advertisement

'บิ๊กตู่'สั่งทบทวนมาตรการรปภ. 7หัวเมืองเศรษฐกิจใต้

โดย ทีมข่าวภูมิภาค 1 ส.ค. 2555 13:07

กอ.รมน.ภาค 4 สน. แจงเหตุการณ์คาร์บอมหลังโรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี พบมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 ราย ในขณะที่ ผบ.ทบ.สั่งทบทวน มาตรการในการรักษาความปลอดภัยในเขตพื้นที่ 7 หัวเมืองเศรษฐกิจใต้ ...

เมื่อวันที่ 1 ส.ค.  ที่ห้องแถลงข่าว ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน./รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า จากกรณีเกิดเหตุการณ์ระเบิดบริเวณถนนด้านหลังโรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี เมื่อคืนที่ผ่านมานั้น จากการตรวจสอบของหน่วยในพื้นที่ และชุด EOD พบเป็นระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในถังแก๊สน้ำหนักประมาณ 50 กก. บรรทุกในรถยนต์ปิกอัพอีซูซุแบบตอนเดียว สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน บฉ 8515 ปัตตานี ซึ่งตรวจสอบแล้วเป็นรถยนต์ซึ่งถูกคนร้ายได้แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ ปล้นชิงทรัพย์ และฆ่าราษฎรเสียชีวิต จำนวน 3 คน เหตุเกิดเมื่อ 25 มิถุนายน 2555 ในพื้นที่ ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี สำหรับทะเบียนรถดังกล่าวพบว่าเป็นทะเบียนป้ายปลอม โดยป้ายทะเบียนจริงคือ ถล 8055 กทม. ซึ่งผลจากแรงระเบิด ทำให้หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด ไฟฟ้าดับ และเกิดไฟลุกไหม้บริเวณหลังครัวด้านหลังโรงแรม และทำให้ราษฎรได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จำนวน 5 ราย คือ นางเจ๊ะกอรีเย๊าะ ยือรา อายุ 35 ปี ถูกเศษกระจกบาดบริเวณต้นขา นางศิริรักษ์ พรหมสิงห์ อายุ 53 ปี ถูกเศษกระจกบาดบริเวณข้อเท้า นางรายอด๊ะ เจ๊ะอามะ อายุ 47 ปี ถูกเศษกระจกบาดบริเวณข้อเท้า  นายสมพร เนติ อายุ42 ปี มีอาการหูอื้อ และด.ญ.พัชรนันท์ เม้งทอง อายุ 6 ปี ถูกเศษกระจกบาดบริเวณข้อเท้า

พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ กล่าวอีกว่า ภายหลังเกิดเหตุ หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 23 เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเมือง ฝ่ายปกครอง และชุด EOD เข้าควบคุมพื้นที่และตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกันจัดกำลังเข้าปฏิบัติตามแผนพิทักษ์เมืองปัตตานีในพื้นที่รับผิดชอบ โดยมุ่งเน้นเสริมกำลัง 4 ฝ่าย บริเวณด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด อย่างเข้มข้นตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลจากกล้อง CCTV เพื่อดูเบาะแสและพฤติกรรมของกลุ่มคนร้าย ที่ลักลอบนำรถยนต์คันดังกล่าวเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ สำหรับมาตรการรักษา ทาง กอ.รมน.ภาค 4 จะเพิ่มมาตรการในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย โดยให้ความสำคัญสูงสุดในห้วงเดือนรอมฎอน ด้วยมาตรการเพิ่มความเข้มข้นในการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจและจุดสกัดให้มากยิ่งขึ้น โดยเตรียมแผนปฏิบัติการในการขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล ในเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้วยการบูรณาการปฏิบัติร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กอ.รมน., ศอ.บต. และ 17 กระทรวงหลัก 66 หน่วยงานให้มีเอกภาพ โดยการจัดทำแผนปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับ 29 เป้าหมายร่วมของสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยให้ความเร่งด่วนในการรักษาความปลอดภัยในเขตพื้นที่ 7 หัวเมืองเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วย อ.เมือง อ.เบตง จ.ยะลา อ.เมือง จ.ปัตตานี, อ.เมือง อ.ตากใบ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ให้ความปลอดภัยสูงสุด ด้วยวิธีการเสริมยุทโธปกรณ์พิเศษ เช่น CCTV, เสริมกำลังทหารดูแลเขตเมืองให้มากขึ้น รวมทั้งการทบทวนการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย (safety Zone) ให้มีความเหมาะสม สำหรับคนร้ายที่ก่อเหตุนั้น ทาง กอ.รมน.ภาคที่ 4 สน. จะติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ โดยยังคงยึดมั่นในหลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัดอย่างที่เคยปฏิบัติเสมอมา พร้อมทั้งขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ หากพบสิ่งผิดปกติ ทั้งบุคคล ยานพาหนะ หรือวัตถุต้องสงสัย แจ้งหมายเลข 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

โหวตข่าวนี้