"สิงห์บูล" เชลซี คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 5 ให้กับสโมสรได้สำเร็จ หลังจากแซงชนะ "ทอฟฟีสีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน 2-1 จากลูกยิงของ ดิดิเยร์ ดร็อกบา และ ประตูชัยจาก แฟรงค์ แลมพาร์ด ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน ได้ประตูออกนำไปก่อนอย่างรวดเร็วจาก หลุย์ ซาฮา
ศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ นัดชิงชนะเลิศ ระหว่าง เอฟเวอร์ตัน ที่วันนี้ ได้สวมเสื้อชุดเหย้าสีน้ำเงิน กับ เชลซี ที่ใส่ชุดทีมเยือนสีเหลือง ณ สังเวียนแข้ง เวมบลีย์ กรุงลอนดอน โดย เอฟเวอร์ตัน ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี หลังจาก คว่ำ แมนฯยู มาได้ในรอบรองชนะเลิศ ในการดวลเป้า ขณะที่ เชลซี ผ่านเข้ารอบนี้ ด้วยการสยบ อาร์เซนอล
สภาพความพร้อม เอฟเวอร์ตัน ของ เดวิด มอยส์ เจ้าของตำแหน่งผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของสมาคมผู้จัดการทีมลีกอังกฤษ ต้องเจอปัญหาหนักเมื่อบรรดาตัวหลักต่างไม่สามารถลงสนามได้ ไม่ว่าจะเป้น ฟิล จากีลกา, มิเคล อาร์เตตา,ยาคูบู ไอเย็กเบนี, วิคเตอร์ อนิเชเบ และ นูโน วาเลนเต แต่ยังดีที่ สตีเวน พีนาร์ มิดฟิลด์ทีมชาติแอฟริกาใต้ และ ฟิลเนวิลล์ กองหลังกัปตันทีม สามารถกลับมาช่วยทีมได้ทันเวลา แนวรุกใช้ หลุยส์ ซาฮา ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า แล้วให้ มารูยาน เฟลไลนี สนับสนุนอยู่ข้างหลัง
ขณะที่ เชลซี ของ กุส ฮิดดิงค์ ที่จะคุมทีมดังจากลอนดอน ก่อนที่จะลาออกเพื่อไปคุมทีมชาติรัสเซียอย่างเดียว สภาพทีมค่อนข้างสมบูรณ์ หลังได้ แฟรงค์ แลมพาร์ด ฟิตทันลงสนาม มีเพียง เปาโล แฟร์เรยรา และ โจ โคล เท่านั้นที่มีอาการบาดเจ็บต้องพักยาวทั้งฤดูกาลไปก่อนหน้านี้ ส่วนเกมรุกยังใช้ 3 ประสานอย่าง ดิดิเยร์ ดร็อกบา, ฟลอร็องต์ มาลูดา และ นิโกลาส์ อเนลกา เหมือนเดิม
เริ่มเกมครึ่งแรกเอฟเวอร์ตัน เป็นฝ่ายเขี่ยบอลก่อน และแค่เพียง 25 วินาที เท่านั้น ขุนพล "ทอฟฟีสีน้ำเงิน" ได้ประตูออกนำอย่างรวดเร็วจากจังหวะบุกครั้งแรก เอฟเวอร์ตัน เดินเกมบุกทางริมเส้น เปิดบอลเข้ากลาง มาถึง มารูยาน เฟลไลนี โหม่งชงมาให้ หลุยซ์ ซาฮา วอลเล่ย์ด้วยซ้ายเต็มข้อ ระยะ 16 หลา ปีเตอร์ เช็ก ล้มตัวปัดไม่ทัน บอลเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ส่งผลให้ เอฟเวอร์ตัน นำ 1-0
หลังจากเสียประตูแบบไม่ทันตั้งตัว เชลซี เริ่มเป็นฝ่ายตั้งเกมบุกได้บ้าง และ ในนาทีที่ 8 โทนี่ ฮิบเบิร์ต ก็มาได้ใบเหลืองเป็นคนแรกของเกม จากการไปทำฟาวล์ตัดเกมบุกของเชลซี แต่กว่าจะได้โอกาสปิดสกอร์ ก็ปานเข้าไปในนาทีที่ 14 โดยเป็น ดิดิเยร์ ดร็อกบา ที่เลี้ยงบอลมาในกรอบเขตโทษ ก่อนส่งต่อให้ มิชาเอล เอสเซียง วิ่งเข้ามาซัดแต่บอลเหินข้ามคานไปไกล
เกมยังเป็นของทีม "สิงห์บลู" อย่างต่อเนื่อง และในที่สุด พวกเขาได้ประตูตีเสมอ 1-1 สำเร็จ ในนาทีที่ 21 จากจังหวะการต่อเกมที่ยอดเยี่ยม เริ่มจาก แฟรงค์ แลมพาร์ด หยอดออกข้างมาให้ ฟลอร็องต์ มาลูด้า ทางริมเส้น ก่อนที่จะเปิดเข้ากลาง และเป็น ดร็อกบา ที่วิ่งสอดขึ้นมาเทคตัวโหม่งเหน่งๆ บอลพุ่งเสียบตาข่าย ชนิดที่ ทิม ฮาวเวิร์ด ได้แต่ป้องกันด้วยสายตา
พอเสียประตูตีเสมอ เอฟเวอร์ตัน ตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด โดยหลังจากเข้าสู่ช่วงครึ่งชั่วโมงของเกม พวกเขาไม่สามารถตั้งเกมบุกไปยังแดนของ เชลซี ได้เลย และเป็น ทีม "สิงห์บูล" ที่ยิ่งเล่นยิ่งได้ใจ พับเกมบุกอยู่เกือบจะฝ่ายเดียวและได้จังหวะกดดันแนวรับของ เอฟเวอร์ตัน อยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่เช่นกัน ขณะที่ ลูกทีมของ เดวิดมอย์ ก็พยายามโต้ขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังบุกไม่ขึ้น
เข้าสู่ช่วง 5 นาทีสุดท้าย เชลซี ได้โอกาสเสียว จากจังหวะโยนยาวจากหลังขึ้นมา บอลถึงเท้าของ แอชลีย์ โคล ที่วิ่งควบมารับบอล แต่ว่าไม่มีเพื่อนเติมขึ้นมา ทำให้ โคล ตัดสินใจ ยิงเอง แต่บอลไม่ตรงกรอบ ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน ได้โต้บ้างแต่ก็ไม่ชัดเจนอะไร หลังจากนั้น ผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดเวลาครึ่งแรก ทั้งคู่เสมอกันไป 1-1
เกมครึ่งหลัง เอฟเวอร์ตัน ปรับเกมด้วยการส่ง ลาร์ส ยาค็อบสัน ลงมาเล่นแทน ฮิบเบิร์ต และเริ่มเกมไม่ทันไร เอฟเวอร์ตัน มาได้ใบเหลืองคนที่สอง จากจังหวะที่ฟิล เนวิลล์ ไปเสียบสกัด จอห์น โอบี มิเกล ในนาทีที่ 48 อย่างไรก็ตาม รูปเกมดูสูสี มากกว่า ในครึ่งแรก เพราะต่างฝ่ายต่างได้ครองเกมของตัวเอง แต่จังหวะปิดสกอร์ ยังไม่จะแจ้งเช่นเดียวกัน
แต่ เชลซี ได้จังหวะทักทายอีกครั้ง จากลูกเปิดหยอดเข้ามาของ แลมพาร์ด จากกลางสนาม และเป็น นิโกลาส์ อเนลกา อาศัยความเร็ววิ่งสอดขึ้นมา ก่อนที่จะดีดบิลข้ามหัว ฮาวเวิร์ด แต่บอลข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย มิเกล มาโดนใบเหลือง ในนาทีที่ 63 หลังจากนั้น เชลซี เปลี่ยนตัวเอา มิเกล ออก แล้วส่ง มิชาเอล บัลลัค ลงมาเล่นแทน
ในที่สุด เชลชี ก็มาได้ประตูออกนำสำเร็จ ในนาทีที่ 72 จากจังหวะที่ แลมพาร์ด ได้บอลต่อจาก อเนลกา จากบริเวณนอกรอบเขตโทษ ล็อกบอลหลบด้วยขวาหนึ่งที ก่อนจะซัดเต็มๆ ด้วยซ้าย บอลพุ่งหนีมือ ฮาวเวิร์ด เข้าไปตุงตาข่ายอย่างสวยงาม ส่งผลให้ เชลซี พลิกแซงขึ้นนำเป็น 2-1
หลังจากเสียประตู เอฟเวอร์ตัน แก้เกม ด้วยการส่ง เจมส์ วอห์น ลงมาเล่นแทน หลุยส์ อย่างไรก็ตาม ในนาทีที่ 78 กลับเป็น เชลซี ที่เกือบจะมาได้ประตูที่ 3 จากการยิงไกลของ มาลูดา บอลไปชนคานกระดอนเข้าไปประตูไปแล้ว แต่ ผู้ตัดสินไม่ว่าอะไร
เดวิด มอยด์ เปลี่ยนตัวเป็นคนสุดท้าย โดยส่ง แดนนี กอสลิง ลงมาเล่น ลีออน ออสแมน แล้ว แลมพาร์ด มาโดนใบเหลืองไปอีกคน ในนาทีที่ 84 จากข้อหาไปพุ่งล้มเอาจุดโทษ ส่วน เลห์ตัน เบนส์ ได้ใบเหลืองอีกใบ จากการไปทำฟาวล์ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
หลังจากนั้นทำอะไรกันไม่ได้ ผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดเวลา เชลซี เป็นฝ่ายพลิกแซงชนะไป 2-1 ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์เอฟเอคัพ สมัยที่ 5 ของสโมสร ขณะที่ แอชลี่ย์ โคล ได้เป็น "แมน ออฟ เดอะ แมทช์" ในเกมนี้ด้วย
รายชื่อนักเตะที่ลงสนาม
เอฟเวอร์ตัน (4-4-1-) : ทิม ฮาวเวิร์ด - โทนี ฮิบเบิร์ต, โจเซป โยโบ, โจลีออน เลสค็อตต์, เลห์ตัน เบนส์ - ลีออน ออสแมน, ฟิล เนวิลล์, ทิม เคฮิลล์, สตีเวน พีนาร์ - มารูยาน เฟลไลนี - หลุยส์ ซาฮา
สำรอง : คาร์โล แนช, ลาร์ส ยาค็อบสัน, แดน กอสลิง, แจ๊ค รอดเวลล์, เซกุนโด คาสติลโญ, เจมส์ วอห์น, โฮเซ แบ็กซ์เตอร์
เชลซี (4-3-3) : ปีเตอร์ เช็ก - โชเซ โบซิงวา, จอห์น เทอร์รี, แอชลีย โคล - แฟรงค์ แลมพาร์ด, จอห์น โอบี มิเกล, มิชาเอล เอสเซียง- ดิดิเยร์ ดร็อกบา, ฟลอร็องต์ มาลูดา, นิโกลาส์ อเนลก้า
สำรอง : เอ็นริเก ฮิลาริโอ, ฌูเลียง เบลเลตติ, บราสลาฟ อิวาโนวิช, ไมเคิล แมนเซียน, มิชาเอล บัลลัค, ซาโลมง กาลู, ฟรังโก ดิซานโต




















