advertisement

ตร.ลุยคลองถม จับ'บีบีกัน' ชี้วัยรุ่นชอบพกไว้ข่มขู่

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มี.ค. 2555 17:19

ตำรวจลุยจับร้านขายปืน บีบีกัน ย่านคลองถม สะพานเหล็ก ได้ของกลาง 625 กระบอก มูลค่าความเสียหายรวม 5 ล้าน ชี้วัยรุ่นนิยมซื้อติดรถ ไว้ใช้ข่มขู่ เพราะเหมือนจริงมาก...

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 29 มี.ค. ที่ห้องประชุมชั้น 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บก.ปอศ.) พ.ต.อ.กิตติ สะเภาทอง รอง ผบก.ปอศ. และ พ.ต.ท.กัมปนาท ณ วิชัย สว.กก.1 บก.ปอศ. ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าชุดเฉพาะกิจ บก.ปอศ. แถลงข่าวผลระดมกวาดล้างร้านค้าสิ่งเทียมอาวุธปืน หรือบีบีกัน ในพื้นที่ตลาดสะพานเหล็ก แขวงบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กทม. และตลาดคลองถม แขวงและเขตสัมพันธวงศ์ กทม. สามารถจับกุมผู้ค้าได้ 8 ราย ยึดของกลางเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืน ทั้งขนาดสั้นและยาว รวมทั้งสิ้น 625 กระบอก มูลค่าความเสียหายรวม 5 ล้านบาท

พ.ต.อ.กิตติ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากชุดจับกุมเล็งเห็นว่า ปัจจุบันกลุ่มอาชญากรมักใช้สิ่งเทียมอาวุธปืนเข้าไปก่อเหตุข่มขู่กรรโชกทรัพย์ และปล้นทรัพย์ผู้เสียหายจำนวนมาก ประกอบกับวัยรุ่นมักซื้อสิ่งเทียมอาวุธปืนเอาไว้ติดรถเพื่อใช้ข่มขู่ผู้อื่น กลางท้องถนน โดยข้อมูลเรื่องนี้ได้รับรายงานจากตำรวจสายตรวจตามด่านที่มักตรวจพบสิ่งเทียมอาวุธปืนซุกซ่อนไว้ในรถของผู้ต้องหา จึงเชื่อว่าทุกวันนี้เป็นสินค้าที่หาซื้อง่ายตามท้องตลาดใหญ่ๆ ทั่วไป ทั้งที่ของกลางเหล่านี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยอนุญาตให้นำเข้ามาขายในราชอาณาจักรไทย ดังนั้น กลุ่มผู้ค้าเลยถือโอกาสลักลอบนำใส่ตู้คอนเทนเนอร์ลงเรือจากประเทศจีน ประเทศไต้หวันและประเทศฮ่องกง เข้ามาแอบขายในบ้านเรา โดยทำกำไรได้ดีมาก นำมาวางขายหน้าร้านบวกราคาจากต้นทุนได้กว่า 100% สนนราคาซื้อขายกระบอกละ 5,000-15,000 บาท แล้วแต่แหล่งที่ผลิตและคุณภาพของวัสดุที่ใช้ทำ

“แต่ผู้ขายสินค้าเหล่านี้กลับไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากสิ่งเทียมอาวุธปืนรุ่นใหม่ๆ เหล่านี้ มีการทำเลียนแบบได้เหมือนของจริงมาก ทั้งรูปลักษณะ น้ำหนัก และระบบปฏิบัติการ เพราะฉะนั้น หากมีผู้ใดใช้นำไปข่มขู่ผู้มีอาวุธปืนจริงในความครอบครองโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ป้องกันเหตุอาจเกิดการยิงสวน จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตได้จากความเข้าใจผิดคิดว่าผู้ต้องสงสัยจะใช้ปืนยิงใส่ก่อน เบื้องต้นจึงควบคุมตัวเจ้าของแผงสินค้าทั้ง 8 ราย ส่งพนักงานสอบสวน บก.ปอศ.แจ้งข้อกล่าวหา นำเข้าหรือพาสิ่งของที่ยังมิได้เสียภาษี หรือต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง มีโทษปรับเป็นเงิน 4 เท่าราคาของ ซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับต่อไป” พ.ต.อ.กิตติ กล่าว.

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement