advertisement

ที่เดียวในโลก! ไม้ตะเคียนแกะสลักพุทธประวัติ

โดย ทีมข่าวภูมิภาค 8 ก.ย. 2556 20:30

ที่เดียวในโลก! แกะสลักไม้ตะเคียนทองอายุนับพันปีเป็นพุทธประวัติ ตั้งใจทำให้ประชาชนมากราบไหว้ เที่ยวชม เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา...

วันนี้ (8 ก.ย.56) ที่วัดปทุมมาราม ต.นาเข อ.บ้านแพง จ.นครพนม  พระครูปิยคามเขตคณาภิรักษ์ หรือ พระอาจารย์จินดา อายุ 43 ปี เจ้าอาวาสวัดปทุมมาราม   ตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอบ้านแพง จ.นครพนม  ได้มีการนำไม้ตะเคียนทองยักษ์ อายุราว 2,000 ปี ขนาดความยาวประมาณ 20 เมตร  เส้นรอบวงโคลนต้น ประมาณ 5 เมตร  มาแกะสลักเป็นภาพนูนสูง เป็นรูปพระพุทธเจ้าปางปรินิพพาน 2 ด้าน พร้อมมีการออกแบบแกะสลักลายไม้ เป็นภาพพุทธประวัติ  ได้อย่างสวยงามลงตัว  เพื่อต้องการที่จะให้ประชาชน  ได้มาเที่ยวชม กราบไหว้ เป็นสิริมงคล  ที่จะเป็นการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชน เยาวชน ลูกหลาน  มีจิตสำนึกอนุรักษ์หวงแหนในพระพุทธศาสนา  ในยุคสังคมที่มีความเจริญก้าวหน้าในเรื่องของเทคโนโลยี 


โดยจากการสอบถาม ที่มาของต้นตะเคียน  พระครูปิยคามเขตคณาภิรักษ์  หรือ พระอาจารย์จินดา  เล่าถึงที่มา ว่า  ได้บวชเล่าเรียนศึกษามานานกว่า 23 พรรษา  เพื่อต้องการาสืบทอดพระพุทธศาสนา  จึงได้มาพัฒนาดูแลวัดแห่งนี้ ที่เป็นบ้านเกิด  ต่อจากเจ้าอาวาสองค์เดิม  จนกระทั่งมีความตั้งใจว่าจะสร้างอุโบสถ  แต่ต้องการทำด้วยไม้ เพื่อให้เกิดความสวยงาม หาดูได้ยาก  ให้ประชาชน นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชม กราบไหว้ทำบุญ  เป็นที่มาของการเกิดนิมิต  มีผู้หญิงคนหนึ่งมาบอกว่า ต้องการที่จะมาอยู่อาศัยในวัด  ช่วยพัฒนาวัดทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา   ต่อมาไม่นานได้เกิดความบังเอิญ  ได้มีชาวบ้านมา บอกว่า มีคนพบไม้ตะเคียนขนาดใหญ่  ที่ห้วยบางทราย จ.มุกดาหาร   เมื่อปี 2554   จึงเกิดความแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามนิมิต และมีความคิดว่าจะไปดูและอยากได้ไม้ตะเคียนต้นดังกล่าวมาไว้ที่วัด เพราะเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในนิมิต  แต่หลังจากการไปดูแล้วพบว่าไม้มีขนาดใหญ่มาก ความยาวประมาณ 20 เมตร  ขนาดความกว้างรอบลำต้นประมาณ 5 เมตร  เชื่อว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี  จึงได้พยามเคลื่อนย้ายไม้ตะเคียนยักษ์ต้นนี้มาไว้ที่วัด  ซึ่งต้องมีการผ่านกระบวนการทางกฎหมายหลายขั้นตอน ถึงนำมาไว้ที่วัดได้


ต่อมาภายหลังได้เกิดความคิดว่า การนำไม้ตะเคียนมาไว้ที่วัดเพียงอย่างเดียว คงไม่เกิดจุดสนใจ จึงเกิดความคิดที่จะทำการแกะสลักไม้ตะเคียน เพื่อให้เกิดความขลังศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น  จึงได้หารือกับช่างแกสลักมาลงมือแกะสลัก โดยเป็นคนออกแบบให้ช่างลงมือ เนื่องจากมีความรู้พื้นฐาน และชอบศึกษาเกี่ยวกับงานศิลปะมาอยู่แล้ว  ซึ่งได้กำหนดแกะสลักให้ต้นตะเคียนเป็นรูป พระพุทธเจ้าปางปริพาน   เป็น 2 ด้าน ลักษณะเป็นภาพนูนสูง  ด้านหนึ่งจะมีการลงสีให้สวยงาม  ส่วนอีกด้านจะคงเป็นสภาพเดิมให้เห็นลักษณะความสวยงามของเนื้อไม้ และแก่นแท้ของไม้ตะเคียน  ส่วนที่เหลือ จะมีการแกะสลักเป็นรูปพุทธประวัติ และพุทธสาวกในพระพุทธศาสนา ผสมผสานธรรมชาติ ให้มีความลงตัว พร้อมกับภาพสื่อความหมายของพระพุทธศาสนา กับสังคมยุคปัจจุบัน  ให้ประชาชน ที่ได้มาเยี่ยมชมเกิดความคิด มีความหมายในตัว 


โดยเป้าหมายที่แกะสลักภาพลงบนไม้ตะเคียนต้นนี้ ต้องการที่จะสร้างจุดสนใจให้กับผู้ที่มาพบเห็นได้สำนึกในหลักธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ได้ช่วยกันทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา  ภายใต้ความขังของไม้ตะเคียนทอง ที่เชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธ์  รวมถึงได้มากราบไหว้บูชาเป็นศิริมงคลตามความเชื่อ  เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จ.นครพนม ต่อไป     

นอกจากนี้  ภายในวัดยังได้มีการรวบรวมสะสมรากไม้ตะเคียน   รวมถึงไม้ที่กลายเป็นหิน  ที่ได้มาจากญาติโยมบริจาคให้ เพื่อที่จะนำมาทำการก่อสร้างอุโบสถรากไม้  เน้นความสวยงามตามธรรมชาติ  เนื่องจากวัดยังไม่มีอุโบสถ  ที่จะใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติกิจสงฆ์  รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวศึกษาต่อไปในอนาคต  โดยหากประชาชน หรือผู้ที่สนใจอยากมาท่องเที่ยวศึกษา เยี่ยมชม หรือกราบไหว้บูชาเจ้าแม่ตะเคียนมอง  ก็ยินดี 


ด้าน นายพร้อมพันธ์  กุลภา  อายุ 60 ปี  ชาวบ้านที่มาเยี่ยมชม  กล่าวว่า  หลังเห็นภาพการแกะสลักที่เกิดขึ้นบนไม้ตะเคียนทองขนาดใหญ่ ยอมรับว่าทึ่งในความคิดของพระครูปิยคามเขตคณาภิรักษ์  หรือพระอาจารย์จินดา    เป็นอยากมาก  เนื่องจากเดิมไม้ตะเคียนตามความเชื่อถือว่ามีความขลังในตัวอยู่แล้ว  และเชื่อว่าเป็นไม้ที่มีเจ้าแม่ปักปักษ์รักษา    ยิ่งมีการแสลักเป็นภาพพระพุทธเจ้า รวมถึงพุทธสาวก ลงไป ทำให้เกิดความสวยงามมากขึ้น  รับรองว่าหากใครได้พบเห็นจะต้องยอมรับในความคิด  ที่สำคัญการแกะสลักที่มีการออกแบบลงตัว สวยงามตามธรรมชาติ  หาดูได้ยาก น่าจะเป็นที่เดียวของประเทศไทย    จึงขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว มาเที่ยวชม กราบไหว้เจ้าแม่ตะเคียนทอง อายุร่วม 2,000 ปี  และร่วมกันบริจาคทำบุญพัฒนาวัดให้เป็นที่ท่องเที่ยว ศึกษา  ที่สำคัญของ จ.นครพนม   และในอนาคตอีกไม่นานจะได้เห็นอุโบสถไม้ แห่งแรกของประเทศไทย

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement