advertisement

สธ.สั่งเก็บไข่ต้มอีก7พันฟอง หลังพบเชื้อ'ซาโมเนลลา'

โดย ทีมข่าวภูมิภาค 11 ก.ค. 2555 22:15

สธ.สั่งทีมงานตามเก็บไข่ต้มอีกประมาณ 7,000 ฟอง ที่คนแก้บนนำไปแจกจ่าย หลังพบเชื้อ "ซาโมเนลล่า" พร้อมเตือนให้รีบนำไปทำลาย หวั่นซ้ำรอยนักเรียนโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ ขณะที่เจ้าหน้าที่แพทย์พยาบาล ยังคงตั้งชุดทำงานในโรงเรียน เนื่องจากพบว่า มีเด็กกลับมามีอาการอีก เพราะดื้อยา...

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 11 ก.ค. ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ทาง นพ.วัฒนา กาญจนกามล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้แถลงข่าวความคืบหน้ากรณีเด็กนักเรียนโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ได้กินไข่ไก่ต้มที่รับบริจาคมาจากการแก้บนของผู้บริจาคคนหนึ่ง จนนักเรียนที่กินไข่ไก่ต้มเข้าไปเกิดอาการท้องเสียรุนแรง ปวดหัว และอาเจียน จากการรับเชื้อ "ซาโมเนลลา" หรือโรคบิดรุนแรง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า เบื้องต้นมีเด็กมีอาการจำนวน 462 ราย แต่ล่าสุดตัวเลขผู้ป่วยยังขยับเพิ่มเติมขึ้นอีกเป็น 501 รายแล้ว

นพ.วัฒนา เปิดเผยว่า จากกรณีนักเรียนโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์มีอาการอาหารเป็นพิษ หลังจากที่กินอาหารมื้อเย็นมีไข่ไก่ต้ม ที่รับบริจาคมาและแกงเผ็ดไก่ใส่มะเขือ เมื่อเย็นวันที่ 8 ก.ค.และกลางดึกได้เกิดอาการท้องร่วงจนถึงเช้าวันที่ 9 และ 10 ก.ค.โดยมีจำนวนมากถึง 500 คนเข้ารักษาตัว และสามารถกลับไปนอนที่หอพักได้จำนวน 367 คน และนอนตามโรงพยาบาลต่างๆ ถึง 9 โรงพยาบาล มีจำนวน 127 คน โดยที่นอนโรงพยาบาลทุกรายจะอยู่ในภาวะโลหิตเป็นพิษ ในตอนนี้ได้นำเชื้อไปเพาะแล้ว เป็นเชื้อซาโมเนลลา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเป็นชนิดรุนแรงและดื้อยา ซึ่งสันนิษฐานว่าในการเลี้ยงไก่ก็จะมียาปฏิชีวนะผสมอยู่ในอาหารไก่ด้วย ทำให้เกิดการดื้อยาต่อเชื้อการปนเปื้อนของไข่ที่ได้รับเชื้อเข้าไป ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ในแผงไข่พบว่ามีเชื้อปะปนอยู่แล้ว 6 เปอร์เซ็นต์ของแผงไข่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นไข่ 10,000 ฟอง จะต้องใช้แผงถึง 600 แผง ก็จะมีเชื้อปะปนอยู่ 20 แผง ซึ่งจะทำให้บรรจุไข่ได้ 300 ฟอง และไข่จำนวนนี้จะมีเชื้อซาโมเนลลาปกติปนเปื้อนอยู่แล้วในธรรมชาติ ก็เข้าใจว่าไข่ที่ต้มจำนวน 10,000 ฟอง บางส่วนก็สุกบางส่วนก็ไม่สุก เพราะทราบว่ามีการต้มตั้งแต่เย็นวันศุกร์ไป จนถึงเช้าวันเสาร์ โดยทราบว่าช่วยกันต้ม ครอบครัวผู้นำมาบริจาคมีจำนวน 6 คนที่ช่วยกัน ซึ่งก็ให้ความร่วมมือกับหน่วยสอบสวนโรคเป็นอย่างดี โดยมีการต้มถึงเช้าวันเสาร์และนำไปเก็บไว้ เช้าวันอาทิตย์ตี 5 ก็ไปแก้บน จนถึง 7 โมงเช้าก็เริ่มเอาไปแจก โดยไข่ที่ต้มไม่ได้เอาไปเก็บในตู้เย็นแต่นำไว้ในแผง ทำให้เชื้อซาโมเนลลาได้ฟักตัว จึงเป็นอันตรายต่อผู้ที่บริโภคต่อ ในขณะนี้ ทั้ง 127 ราย ที่อยู่ในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่อาการดี ยกเว้นรายเดียวที่ความดันโลหิตต่ำ ต้องให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่อยู่ในห้องไอซียู ก็คาดว่าจะต้องให้ยาปฏิชีวนะชนิดรุนแรงในการรักษาทั้ง 127 ราย ไปอีกจนกว่าไข้จะลงและความดันโลหิตคงที่ ก็จะให้ออกจากโรงพยาบาลได้

นพ.วัฒนา กล่าวต่อไปว่า สำหรับที่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ ยังมีการตั้งชุดทีมแพทย์ประจำอยู่ เนื่องจากยังมีผู้ป่วยรายเก่าที่กลับออกมาจากโรงพยาบาลอยู่ที่หอพักโรงเรียน กว่า 300 คน เมื่อคืนวันที่ 10 ก.ค.ยังกลับมาป่วยใหม่อีกประมาณ 26 คน เนื่องจากในชุดแรกๆ ที่เข้ามารักษาและได้ยาไปเกิดอาการดื้อยาที่รับประทานเข้าไป กลับมีอาการเกิดขึ้นอีก และใน 26 คน ต้องกลับมานอนโรงพยาบาลใหม่อีก 9 คน มันก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้อีกระยะหนึ่ง แต่เราจะตั้งทีมแพทย์และพยาบาลอยู่ที่โรงเรียนไปอีกจนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลาย ส่วนในโรงเรียน ทางสาธารณสุขจะร่วมมือกับทาง อำเภอแม่ริม และ อบต.ดอนแก้ว เข้าไปปรับปรุงเรื่องสุขาภิบาล เรื่องน้ำและโรงอาหาร เพื่อระยะยาวจะได้ป้องกันเรื่องโรคทางเดินอาหาร

"ในขณะนี้ทางเราได้ติดตามไข่อีกร่วม 7,000 ฟอง ที่คนไปแก้บนได้แจกจ่ายไปทั้งสิ้น 9 หน่วยงาน และ 1 ชุมชนได้ไปประกาศเตือนให้รีบนำไปทิ้งทำลาย พบว่ามีบางหน่วยงานที่ให้เด็กหรือผู้อยู่ในความดูแลรับประทาน และเกิดอาการขึ้นเหมือนกับเด็กนักเรียนโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ฯ แต่ไม่มาก สามารถควบคุมได้แล้วทั้งหมด จึงขอเตือนประชาชนโดยทั่วไปหากจะรับประทานไข่ ก็ควรเป็นไข่ที่สุกเท่านั้น หรือไม่รับประทานทันทีก็ให้นำเก็บไว้ในตู้เย็น เพราะหากอยู่ในอุณหภูมิปกติ เชื้อนี้จะเติบโตได้ โดยเฉพาะอุณหภูมิที่ร้อนเชื้อโรคจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็จะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคต่อไปได้ จึงขอเตือนพี่่น้องประชาชนอย่าได้ไว้ใจอาหารที่จะกินเข้าไป ขอให้สังเกตที่สีและกลิ่นเปลี่ยนไปหรือไม่ หากไม่แน่ใจอย่ารับประทาน แต่ทางที่ดีควรจะกินสิ่งที่ทำเสร็จใหม่ๆ ร้อนๆ ใช้ช้อนกลางและล้างมือบ่อยจะ ปลอดภัย" นพ.วัฒนากล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ ทางเจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล รวมทั้งหน่วยกู้ภัย อบต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ยังคงตั้งชุดทำงานอยู่ภายในโรงเรียน เพราะยังมีเด็กที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว กลับมาเป็นซ้ำอีกหลายราย และทางโรงเรียนได้จัดให้บรรดาเด็กรุ่นพี่เฝ้าดูแลสังเกตอาการเด็กเล็กตามหอพักในโรงเรียน ซึ่งสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงไปมากแล้ว.

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement