการเมือง หรือรัฐบาล รวมถึงกลุ่มผลประโยชน์
ขณะเดียวกันสื่อก็ได้ทำหน้าที่ตีแผ่ข้อเท็จจริงในสังคม ส่งผลให้สื่อกระแสหลักต่าง กลายเป็นศัตรูของฝ่ายการเมือง รัฐบาลผู้ที่อยู่ด้านตรงข้าม และมองว่าเนื้อหาที่ถูกนำเสนอต้องมีการควบคุม หรือ กำหนดให้ไปในทิศทางที่ผู้มีอำนาจ หรือกลุ่มทุนต้องการ โดยท้ายที่สุดประชาชนที่รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อหลัก ต้องถูกปิดกั้น บิดเบือน หรือ ริดรอนสิทธิและเสรีภาพในการรับสารจากจุดนั้น เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ประเทศไทยต้องมีการปฏิรูปสื่อ ภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ประกาศใช้ และเมื่อสื่อใหม่ (New Media) อย่างอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทต่อสังคมไทยในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา
เทคโนโลยีโทรคมนาคมได้ก้าวข้ามกำแพง มาสู่ความเป็นสื่อจากการหลอมรวมทางเทคโนโลยี เช่น วิทยุออนไลน์ หรือทีวีออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต มีการใช้งานคอมพิวเตอร์ และโทรศัพม์มือถือ เพื่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์กำลังจะเข้าสู่ยุคดิจิตอล มือถือระบบ 3G กำลังจะให้บริการ และการมาของหน่วยงานอิสระที่จะมากำกับดูแลสื่อ คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะทำหน้าที่จัดสรรและกำกับดูแลไปในทิศทางใด จะทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีหรือไม่
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) จึงร่วมกับเครือข่ายพลเมืองเน็ต กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองบนโลกออนไลน์ และมูลนิธิหนังไทยทำโครงการ "จินตนาการปฏิรูปสื่อทศวรรษหน้า 2010-2020" (Rethinking Media Reform and Integrated Media Policy 2010-2020) เพื่อคาดการณ์อนาคตอีก 10 ปีจากนี้ และนำบทเรียนจากอดีตที่ผ่านมา 10 ปีหลังมีการปฏิรูปสื่อ เพื่อหาทางรับมือกับปัญหาที่เกิดจากสื่อในอนาคต รวมทั้งการเฝ้าระวังการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแล และผลักดันให้ภาครัฐเปิดทางสู่การปฏิรูปสื่ออย่างแท้จริง คืนคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชน สนับสนุนสื่อชุมชน รวมทั้งช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอีกในอนาคต
นายสุเทพ วิไลเลิศ
นายสุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการ คปส.อธิบายถึงภาพรวมการปฏิรูปสื่อช่วงที่ผ่านมาว่า ตลอดช่วง 12 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปสื่อยังไม่มีความหมาย สื่อวิทยุโทรทัศน์ยังอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ มีการต่ออายุสัมปทานให้เอกชนในระยะยาว ขณะที่ กสทช.ยังไม่เกิดขึ้น เพราะการคัดสรรผู้มาดำรงตำแหน่งยังเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนและภาครัฐ ขณะที่ต้องจับตาการออกกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่ และองค์กรกำกับดูแลทั้งองค์กรอิสระ และรัฐบาลว่าจะดูแลสื่อโทรทัศน์ในยุคที่ไม่ได้มีแค่การออกอากาศปกติ แต่ยังมีช่องทางอินเทอร์เน็ต แม้แต่สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มขยับเข้าหาโลกออนไลน์ ที่มีความหลากหลายของเนื้อหาเช่น เสียง และภาพวิดีโอ เมื่อถึงจุดนี้ จะมีการกำกับดูแลอย่างไร
เลขาธิการ คปส.อธิบายต่อว่า หากยังปล่อยให้รัฐบาลหรือเอกชนผูกขาดสื่อโทรทัศน์ หรือวิทยุต่อไป ย่อมเกิดการผูกขาดข้อมูลข่าวสารที่ภาครัฐต้องการนำเสนอ แต่ความจริงในสังคมจะไม่ถูกตีแผ่ พอมีนักข่าวพลเมือง หรือสื่อประชาชนเข้ามามีบทบาท เริ่มมีการควบคุมเนื้อหา ดังนั้นการปฏิรูปสื่อจากนี้ไปต้องมีความชัดเจน เปิดโอกาสให้ประชาชนอย่างเป็นธรรม และมีหลักประกันในการเข้าถึงสื่อของภาคประชาชน ยิ่งยุคคอนเวอร์เจนซ์ที่ภาครัฐเริ่มอยากเข้ามามีบทบาท โดยอยากให้นโยบายของ กสทช.ที่จะเข้ามามีบทบาทกำหนดสิทธิของประชาชนให้ชัดเจน และจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับประชาชนไม่ต่ำกว่า 20%
นายพิสิฐ ศรีปราสาททอง
ด้าน นายพิสิฐ ศรีปราสาททอง กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต อธิบายถึงอินเทอร์เน็ตและการปฏิรูปสื่อว่า เชื่อว่าในปี 2553 ประเทศไทยจะมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตประมาณ 16 ล้านคน และในอีก 10 ปีข้างหน้า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะเพิ่มจำนวนเป็น 40 ล้านคน โดยสื่ออนไลน์มีบทบาทเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง เสริมให้กับสื่อหลัก เช่น หนังสือพิมพ์ออนไลน์ และแม้อินเทอร์เน็ตจะมีประโยชน์ แต่ยังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดปัญหาของสังคม และคนส่วนหนึ่งที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตอยากให้รัฐเข้ามากำกับดูแล
กก.เครือข่ายพลเมืองเน็ต อธิบายเสริมว่า ขณะที่มุมมองของคนบนโลกออนไลน์ มองว่าอินเทอร์เน็ตถูกปิดกั้นมากเกินไป และไม่เปิดโอกาสให้คนได้แสดงความคิดเห็นแบบเสรี และคุณภาพบริการอินเทอร์เน็ตเมืองไทยยังไม่ดี และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงยาก โดยกฎหมายที่ใช้ดูแลอินเทอร์เน็ต คือ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ไม่ได้ออกแบบให้คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอินเทอร์เน็ต กฎหมายที่สนับสนุนสิทธิส่วนบุคคลยังไม่ประกาศใช้ ขณะเดียวกัน ยังมีกฎหมายอาญา และแพ่งมาทับซ้อนอีกทำให้ความผิดบนอินเทอร์เน็ตรุนแรงกว่าการกระทำผิดทั่วไป
นายพิสิฐ อธิบายถึงการกำกับดูแลสื่ออินเทอร์เน็ตว่า เมื่ออินเทอร์เน็ตมีรูปแบบต่างจากสื่ออื่นๆ ทำให้มีความพยายามเข้ามากำกับดูแลทั้งจากมุมของรัฐบาล และกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยกฎหมายที่มีอยู่มีแต่การจำกัดสิทธิเสรีภาพการใช้อินเทอร์เน็ต แต่ยังไม่มีกฎหมายใดมาส่งเสริมการใช้ หรือ คุ้มครองผู้ใช้งาน ตัวรัฐบาลเองที่ผ่านมา ไม่ได้มีบทบาทต่อการส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ตเท่าที่ควร จึงเห็นว่าภาครัฐต้องส่งเสริมด้านนี้ ด้วยการยกระดับและกระจายโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ทำให้อินเทอร์เน็ตกระจายไปทั่วประเทศ เนื่องจากตัวเลขจำนวนผู้ใช้บรอดแบนด์ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มผลผลิตมวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี ได้ เนื่องจากประชาชนจะเข้าถึงองค์ความรู้ เกิดสังคมการเรียนรู้ สร้างอาชีพใหม่ๆ ที่เป็นรูปแบบการทำงานผ่านอินเทอร์เน็ต

นางสาวพรรษาสิริ กุหลาบ
นางสาวพรรษาสิริ กุหลาบ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ผลจากการหลอมรวมทางเทคโนโลยี ส่งผลให้สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ต้องปรับตัวสู่ช่องทางออนไลน์ แต่ที่ตั้งข้อสงสัย คือ เมื่อเดิมที่หนังสือพิมพ์มีพื้นที่เสนอข่าวมากกว่า ให้รายละเอียดมากกว่า จนรายการโทรทัศน์ต้องนำข่าวหนังสือพิมพ์ไปอ่านเล่าข่าว พอปรับมาเป็นรูปแบบออนไลน์ทำให้ได้กลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นผู้อ่านมากขึ้น แต่ที่น่าห่วงคือ สื่อออนไลน์จะเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับมากขึ้น ต่างจากสื่อสื่งพิมพ์ ที่ไม่มีกฎหมายใดดูแลโดยตรง
อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า การเป็นสื่อออนไลน์ทำให้รูปแบบธุรกิจต้องมีการตลาดนำหน้า ทำให้มีความกังวลเรื่องคุณภาพของข่าว ที่จะเน้นแต่หวือหวา เอาใจผู้อ่านมากกว่าจะเสนอข่าวเชิงสืบสวน หรือข่าวเจาะที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะต้องทำข่าวป้อนตามความต้องการทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้ จะมีสื่อพลเมืองเป็นสื่อทางเลือกในการนำเสนอข่าว แต่ทำได้แค่ในส่วนการเสนอเนื้อหาเสริมในประเด็นที่ตกหล่นไป และสื่อพลเมืองไม่ได้เป็นปฏิบักษ์กับสื่อหลัก เพียงแต่เติมประเด็น หรือจุดประเด็นใหม่ในสังคม
นางสาวพรรษาสิริ อธิบายด้วยว่า ไม่ว่าสื่อพลเมืองจะมีบทบาทมากเพียงใด แต่สุดท้ายสื่อหลัก อย่างหนังสือพิมพ์และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ย่อมมีกระบวนการเรียบเรียงเนื้อหา และกลั่นกรองได้ดีกว่า แต่ที่อยากศึกษาสื่อหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ในเรื่องกลไกการควบคุม และกำกับดูแลสื่อ และกลไกในการส่งเสริมทักษะนักข่าว เพื่อให้มั่นใจว่าข่าวที่นำเสนอมีประโยชน์ต่อประชาชน รูปแบบธุรกิจที่ขับเคลื่อนสื่อเล็กๆ ให้นำเสนอข่าวสารได้เหมือนกับสื่อหลัก และรูปแบบของการดูแลสวัสดิภาพของนักข่าวออนไลน์ขององค์กรวิชาชีพ และต้นสังกัดว่ามีอะไรเป็นหลักประกันให้กับนักข่าวที่ปฏิบัติงานในสนาม หรือต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย รวมถึงวิธีการปกป้องนักข่าวในสถานการณ์อันตราย
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อยอดในการปฏิรูปสื่อ ที่ก้าวข้ามกำแพงทางเทคโนโลยีในยุคที่สื่อและอินเทอร์เน็ตหลอมรวม หรือ คอนเวอร์เจนซ์จนเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้เกิดรูปแบบสื่อยุคใหม่ๆ ที่เป็นทางเลือกให้กับประชาชน ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้เกิดการศึกษาผลกระทบจากสื่อยุคใหม่ และร่วมกันออกแบบการควบคุมดูแล เพื่อให้เป็นประโยชน์มากที่สุด กับตัวสื่อ และประชาชน ไม่รู้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อต้องดูทีวีทางมือถือแล้วจะยังมีการเซ็นเซอร์ หรืออ่านข่าวออนไลน์แล้วยังถูกปิดกั้นข้อเท็จจริงอยู่อีกหรือไม่ หากไม่มีการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปสื่อคอนเวอร์เจนซ์อีกครั้ง...
จุลดิส รัตนคำแปง
itdigest@thairath.co.th




















