รัชนก อินทนนท์
วงการแบดไทยกระฉ่อนโลก อีกครั้ง เมื่อ "น้องเมย์" รัชนก อินทนนท์ ผงาดคว้าแชมป์ศึกขนไก่เยาวชนโลกได้อย่างสุดยอด หลังหวดชนะ คู่ต่อสู้ มือวาง 9 ของญี่ปุ่น ไปแบบสนุก 2-1 เกม ในวันที่เธอคิวทองไทยรัฐ ออนไลน์มีโอกาสได้สัมภาษณ์ กมลา ทองกร ผู้อำนวยการโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด ผู้เป็นทั้งครู ทั้งผู้ฝึกสอนถามว่าอะไรทำให้รัชนกไปถึงดวงดาว...
Q : ผลงานที่ผ่านมา
A : มีแข่งซีเกมส์ที่ผ่านมาก็ได้เหรียญเงิน แล้วก็ไปแข่งเยาวชนเอเชีย ได้แข่งประเภทคู่แล้วก็ได้ที่ 3 มาเมื่อปีที่แล้ว
Q : เล่นแบดมินตันมานานหรือยัง
A : เล่นตั้งแต่อายุประมา 5 ขวบกว่า สัก 7 ขวบก็ได้แชมป์ แล้วมาได้แชมป์รุ่น 9 ขวบอีก ทีนี้ก็ได้แชมป์มาตลอด ทั้งเดี่ยวทั้งคู่ แล้วก็ 11 ขวบ 5 ขวบก็จับไม้แบดเหวี่ยงๆ แล้ว (หัวเราะ) รายการแรกที่ได้แชมป์คือ อุดรธานีโอเพ่น เป็นรายการที่แข่งทั่วประเทศ แต่แข่งกันที่อุดรฯ แล้วรายการที่สองก็จะเป็นปุ้มปุ้ยที่จังหวัดตรัง คือครั้งแรกของชีวิตเขาจริงๆ ก็คืออุดรฯ ต่อไปก็ได้แชมป์มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ได้แข่งมาก็ได้แชมป์มาตลอด ขนาดได้รองแชมป์ยังน้อยมาก โดยที่เขาก็ไม่เคยเล่นกีฬาอย่างอื่นเลยเหมือนกัน
Q : ชอบแบดมากไหม
A : คือตอนเด็กๆ เขาต้องติดตามเราไปตลอด ตอนนั้นเรายังไม่มีโรงเรียนแบดเลย คือลูกๆ ของพี่กับเด็กนักกีฬาในโรงเรียนก็มาเล่นด้วยกัน ถามว่าเขาชอบหรือไม่ อันนี้เราไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า (หัวเราะ) เพราะไปไหนก็ไปด้วยกัน เวลามีไปแข่งที่ไหนก็จะไปกับทีมทุกครั้ง เขาซึมซับมาตั้งแต่เด็กๆ เขาเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ขนาดตอนไปแข่ง อายุสัก 7 ขวบ เขายังอึราดอยู่เลย (หัวเราะ) เราก็ทำหน้าที่ดูแลเขามาตลอด เขาคงจะซึมซับตรงนั้น
Q : เราดูแลเขาตั้งแต่เริ่มเลยใช่ไหม
A :ใช่เลย สมัยนั้นยังไม่ใช่โรงเรียน เป็นแค่สโมสรชมรมแบด จะมีแค่นักกีฬาไม่กี่คน ไปไหนเราก็ไปด้วยกันตลอด เวลาเราซ้อมพวกรุ่นพี่นักแบดทีมชาติ เขาก็จะมาน่ังดูตลอด เพราะตอนนั้นทีมชาติยังไม่มีสถานที่สอนเป็นหลักแหล่ง ก็จะมาซ้อมกันตามโรงเรียน พวก ภคพล ทรงพล ณัฐพล พวกนี้แหละ ก็จะมาซ้อมกันที่บ้าน น้องรัชนกก็มาซ้อมด้วยกัน มาเล่นด้วยกันตลอด
Q : พ่อแม่รัชนกเป็นยังไง
A: เขาทำงานอยู่ในโรงงาน พี่ก็ดูแลรัชนกแทนพ่อแม่เขามาตลอด เขาจะซนในโรงงานตลอด เราก็เลยจะพาเขาไปเล่นกีฬาแทนเพราะจะได้ไม่ต้องซนอยู่ในโรงงาน เราไม่อยากให้เขามาเดินอยู่ในโรงงานของเรา ก็เลยจับเขามาซ้อมกีฬาด้วยซะเลย อีกอย่างเราไม่อยากให้เขาไปซนในโรงงาน เพราะกลัวว่าจะโดนน้ำตาลร้อนๆ เอามาฝึกเล่นแบดจะดีกว่า ซึ่งเราก็ปั้นนักกีฬามาตลอด อย่างเด็กรุ่นนี้ก็จะเป็นรุ่นหลังแล้ว
Q : แล้วเราเห็นแววของรัชนกยังไง
A : ก็ให้เขามาลองเล่นก่อน ซึ่งแต่ละคนก็ไม่ได้มีแววอะไรเลย ส่วนมากจะเหมือนว่าจะเป็นภาระกับพ่อแม่ เราก็เลยให้เขามาเล่นกีฬาดีกว่า อย่างรัชนกก็ซน ดื้อ แต่ยังดีที่รัชนกเป็นคนกินง่าย ไม่งอแง แต่ทานข้าวช้ามาก และทำอะไรก็ช้าไปหมด ขนาดจะรูดซิปปิดกระเป๋าที่ใส่ไม้แบดมินตัน ยังช้าเลย จนคนอื่นล้อไปหมด วิ่งก็ช้า จนถูกปรามาสหลายครั้งว่าทำอะไรก็ช้า แล้วจะเป็นนักกีฬาได้เหรอ (หัวเราะ) แต่พอเล่นกีฬาไปเรื่อยๆ ได้รับการฝึกซ้อม เขาก็เหมือนจะมีความว่องไว มีทักษะที่ดีขึ้น ซึ่งเด็กทุกคนไม่ได้มีทักษะการเล่นมาก่อน ต้องมาฝึกทั้งนั้น แต่รัชนกเขาฝึกมาตามระบบอย่างดีทุกอย่าง ตามระเบียบวินัยที่เราตั้งไว้ และเขาก็เชื่อฟังเรามาก (ย้ำ)
Q : แต่ละวันซ้อมกันหนักไหม
A : ช่วงปิดเทอมจะซ้อมหนักมาก วันธรรมดาจะ 5 ชั่วโมง ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็ 7 ชั่วโมง เป็นกิจวัตรแบบนี้มานานแล้ว แต่มาช่วง 3-4ปี หลัง วันธรรมดาอาจจะเกิน 5 ชั่วโมงบ่อยมาก อย่างเวลาเขาซ้อมเนี่ย จะยืนอยู่อยู่ในคอร์ต แล้วมีผู้ชายมารุมตีเยอะๆ เขาก็ยังไม่แพ้ แล้วคนพวกนั้นไม่ได้ตีกันเบาๆ ระดับเหมือนกำลังจะคัดทีมชาติได้เลย แต่เขายังยืนอยู่ได้ตอนซ้อม เขามีกำลังใจที่ไม่ยอม ทำให้เขาดูน่ากลัวมากๆ บางทีโค้ชยังเอาไม่อยู่เลย (หัวเราะ)
Q : มีบ่นเรื่องท้อ-เหนื่อยไหม และมีวิธีแก้อย่างไร
A : สมัยก่อนนี่ไม่่บ่น แต่สมัยนี้ก็ไม่เคยบ่นอีกนั่นแหละ เป็นบางครั้งจริงๆ ที่จะบ่นหลุดมาบ้าง อย่างเขาเหนื่อยๆ ในบางครั้งก็มีหลุด แบบเห็นคนอื่นบ่น ตัวเองก็จะบ่น มันก็เป็นซะแบบนั้น ถ้าโดยนิสัยและลำพังของตัวเขาเองจะไม่เป็น เขาเป็นคนอดทนมาก เราก็จะแก้โดยให้เขาไปเที่ยวบ้าง ไปกินเลี้ยงกันเยอะๆ บ้าง อย่างเวลาแข่งเสร็จ เราก็จะปล่อยให้เขาเป็นอิสระบ้าง เพราะเขาจะได้ผ่อนคลาย ไม่ถึงขนาดให้เขาเหมือนกับติดคุก (หัวเราะ) ซึ่งก็เป็นเหมือนการให้กำลังใจเขาอย่างหนึ่ง เด็กๆ ต้องทำให้เขามีความสุขบ้าง เขาจะได้มีกะจิตกะใจมาเล่นกีฬา
Q : เวลารัชนกลงแข่งแต่ละครั้งมีความกดดันไหม
A : แรกๆ ก็ไม่เป็นนะ แต่หลังๆ ก็มีบ้างนิดหน่อย ก็จะบอกกับเราว่าบางครั้งเครียด กลัวว่าจะทำไม่ได้ เหมือนกับว่าชนะมาตลอด จะกลัวแพ้ ก็เลยบอกไปว่าให้กำลังใจเขา ให้เขาคิดว่าคนตรงข้ามนั้นเป็นโค้ชที่ซ้อมด้วยอยู่ ให้เขาคิดว่าเป็นเหมือนซ้อม ตีให้สนุกเหมือนตีกับเพื่อนๆ ถึงจะหนักจะเหนื่อยอย่างไร เราก็ยังหัวเราะได้อยู่ ถ้าเขาไปคิดเหมือนกับว่าต้องชนะตลอด เขาก็จะเครียดตัวเอง อย่างตอนที่จะตีรอบชิง เขาก็ตีกับคนอื่นมาแค่ 2 เซ็ตหมด พอมาถึงรอบชิงแล้วเซ็ต 2 นั้นเกิดอะไรขึ้น เขาก็ยิ้มแล้วบอกว่ากดดัน เพราะคิดเยอะ ยิ่งกลัวก็ยิ่งจะเกิด แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี แต่เหนื่อย
Q : มีแมตช์ หรือ ทัวร์นาเมนต์ไหนที่กดดันสุดๆ บ้างไหม
A : ส่วนมากเขาจะไม่ทันต้องมาปรึกษา เราจะชิงพูดกับเขาไปก่อนเลย เพราะเราดูแลเขามา และเหมือนจะรู้ใจกัน เราจะรู้ความคิดของเขา เราก็จะรีบพูดให้เขาสบายใจ คลายความกดดันซะก่อนเลย ก็มีอย่างตอนนั้นที่เคยไปชนะสลักจิตมา แต่ก็ไปแพ้พรทิพย์ โดยปกติจะชนะพรทิพย์ที่เป็นมือสองประเทศไทย ส่วนสลักจิตนั้นเป็นมือหนึ่ง ที่เขาแพ้เพราะปัญหาเดิมๆ คือกดดัน แล้วกลัวไปเอง
Q : การเรียนเป็นไงบ้าง
A : ได้ทุนเรียนฟรีที่อัสสัมชัญธนบุรี เขาได้ทุนทุกอย่าง โรงเรียนสนับสนุนให้ เพราะเราก็บอกไปว่าน้องเขาเป็นเด็กยากจน แต่เล่นกีฬาดี อยากได้รับการสนับสนุน ซึ่งโรงเรียนเขาก็ช่วยมา
Q : นอกจากจะซ้อมหนักแบบนี้ มีการขอไปพักผ่อนตามแบบวัยรุ่นบ้างไหม
A : ก็ถ้าไปส่วนตัว หรือไปกับเพื่อนข้างนอกนั้นจะไม่มี เราไม่อนุญาต เพราะเรากลัวว่าถ้าเด็กไปกันเองแล้วจะเสียคน ไม่รู้ว่าจะดูแลตัวเองได้อย่างไร เพราะน้องเขาก็เพิ่งจะเป็นวัยรุ่นเท่านั้นเอง ถ้าไปด้วยกันเยอะๆ จะให้ไป
Q : รัชนกเป็นวัยรุ่นแบบนี้ จะต้องมีการวอกแวกหรือซน เรามีเทคนิคอย่างไรขัดเกลาฝีมือและเทคนิค
A : เหมือนเราต้องเข้าใจและตกลงกันซะก่อน ความที่เราเข้าใจวัยรุ่น และเลี้ยงเขาตั้งแต่เด็ก เราต้องเข้าใจเขา เพราะเราเป็นทั้งโค้ช และคนดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก ส่วนเรื่องหนุ่ม (หัวเราะ) พวกแมงวันทั้งหลายที่จะมาตอม เราจะต้องให้คนที่อยู่ในทีมช่วยกันสอดส่อง ทั้งพวกเฟซบุ๊กอะไรทั้งหลายแหล่นั่นแหละตัวดี ต้องระวัง เราต้องสอนว่าเขายังเด็กอยู่ ยังมีอนาคตไกล อย่าไปหมกมุ่นกับเรื่องเหล่านั้น ทางที่ดีอยู่ในกฎก็พอแล้ว กฏเหล็กก็คือต้องอยู่ในกฏเท่านั้น (หัวเราะ)
Q : สุดท้ายคนที่อยากจะเป็นนักแบดแบบรัชนก
A : ต้องเชื่อฟังโค้ชอย่างเคร่งครัด อยู่ในกฎทุกอย่าง มีระเบียบวินัยวให้มาก และผู้ปกครองต้องไว้ใจโค้ช และโค้ชต้องทำหน้าที่ให้ผู้ปกครองและเด็กไว้ใจ แล้วทุกอย่างจะประสบความสำเร็จตามฝัน




















