advertisement

คดีปรส.พิพากษาแล้ว! ศาลสั่งจำคุก 'อมเรศ' 2ปี

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 17 ก.ย. 2555 13:58

ศาลอาญาอ่านคำพิพากษา อมเรศ ศิลาอ่อน อดีต ประธาน ปรส. เจอคุก 2 ปี จากคดีคณะกรรมการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ถูกกล่าวหาเอื้อประโยชน์เอกชนประมูลสินทรัพย์ ขณะเจ้าตัวยันทำถูกกฎหมายจ่ออุทธรณ์คดี...

ที่ห้องพิจารณา 905 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.30 น .วันที่ 17 ก.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3344/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ฟ้องนายอมเรศ ศิลาอ่อน อายุ 79 ปี อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.), นายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ อายุ 65 ปี อดีตเลขาธิการ ปรส. และเป็นกรรมการ กับเลขานุการ ปรส., บริษัท เลแมน บาเดอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ โดยนาย ชาร์ล เจสัน รูบิน (CHARLES JASON RUBIN) ที่ปรึกษา ปรส., บริษัท เลแมน บราเดอร์ส (ประเทศไทย) โดยนาย ชาร์ล เจสัน รูบิน, กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้ ผู้รับโอนสิทธิจากการประมูลสินทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ผู้จัดตั้งกองทุนรวม จำเลยที่ 5 ที่ 6 เป็นจำเลยที่ 1-6 ตามลำดับ ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงาน ในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11

โจทก์ฟ้องว่าระหว่างวันที่ 2 มิ.ย. - 1 ต.ค.41 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1-2 กับพวกวางแผนแบ่งหน้าที่กัน โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะประธาน ปรส. มีอำนาจวางนโยบายและควบคุมดูแลกิจการของ ปรส.รวมทั้งกำหนดวิธีการชำระบัญชีและขายทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงิน ที่ประสบความล้มเหลว และถูกปิดกิจการลงเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อปี พ.ศ.2540 ถูกระงับการดำเนินกิจการตาม พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ที่กำหนดให้จัดตั้ง ปรส. ขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินฟื้นฟูฐานะของสถาบันการเงิน

ต่อมาวันที่ 18 มิ.ย.41 ปรส.มีมติให้มีการจำหน่ายสินทรัพย์หลักการเช่าซื้อที่อยู่อาศัย ครั้งที่ 2 โดย ปรส. และ บริษัท เลแมน บราเดอร์ส จำเลยที่ 3 ได้ออกข้อกำหนด ขั้นตอนการจำหน่ายสินทรัพย์ พร้อมกำหนดวันประมูลในวันที่ 30 ก.ค.41 และปิดการจำหน่ายในวันที่ 1 ก.ย.41 แต่คณะกรรมการ ปรส. มีมติเมื่อวันที่ 21 ก.ค.41 ให้เลื่อนการประมูลจากวันที่ 30 ก.ค.41 ไปเป็นวันที่ 13 ส.ค.41 แทน ทั้งเมื่อวันที่ 4 ก.ค.41 คณะกรรมการ ปรส.และ บริษัท เลแมน บราเดอร์สฯ ได้ออกข้อกำหนดเพิ่มเติมอีกหลายประการโดยให้ผู้เสนอราคา สามารถเสนอราคาโดยให้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวแทนผู้ซื้อได้ หากกองทุนดังกล่าวสามารถจัดตั้งได้ภายในวันปิดการจำหน่าย ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ส.ค.41 จำเลยที่ 3 ได้ยื่นแบบฟอร์มขอเสนอราคาซื้อในนามของตนเองเข้าประมูลร่วมกับผู้ประมูลรายอื่นอีก 3 ราย โดยเสนอราคาที่ 11,520 ล้านบาท โดยวางหลักประกันเป็นเงิน 10 ล้านบาท และจำเลยที่ 3 เป็นผู้เสนอราคาประมูลสูงสุด คณะกรรมการการ ปรส.จึงมีมติให้ จำเลยที่ 3 ต้องทำสัญญาซื้อขายกับ ปรส.ภายใน 7 วันนับจากวันที่ 20 ส.ค.41 พร้อมทั้งต้องชำระเงินงวดแรกร้อยละ 20 ของราคาเสนอซื้อที่ชนะการประมูลเป็นเงิน 2,304 ล้านบาท ซึ่งหากจำเลยที่ 3 ทำสัญญาซื้อขายในวันดังกล่าวจะทำให้จำเลยที่ 3 ต้องมีภาระภาษีในกิจการดังกล่าว แต่วันที่ 20 ส.ค.41 ที่เป็นวันครบกำหนด จำเลยที่ 3 กลับไม่เข้าทำสัญญาซื้อขายและไม่ชำระเงินงวดแรก โดยจำเลยที่ 3 เพียงแต่วางเงินประกัน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย การประมูลดังกล่าวจึงไม่เกิดสัญญาขึ้น

ต่อมาวันที่ 11 ก.ย.41 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รมว.คลัง (ขณะนั้น) แจ้งว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ ปรส.ไม่โปร่งใส มีความขัดแย้งผลประโยชน์ในกรณีที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้ชนะการประมูล และเป็นบริษัทกลุ่มเดียวของจำเลยที่ 4 ที่ปรึกษา ปรส. โดยจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการตรวจสอบและปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งในวันที่ 1 ต.ค.41 ปรส.โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขาย ได้ทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ ปรส.กับจำเลยที่ 5 อันเป็นกองทุนผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งหมด เป็นกลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมกับกลุ่ม บริษัท เลแมน บราเดอร์ส การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นการร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

โดยเมื่อวันที่ 20 ส.ค.41 จำเลยที่ 3 ผู้ชนะการประมูลไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายกับ ปรส.ซึ่งจำเลยที่ 1 และ 2 ควรยกเลิกการประมูลหรือจัดให้มีการประมูลใหม่ และริบเงินประกันจำนวน 10 ล้านบาท แต่กลับไม่ได้ดำเนินการ เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นกลุ่มบริษัทเดียวกับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นที่ปรึกษา ปรส.ในการจำหน่ายสินทรัพย์ โดยจำเลยที่ 1- 2 ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายแต่กลับให้ ปรส.เข้าทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 5 ในวันที่ 1 ต.ค.41 ทั้งที่จำเลยที่ 5 ไม่มีสิทธิเข้าทำสัญญาในฐานะผู้ซื้อเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้ร่วมประมูล และไม่ได้รับอนุมัติให้ชนะประมูลทั้งในนามตนเองและผู้อื่น การกระทำของจำเลยที่ 1-4 กับพวก จึงเป็นการดำเนินการให้จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากร เข้าทำสัญญาซื้อขายเพื่อประโยชน์ทางภาษีอากร โดยจำเลยที่ 3-6 นาง วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ และนายคาร์ลอส มานาแลค ชาวฟิลิปปินที่หลบหนี กับพวก เป็นผู้ร่วมกันช่วยเหลือสนับสนุนในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1-2 การกระทำของจำเลยทั้งหมดเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และ ปรส. เหตุเกิดที่แขวงลุมพินี แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน และแขวงสีลม เขตบางรัก กทม.เกี่ยวพันกัน จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 -2 อ้างว่า ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1-2 ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนดไว้ในการจำหน่ายสินทรัพย์ ทั้งจำเลยที่ 1-2 ไม่ดำเนินการให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินงวดแรกจำนวน 2,304 ล้านบาท ให้แก่ ปรส. เพียงแต่วางเงินมัดจำไว้เท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1-2 จึงเป็นการปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ของ ปรส.ที่จ้างให้ให้จำเลยที่ 4 เป็นที่ปรึกษา แล้วอนุมัติให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท จำเลยที่ 4 ถึงร้อยละ 99.99 เป็นผู้ชนะการประมูลสินทรัพย์ของ ปรส. ประกอบกับการที่ ปรส. มีมติให้เลื่อนการประมูลออกไปจากเดิมวันที่ 30 ก.ค.41 เป็นวันที่ 13 ส.ค.41 ทำให้จำเลยที่ 3 สามารถไปจัดตั้งจำเลยที่ 5 เพื่อมารับโอนสิทธิการประมูลทรัพย์ได้นั้น แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ และการกระทำที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 1-2 เพื่อให้จำเลยที่ 3 ได้รับประโยชน์ ขณะเดียวกันก็ทำให้ ปรส. ในฐานะผู้เปิดประมูลขายสินทรัพย์ได้รับความเสียหาย ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1-2 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ส่วนจำเลยที่ 3-6 จากทางนำสืบของโจทก์คงปรากฏเพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำของจำเลยที่ 1-2 สำหรับจำเลยที่ 4 เป็นที่ปรึกษา ปรส. จำเลยที่ 5 เป็นผู้รับโอนสิทธิการประมูลสินทรัพย์ และจำเลยที่ 6 เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 5 กรณีจึงยังไม่พอฟังได้ว่าจำเลยที่ 3-6 กระทำผิด

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-2 มีความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เมื่อพิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 1-2 เป็นผู้บริหารสูงสุดของ ปรส. และต่อมาได้มีการชำระเงินเต็มจำนวนจากการประมูลสินทรัพย์ให้แก่ ปรส.จนครบถ้วนแล้ว เห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท และเนื่องจากจำเลยที่เคยดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ และประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ 2 เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมการการกลั่นกรองติดตามแผนการฟื้นฟูกิจการของ สถาบันการเงิน 58 แห่ง กรณีถือว่าได้เคยทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ กอปรกับจำเลยที่ 1 มีอายุ 79 ปี จำเลยที่ 2 มีอายุ 65 ปี เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และให้ทำกิจกรรมบริการสังคมตามสมควรอีก 24 ชั่วโมง ภายหลังนายอมเรศ กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา ขอยืนยันว่าปฏิบัติไปตามหน้าที่โดยถูกกฎหมายแล้ว และจะให้ทนายความพิจารณายื่นอุทธรณ์คดีต่อไป

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement