advertisement

โจ๋เก้าอี้ฟาดหน้าหญิงคราวแม่ สะท้อนสังคมไทยห่างไกลศีลธรรม

โดย พลิกแฟ้มอาชญากรรม 26 ก.ค. 2555 05:30

สลดหดหู่กันไปทั้งประเทศ กับคลิปวิดีโอ 2 เด็กนักเรียนวัยรุ่นกระทำรุนแรงต่อหญิงคราวแม่ ด้วยการใช้เก้าอี้พลาสติกฟาดใส่ใบหน้าจนล้มทั้งยืน เพียงเพราะสงสัยว่าเป็นคนขโมยนาฬิกายี่ห้ออาร์มานี่สุดหรูที่พ่อซื้อให้ไป เหตุเกิดที่ย่านราชประสงค์ กทม.โดยมีชาวต่างชาติที่บังเอิญพบเห็นเหตุการณ์และได้ถ่ายคลิปไว้ และนำมาเผยแพร่ต่อในโลกไซเบอร์จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ว่าเพราะอะไรเด็กสมัยนี้ถึงใจทมิฬ ลงมือทำร้ายคนแก่ไร้ทางสู้อย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้


เนื้อหาในคลิปเป็นการโต้เถียงกันระหว่างเด็กวัยรุ่น คะเนอายุไม่เกิน 20 ปี 2 คน กับหญิงสูงวัยในชุดพนักงานทำความสะอาด จากนั้นเด็กวัยรุ่นได้ค้นตัวหญิงคู่กรณีและเจอนาฬิกาข้อมือที่กระเป๋ากางเกงด้านขวา จึงโมโหเกรี้ยวกราดใช้มือตบที่ใบหน้า และใช้เท้าเตะไปที่ลำตัวหญิงชราหลายครั้ง จนหญิงคราวแม่ต้องยกมือไหว้ขอชีวิตว่า "ได้นาฬิกาคืนแล้วก็อย่าทำร้ายป้าเลย"

ทว่าคำวิงวอนของคู่กรณีไม่เป็นผล วัยรุ่นตะคอกใส่หน้าว่า "ทำไมป้าไม่บอกและไม่คืนให้แต่แรก" ก่อนจะคว้าเก้าอี้พลาสติกที่วางอยู่แถวนั้นเงื้อขึ้นฟาดใส่หญิงชราเข้าที่ใบหน้าอย่างเต็มแรง จนเลือดอาบล้มทั้งยืน!!! โดยที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย เพราะเด็กวัยรุ่นอีกคนชักมีดสปริงขึ้นมาขู่ไม่ให้ใครยุ่ง

หลังคลิปดังกล่าวถูกแพร่ออกไปท่ามกลางเสียงก่นด่าสาปแช่งของผู้ที่ได้เห็นคลิป พ.ต.อ.เทียนชัย คามะปะโส ผกก.สน.ปทุมวัน ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนติดตามตัวหญิงผู้เสียหายจากภาพวงจรปิด จนทราบชื่อ นางสมจิตร พลายเนา อายุ 57 ปี เป็นชาวบ้าน ต.วังแสง อ.ชนบท จ.ขอนแก่น เป็นแม่บ้านทำความสะอาดห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งหลังถูกทำร้ายได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยมีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณหน้าผากและดั้งจมูก มีเศษเก้าอี้ฝังในโพรงจมูก แพทย์ต้องผ่านำเศษเก้าอี้ออกมา จากนั้นเธอได้กลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิด จ.ขอนแก่น


เมื่อทราบว่าเหยื่ออารมณ์ของโจ๋โหดเป็นใคร ผู้สื่อข่าวไทยรัฐได้ตามสืบเสาะหาตัวจนไปพบอยู่ที่บ้านเลขที่ 7/1 บ้านหนองไผ่ ต.วังแสง อ.ชนบท ซึ่งเธอเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. วันที่ 17 ก.ค.หลังเลิกงานได้เดินทางกลับที่พักซึ่งอยู่ฝั่งโรงพยาบาลตำรวจ ขณะที่เดินอยู่นั้น เท้าได้ไปเตะถูกสิ่งของบางอย่าง จึงก้มมองว่าเห็นว่าเป็นนาฬิกาข้อมือ ไม่รู้ว่าเป็นของใครและราคาเท่าไร จึงพยายามสลัดออกจากเท้า ระหว่างนั้นมีเด็กชายวัยรุ่น คาดว่าน่าจะเรียนในระดับมัธยม 2 คน เดินเข้ามาถามหานาฬิกาดังกล่าว แสดงตัวว่าเป็นเจ้าของ บอกว่านาฬิกามีมูลค่ากว่าหมื่นบาท

"ก็บอกว่าไม่รู้ เดินอยู่ดีๆ เท้าก็เตะสิ่งของ เมื่อก้มดูจึงเห็นว่าเป็นนาฬิกาติดที่ปลายเท้า และกำลังจะดึงออก จากนั้นนักเรียนทั้งสองคนก็เข้ามาต่อว่าและกล่าวหาว่าเป็นขโมย จังหวะเดียวกันนักเรียนอีกคนก็คว้าเก้าอี้พลาสติกตีเข้าที่แสกหน้าของฉันจนล้มลงกับพื้น จากนั้นทั้งสองคนก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว" นางสมจิตรเล่า


เหยื่ออารมณ์เผยว่า หลังเกิดเหตุคนขับรถตุ๊กตุ๊กที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุได้ช่วยพาส่งโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อรักษาบาดแผล โดยแพทย์ต้องเย็บแผลถึง 12 เข็ม และนอนรักษาตัวถึง 2 คืน ก่อนที่แพทย์จะอนุญาตให้กลับบ้าน จึงตัดสินใจกลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิด ล่าสุดยังคงมีอาการปวดบริเวณบาดแผล ตั้งใจว่าเมื่อหายดีจะเข้าไปแจ้งความ เพราะถือเป็นเหตุการณ์ที่คนบริสุทธิ์ต้องมาได้รับบาดเจ็บเพียงแค่เดินเตะนาฬิกา ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปลักขโมยแต่อย่างใด

หลังจากผู้เสียหายออกมาแสดงตัวได้เพียงวันเดียว ถัดมาคือวันที่ 24 ก.ค. พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผกก.ดส.บช.น. ก็ได้นำกำลังเข้าควบคุมตัวนายเอ (นามสมมติ) นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนมัธยมของรัฐแห่งหนึ่ง ได้ที่หน้าสนามกีฬาแห่งชาติ ถนนพระราม 1 ก่อนนำตัวมาสอบสวน เบื้องต้นนายเอรับสารภาพว่าเป็นคนใช้เก้าอี้ฟาดหน้านางสมจิตรจริง โดยก่อนหน้าได้ท้าชกกับเพื่อน และได้ถอดนาฬิกายี่ห้ออาร์มานี่วางไว้ พอต่อยกับเพื่อนเสร็จเดินกลับมานาฬิกาก็หายไปแล้ว เข้าใจว่านางสมจิตรที่เก็บได้เป็นคนขโมยไป จึงตามไปทำร้ายร่างกายดังกล่าว

ล่าสุด นายเอก็ได้ขึ้นศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยศาลให้ประกันตัวหลักประกัน 5,000 บาท และให้มารายงานตัวในวันที่ 29 ส.ค.นี้


กรณีนี้  "ครูยุ่น" นายมนตรี สินทวิชัย เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก มองว่าความรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย กระจายตัวอยู่ในสังคม เด็ก หรือวัยรุ่นก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม การจะป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงเป็นสิ่งที่ยากมาก ขนาดเกิดเหตุการณ์มีการทำร้ายกัน คนส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะยืนดู มุงดู ดังนั้น ภาพความรุนแรงที่เราสังเกตก็จะทราบว่า เหยื่อความรุนแรงจะเกิดกับผู้ที่ด้อยกว่า อ่อนแอกว่า และเลือกที่จะทำกับคนที่ไม่มีทางสู้เท่านั้น บางคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็โดนไปด้วย

ในส่วนของเด็กที่กำลังจะโต สถาบันครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ ครอบครัวต้องสั่งสอนให้เด็กรู้จักการเคารพผู้อื่น ไม่ทำร้ายผู้ที่ด้อยหรืออ่อนแอกว่า แต่การแค่พร่ำสอนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากสังคม สิ่งแวดล้อมมีแต่เรื่องรุนแรง ดังนั้นสังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ พยายามเปลี่ยนค่านิยมผิดๆ เช่น การรังแกคนอื่นได้มันเป็นเรื่องโก้เก๋ หรือแม้แต่คืนจันทรุปราคา ยังมีการยิงปืนขึ้นฟ้า เมื่อมันตกลงมาก็โดนบาดเจ็บ

"ทำไมเราไม่หยิบกะละมัง หรือถังมาตีแค่นั้นไม่ได้หรือ ต้องทำให้คนอื่นรู้ว่า "กูก็มีปืนนะ" มันเป็นอย่างงั้นหรือ ทุกวันนี้สังคมมันรายล้อมไปด้วยความรุนแรง ในสภาก็ยังรุนแรง พระแย่งเส้นทางบิณฑบาตต่อยกันก็เป็นข่าวมาแล้ว" 

ครูยุ่น กล่าวว่า การที่จะแก้ปัญเรื่องนี้ ต้องช่วยกันทุกฝ่าย ต้องทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นมันเบาบางลง ทำให้อาวุธอยู่ห่างจากมือที่สุด ตำรวจต้องตรวจจับ ครูในโรงเรียนต้องกวดขัน หากพบว่าเด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวต้องบรรเทาให้ได้ อาจจะมีการแนะแนว หรือใช้นักจิตวิทยาเข้าช่วยเหลือ

"เด็กก็มีวิธีคิดแบบเด็ก จะว่าเด็กทำเรื่องรุนแรงแล้วผู้ใหญ่ทำไม่หนักกว่าหรือ เรื่องนี้กลไกรัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือ หากพบว่าเด็กถูกเลี้ยงด้วยความรุนแรง รัฐต้องเข้าไปคุ้มครองและช่วยเหลือ เด็กที่แพ้ตลอดรัฐต้องช่วย ไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรม การที่ถูกกระทำมันมีแต่จะเพิ่มความรุนแรง ไม่ใช่ลดความรุนแรง" นายมนตรีกล่าว


ขณะที่ พระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี ให้ความเห็นว่า การที่เด็กแสดงออกด้วยความรุนแรง เพราะขาดการยับยั้งชั่งใจ ลงมือด้วยความอำมหิต เป็นผลจากสิ่งแวดล้อมที่เห็นมามากมายจนชาชิน และศีลธรรมในจิตใจมีน้อยมาก ขาดภูมิคุ้มกันทางด้านการศึกษาจริยธรรม ซึ่งบ่งบอกว่าผู้ใหญ่ขาดการอบรมสั่งสอน ไม่รู้จักสอนให้บุตรหลานมีความเมตตากรุณา ไม่รู้จักสอนให้มีความยับยั้งชั่งใจ แม้แต่จะอ้างว่าป้องกันตัว หากมีการลงมือที่เกินกว่าเหตุก็สามารถติดคุกได้ ที่สำคัญเด็กขาดความเคารพต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุเคยกล่าวว่า ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ ซึ่งมันจะเป็นวิกฤติต่อไป

"ถามว่าก่อนนอนเคยสวดมนต์ไหม สัพเพสัตตา การแผ่เมตตาเคยไหม และยิ่งหากไม่มีผู้ใหญ่คอยอบรมสั่งสอน ความอำมหิตจะยิ่งเข้มข้นครอบงำจิตใจ ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นต่อการขัดเกลาคือประกอบด้วย 3 อย่าง คือ บ้าน วัด และโรงเรียน ถามว่ามีใครเคยสั่งสอนไหม โรงเรียนมีกิจกรรมอะไร เคยพาเข้าวัดเรียนจริยธรรมบ้างหรือเปล่า สิ่งที่อยากจะฝากไปถึงพ่อแม่ก็คือ อย่ามัวแต่หาเงินห่วงปากท้องมากนัก ต้องให้เวลากับลูกหลาน อย่าปล่อยปละละเลยมากเกินไป หากไม่ทำก็อาจจะเกิดปัญหาอื่นตามมา"


แม้เหตุการณ์นี้ในเชิงคดีความอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากผู้ใหญ่ในวันนี้เลือกที่จะ "ยืนดู" แล้วปล่อยผ่านไป แล้วอนาคตผู้ใหญ่ในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร สังคมไทยจะเป็นแบบไหน !?.

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement