advertisement

จับ'แก๊งเงินดำ' ตุ๋นอาจารย์ม.ดัง สูญเกือบล้านบาท

โดย ทีมข่าวภูมิภาค 6 ส.ค. 2555 16:06

ตำรวจท่องเที่ยวสุวรรณภูมิจับแก๊งเงินดำหลอกตุ๋นเงินอาจารย์ ม.ดัง สูญเงินเกือบล้านบาท เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ ไม่ควรให้ความโลภเข้าครอบงำ ย้ำไม่มีน้ำยาเคมีล้างกระดาษให้กลายเป็นธนบัตร...

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. พล.ต.ต.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ผบก.ทท. พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน แถลงการจับกุมนายคริส จีเลซ์ เวลช์ อายุ 32 ปี สัญชาติไลบีเรีย และนายฟรานซิส ซีเซย์ อายุ 32 ปี สัญชาติเซียร์ราลีโอน ผู้ต้องหาแก๊งเงินดำหลอกตุ๋นเงินคนไทย พร้อมของกลาง ตู้เซฟบรรจุกระดาษสีเขียวตัดเป็นแผ่นเท่าขนาดธนบัตรดอลลาร์จำนวนมาก โทรศัพท์มือถือจำนวน 4 เครื่อง ธนบัตรดอลลาร์จำนวน 4 ใบ และบัตรเอทีเอ็ม จำนวน 1 ใบ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ที่ห้องพักภายในซอยอินทามระ 40 ถ.สุทธิสาร แขวงและเขตดินเเดง กทม.


สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้มีผู้เสียหายเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวว่า ถูกกลุ่มคนร้ายซึ่งเป็นชาวต่างชาติผิวสีหลอกตุ๋นเงินไปราว 900,000 บาท โดยได้รู้จักกลุ่มคนร้ายขณะเดินซื้อของอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งกลุ่มคนร้ายเหล่านี้ได้ทำทีเข้ามาตีสนิทพร้อมกับบอกว่าหลบหนีภัยสงครามมาพร้อมกับธนบัตรจำนวนมาก ซึ่งเป็นเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยสงครามแต่ใช้สารสีเขียวเคลือบไว้ เพื่อความปลอดภัยและต้องใช้น้ำยาเคมีเฉพาะล้างกระดาษเคลือบสีดังกล่าวได้ แต่จะต้องเสียเงินซื้อน้ำยาดังกล่าวในราคา 1,500,000 บาท แต่ให้ออกเงินลงทุนซื้อน้ำยาร่วมกันคนละครึ่ง โดยครั้งแรกกลุ่มคนเหล่านี้ทำให้ดู และกระดาษเปลี่ยนเป็นธนบัตรดอลลาร์ซึ่งใช้แลกเปลี่ยนได้จริง ทำให้หลงเชื่อและโอนเงินพร้อมทั้งมอบเงินสดให้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับกระดาษสีเขียวดังกล่าว

กระทั่งครั้งสุดท้ายนำเงินมามอบให้ที่บริเวณชั้นใต้ดินสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากกลุ่มคนร้ายอ้างว่าเงินที่เหลือยังอยู่ในอาคารคลังสินค้า ต้องนำเงินสดไปแลกเปลี่ยนออกมา แต่ยังไม่ได้รับน้ำยา เลยเชื่อว่าถูกหลอก จึงมาแจ้งความ กระทั่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน ส่วนอีก 2 คนหลบหนีไปได้ นอกจากนี้ อยากฝากเตือนไปยังประชาชนให้ระมัดระวังการหลอกลวงดังกล่าว และไม่ควรให้ความโลภเข้าครอบงำ เพราะการใช้น้ำยาเคมีล้างกระดาษให้กลายเป็นธนบัตรจริงนั้นไม่มีจริง

 

โหวตข่าวนี้