advertisement

ด.ต.สลดสำนึกผิด ฟันสุนัขตาย ลูก-เมียกระทบ

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 15 มิ.ย. 2555 18:48

"ดาบตำรวจทางด่วน" เข้าร่วมทำบุญศพ "เจ้าเข้มแข็ง"แล้ว พร้อมเปิดใจสำนึกผิดยอมรับบันดาลโทสะขอโทษสังคมและทุกคนที่เกิดเรื่อง ยอมรับเจอผลกระทบหนัก ด้านกลุ่มโซเชียลพร้อมใจร่วมงานไว้อาลัย ...

สืบเนื่องจากกรณี นายดาบตำรวจสังกัดกองบังคับการตำรวจจราจร ใช้มีดฟันสุนัขอย่างโหดเหี้ยม จนขาขาดและฟันหัวเป็นแผลฉกรรจ์ต้องเย็บกว่า 50 เข็ม สาเหตุจากไล่กัดไก่ชน เหตุเกิดบริเวณแฟลตตำรวจย่านซอยอุดมสุข กรุงเทพฯ จากนั้น สุนัขตัวดังกล่าวก็เสียชีวิต ขณะที่ต่อมานายดาบตำรวจผู้นี้ รู้สึกสำนึกกับการกระทำ และถูกผู้บังคับบัญชาย้ายจากหน้าที่ประจำ และเกิดกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานานั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 15 มิ.ย. ที่วัดคลองเตยใน หมู่ 6 สุนทรโกษา แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ตำรวจจราจรจาก สน.ทางด่วน 1 ซึ่งเป็นสังกัดเดิมของนายดาบตำรวจผู้นี้ จำนวนกว่า 20 นาย พร้อมด้วยกลุ่มแฟนเพจเฟซบุ๊ก "เพื่อนข้างถนน" จำนวนหนึ่ง และผู้จัดทำเพจดังกล่าว เดินทางมาพร้อมด้วยร่างของ "เจ้าเข้มแข็ง" สุนัขที่ถูกทำร้ายจนขาขาดและเสียชีวิตเมื่อก่อนรุ่งเช้าวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยร่างของ "เจ้าเข้มแข็ง" ถูกบรรจุมาในลังกระดาษสีน้ำตาลภายในมีร่าง ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง โดยทั้งหมดได้ช่วยกันนำร่าง "เจ้าเข้มแข็ง" ออกมาวางลงตรงสถานที่ซึ่งเตรียมไว้ประกอบพิธีทำบุญ

โดย พ.ต.ท.ณัฐพล โกมินทรชาติ รองผู้กำกับการศูนย์การจราจร สน.ทางด่วน 1 ในฐานะผู้บังคับบัญชานายดาบตำรวจที่เป็นผู้ก่อเหตุ ได้พาตัวดาบตำรวจคนดังกล่าว พร้อมด้วยเพื่อนตำรวจอีกกว่า 20 นายมาร่วมทำบุญในพิธีดังกล่าวด้วย โดยดาบตำรวจคนดังกล่าวลงจากรถด้วยสีหน้าสลดใจและแสดงออกถึงความเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งได้เข้าพูดคุยทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้เข้าร่วมงาน พร้อมกับกล่าวคำขอโทษและสำนึกผิดในสิ่งที่ได้กระทำไป ก่อนที่จะเข้าร่วมประกอบพิธีทำบุญตามที่ได้นัดหมายกันไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยขั้นตอนการทำบุญจะมีพระสงฆ์ร่วมในพิธีและมีการกรวดน้ำคล้ายกับการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่คนทั่วไป โดยภายหลังเสร็จขั้นตอนพิธีทางสงฆ์ เจ้าหน้าที่ของวัดคลองเตยใน ได้นำร่าง "เจ้าเข้มแข็ง" เข้าสู่เตาเผา จากนั้นกลุ่มผู้ร่วมงาน พร้อมด้วย พ.ต.ท.ณัฐพล และเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดทยอยร่วมพิธีเผาตามลำดับ

ภายหลังพิธีการต่างๆ เสร็จสิ้น พ.ต.ท.ณัฐพล ได้อนุญาตให้ดาบตำรวจคนดังกล่าวให้สัมภาษณ์และตอบคำถามผู้สื่อข่าวเป็นครั้งแรกหลังเกิดเรื่อง โดยดาบตำรวจคนดังกล่าวในสภาพดวงตาแดงก่ำ และสีหน้าเศร้าสร้อย ได้ขอโทษและขอยอมรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับว่าตนเองกระทำลงไปด้วยความโมโห ขณะนี้สำนึกผิดในสิ่งที่ได้กระทำแล้ว ต้องขอโทษทุกคน ขออภัยทุกคนและสังคมที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ดาบตำรวจคนดังกล่าวกล่าวว่า "คืนนั้นเกิดเหตุประมาณตีสาม มีสุนัขเข้ามาไล่กัดไก่ที่ตนเองเลี้ยงไว้ จึงลงมาไล่และพบว่าไก่ที่เลี้ยงไว้ถูกกัดตายไป 7 ตัว หายไปอีก 5 ตัว ด้วยความโมโหจึงคว้ามีดฟันไปแต่ขณะเกิดเหตุมืดมาก จึงไม่ทราบว่าถูกตรงไหนบ้าง ต้องขอโทษในสิ่งที่ตนเองกระทำลงไปและจะไม่ให้มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว ที่ผ่านมายอมรับว่าทั้งตนเองและครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งภรรยาและลูกก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน อยากขอวิงวอนว่าตนเองได้สำนึกในสิ่งที่เกิดขึ้นจากอารมณ์โมโหชั่ววูบแล้วต้องขอโทษทุกท่าน ขอโทษสังคมที่ได้รับทราบข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยความจริงใจ ส่วนการลงโทษทางหน้าที่นั้นก็มีคำสั่งย้ายการปฏิบัติหน้าที่ให้เข้าประจำสำนักงานตั้งแต่วานนี้แล้ว ซึ่งทางวินัยอาจจะต้องรอคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาสอบสวนอีกครั้ง"

ขณะที่ทางด้านนางสาวแพรว (นามสมมติ) 1 ในผู้ติดตามข่าวดังกล่าวจากสื่อและเดินทางมาร่วมงานด้วยกล่าวว่า "รู้สึกเสียใจกับเรื่องของ "เจ้าเข้มแข็ง" มากและไม่คิดว่าจะมีใครทำแบบนี้ได้ แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง คนที่รักสัตว์ก็อาจจะรักสัตว์ที่ไม่เหมือนกันได้ กลุ่มคนที่รักสุนัขเหมือนลูกก็มีทั่วไป กลุ่มคนที่รักสัตว์อย่างอื่นเหมือนลูกก็คงมี เมื่อสัตว์ที่ตนเองรักถูกทำร้ายจนตายไป 7 ตัวก็เป็นไปได้ที่อาจจะโมโหและบันดาลโทสะขึ้นได้ เรื่องนี้คนที่กระทำก็ได้รับผลกรรมต่างๆ ไปแล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะยังคงต้องเผชิญกับผลกระทบนี้ไปอีกระยะหนึ่ง ส่วนตัวจึงอโหสิและคิดว่าเรื่องจบลงอย่างเหมาะสมแล้ว"

ขณะทางด้านกลุ่มผู้จัดทำแฟนเพจ "เพื่อนข้างถนน" กล่าวว่าหลังทำพิธีเผาเสร็จคงมอบให้เจ้าหน้าที่นำกระดูกไปลอยตามความเชื่อให้ครบทุกขั้นตอน ซึ่งต้องฝากสังคมช่วยกันผลักดันเรื่อง พ.ร.บ.สวัสดิภาพสัตว์และป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ ที่ควรจะมีได้นานแล้ว แต่จนถึงบัดนี้ประเทศไทยก็ยังไม่มี พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้ สิ่งที่ชาวบ้านทำกันได้คงเป็นการช่วยกันสอดส่องดูแลกันต่อไป.

 

โหวตข่าวนี้