advertisement

'รายงานวันจันทร์' - ทำไมกทพ.ต้องขึ้นค่าทางด่วน ต้องขึ้นอีก2ครั้งตามสัญญา

โดย ทีมข่าวกทม. 11 มี.ค. 2556 05:00

ข่าวร้ายที่สุดของผู้ใช้รถใช้ถนนในกรุงเทพฯ ในรอบปี 2556 เห็นจะไม่พ้นข่าวการขึ้นค่าทางด่วน ทางด่วน 1 และทางด่วนขั้นที่ 2 ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้!!!!

“ทำไมถึงต้องขึ้นค่าทางด่วน?????” คงเป็นคำถามของผู้ใช้รถใช้ถนนหลายคนสงสัย...“รายงานวันจันทร์” วันนี้จะพาไปหาคำตอบ...
----------------
“ทุกๆ 5 ปี การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จะต้องปรับอัตราค่าผ่านทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2” คือเงื่อนไขสำคัญที่ระบุในสัญญาสัมปทานโครงการทางด่วนขั้นที่ 2 ซึ่งการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กทพ. มีกับบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (บีอีซีแอล) คู่สัญญาสัมปทาน โครงการทางด่วนขั้นที่ 2 ซึ่งมีผลผูกพันมาตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 2531 และสิ้นสุดเดือน ก.พ. 2563

โดยการปรับอัตราค่าผ่านทาง จะปรับทุกๆ 5 ปี แต่ละครั้งจะปรับเป็นจำนวนเต็มช่วงละ 5 แต่ไม่เกินครั้งละ 10 บาท...ซึ่งตามสัญญาสัมปทาน จะเริ่มพิจารณาปรับอัตราค่าผ่านทางครั้งแรกวันที่ 1 มี.ค.2541 มีผลวันที่ 1 ก.ย.2541

ถามว่าที่ผ่านมามีการขึ้นค่าทางด่วนไปแล้วกี่ครั้ง คำตอบก็คือ กทพ.มีการปรับอัตราค่าผ่านทางไปแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2541... ครั้งที่ 2 ปี 2546 และครั้งที่ 3 ปี 2551...ซึ่งในปี 2556 นี้ ครบกำหนดจะต้องปรับอีกครั้ง โดยจะปรับกันครั้งสุดท้ายในปี 2561 ก่อนหมดสัญญาสัมปทานในปี 2563

ถามอีกว่าราคาใหม่นั้นคำนวณจากอะไร คำตอบคือคำนวณจากอัตราเพิ่มของดัชนีราคาผู้บริโภค สำหรับกรุงเทพมหานครที่ออกโดยกระทรวงพาณิชย์ล่าสุด

โดยขั้นตอนของการปรับอัตราค่าผ่านทาง เริ่มต้นจาก กทพ. จะต้องเสนอบอร์ดแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าผ่านทาง เป็นตัวแทนในการเจรจากับบริษัทบีอีซีแอล คู่สัญญาสัมปทาน โดยคณะอนุกรรมการชุด ดังกล่าว นอกจากมีหน้าที่เจรจาแล้ว ยังมีหน้าที่คำนวณอัตราค่าผ่านทางที่จะนำไปเป็นข้อมูลในการเจรจาด้วย

ทั้งนี้รายได้ที่เก็บได้ของทางด่วน 1 และทางด่วนขั้นที่ 2 จะนำมารวมกัน แล้วแบ่งกันระหว่างการทาง พิเศษฯ และบริษัททางด่วนกรุงเทพ โดยปรับสัดส่วนการแบ่งทุก 9 ปี ดังนี้คือ 9 ปีแรกแบ่ง 40/60... 9 ปีที่สอง 50/50...และ 9 ปีสุดท้าย 60/40

ถามคำถามสุดท้ายว่า ที่ผ่านมาการเจรจาขึ้นค่าทางด่วนระหว่าง กทพ. กับบริษัททางด่วนกรุงเทพ มีปัญหาหรือไม่อย่างไร...ตอบ...มีปัญหาเกือบทุกครั้ง บางครั้งกลายเป็นคดีข้อพิพาทขึ้นโรงขึ้นศาลยืดเยื้อบานปลายจนถึงปัจจุบัน

โดยเฉพาะการขึ้นค่าทางด่วนเมื่อปี 2541 เพราะในตอนแรก กทพ.ได้ประกาศขึ้นค่าทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2 โครงข่ายในเมือง รถ 4 ล้อ 40 บาท, 6–10 ล้อ 70 บาท, มากกว่า 10 ล้อ 90 บาท นอกเมืองส่วน C (ประชาชื่น–แจ้งวัฒนะ) 4 ล้อ 20 บาท 6–10 ล้อ 30 บาท มากกว่า 10 ล้อ 40 บาท

ปรากฏว่ามีประชาชนร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการคมนาคมว่า การปรับอัตราค่าผ่านทางไม่เป็นไปตามสัญญา เพราะมีการปรับราคาในส่วนโครงข่ายนอกเมืองอีก 10 บาท เมื่อบวกกับโครงข่ายในเมืองอีก 5 บาท เท่ากับว่าขึ้นราคาไป 15 บาท ซึ่งเกินจาก 10 บาทตามสัญญา

ทำให้ กทพ.ต้องกำหนดอัตราค่าผ่านทางใหม่ เป็นโครงข่ายในเมือง  รถ 4 ล้อ 40 บาท 6-10 ล้อ 60 บาท มากกว่า 10 ล้อ 80 บาท ส่วนนอกเมือง 4 ล้อ 15 บาท 6-10 ล้อ 20 บาท มากกว่า 10 ล้อ 30 บาท

ความผิดพลาดในครั้งนั้น ทำให้ผู้ว่าการ กทพ. คุณสมนึก ชัยเดชสุริยะ ต้องลาออก พร้อมบอร์ดทั้งคณะ แถมยังทำให้ กทพ.ต้องถูกฟ้องจาก บริษัททางด่วนกรุงเทพ เรียกค่าเสียหาย ซึ่งคดียังไม่ได้ข้อยุติจนถึงปัจจุบัน

ส่วนการปรับอัตราค่าผ่านทางล่าสุดในปีนี้ จะเกิดข้อพิพาทฟ้องร้องซ้ำรอยเดิมอีกหรือไม่ ก็ต้องมาติดตามกันต่อไป.

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement