advertisement

ดีเอสไอรุดสอบเภสัชกร ลักยาแก้หวัดรพ.อุดรธานี

โดย 2 มี.ค. 2555 20:56

ผอ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ รุดสอบ ข้อมูลเภสัชฯลักยาแก้หวัดของ รพ.อุดรธานี สูตร “ซูโดอีเฟรดีน” มีส่วนประกอบสารตั้งต้นยาเสพติด แย้ม เตรียมพิจารณาจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่...

วันที่ 2 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงาน จาก จ.อุดรธานี ว่า พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผอ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้เดินทางเข้าพบ นพ.พิชาติ ดลเฉลิมยุทธนา ผอ.โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เพื่อขอรับทราบข้อมูลที่ นายสมชาย แซ่โค้ว อายุ 41 ปี เภสัชกรชำนาญการ รพ.ศูนย์อุดรธานี ที่ทำการเบิกจ่ายยาแก้หวัดที่มีสูตร “ซูโดอีเฟรดีน” (Psudoephedrine) สารตั้งต้นผลิตยาบ้า ออกจาก รพ.ศูนย์อุดรธานี และทางโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี แจ้งความดำเนินคดีในความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ และละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ , ยักยอกทรัพย์ ยาแก้หวัดที่มีสูตร “ซูโดอีเฟรดีน” (Psudoephedrine) สารตั้งต้นผลิตยาบ้า ออกจากโรงพยาบาลฯ และครอบครองและมีไว้เพื่อจำหน่ายยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท มีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้ใช้ห้องประชุม 2 ชั้น 6 อาคารอำนวยการ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี พร้อมกับเชิญ นายดำรงค์เกียรติ ตั้งเจริญ อายุ 47 ปี หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม หัวหน้าของนายสมชาย โดยตรงมาให้ข้อมูล พร้อมนำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ที่อยู่ห้องคลังเวชภัณฑ์ ที่เป็นที่เก็บยาแก้หวัดดังกล่าว มาให้ปากคำ โดยไม่อนุญาตสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

จากนั้น นพ.พิชาติ ผอ.โรงพยาบาล พร้อม นายดำรงค์เกียรติ หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรมฯ นำคณะของเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอ ตรวจสอบที่ห้องคลังเวชภัณฑ์ ที่ประตูคล้องด้วยโซ่ มีกุญแจปิดล็อก ซึ่งระบุว่านายสมชาย ผู้ต้องหา เป็นผู้ถือลูกกุญแจสามารถเปิดกุญแจห้องได้ ซึ่งห้องคลังเวชภัณฑ์ฯ อยู่ชั้นล่างตึกเภสัชกรรม ตรงข้ามโรงอาหาร ใกล้ทางเดินไปยังที่จอดรถ ที่สามารถขนส่งเวชภัณฑ์ได้ประมาณ 100 เมตร โดยใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 15 นาที

พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ เปิดเผยว่า ในส่วนของดีเอสไอก่อนจะเข้าพื้นที่ ได้ทำการสืบสวนสอบสวนการทุจริตการเบิกจ่ายยาก่อนหน้าแล้ว โดยมีข้อมูลส่วนหนึ่งในการทุจริตการเบิกจ่ายยามีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งในส่วนของโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี หรือที่โรงพยาบาลทองแสนขันธ์ และโรงพยาบาลอื่น ที่เราจะเดินทางไปตรวจสอบอีก เราจะพยายามเชื่อมโยงข้อมูลดูแผนประทุษกรรมว่ามีรูปแบบอย่างไร รวมถึงดูเส้นทางของยาแก้หวัดตัวนี้ ที่เบิกเข้ามาและมีการจ่ายออกไปยังที่ใด นอกจากนี้จะดูไปยังเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย

“สำหรับในส่วนของนายสมชาย หลังจากสอบถามข้อมูลจากทาง ผอ.โรงพยาบาลฯทราบว่า เขาเปิดร้านขายยา ที่อาจมีความเป็นได้ว่า จะนำยาไปใช้ที่ร้านของตัวเอง แต่ในชั้นสอบสวนของทางโรงพยาบาล ที่รับสารภาพว่า ได้นำยาตัวนี้ส่งให้กับบุคคลอื่นต่อ โดยเราจะนำเหตุการณ์และข้อเท็จจริงที่ได้รับมาเชื่อมโยงกัน หากสืบสวนไปแล้วพบว่ามีความเชื่อมโยงกัน หรือมีความซับซ้อน มีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องอีก เราก็ต้องนำเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาว่า จะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่”

พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับโรงพยาบาลอื่น เราก็จะเข้าไปดูแผนประทุษกรรม เช่น ดูว่ายาตัวนี้มาจากบริษัทไหน เมื่อมีการทุจริตเขานำยาไปทำอะไร มีการเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ หรือไม่ ดูเส้นทางการเงิน ดูการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเรื่องนี้ทางกรมสืบสวนคดีพิเศษมีข้อมูลเดิมอยู่แล้ว โดยเราจะใช้ข้อมูลเดิมที่มี นำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตัวยาของยาแก้หวัดนี้สามารถนำไปเป็นสารตั้งต้นผลิตยาบ้าได้ ทางดีเอสไอมีข้อมูลเรื่องนี้อย่างไร พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ ตอบว่า เราก็พยายามคุยกับเภสัชกร โดยทราบว่าในทางทฤษฎีก็มีโอกาสทำได้ แต่ในรายละเอียดก็ต้องสอบถามผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องวิธีการสกัด หรือนำตัวยาไปใช้อย่างไร ซึ่งขณะนี้ตนยังไม่สามารถพูดได้ว่า มีการนำยาเหล่านี้ไปผลิตเป็นยาเสพติดจริงหรือไม่อย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ทางคณะดีเอสไอ ได้เข้าพบกับ นพ.สัญชัย ปิยะพงศ์กุล สสจ.อุดรธานี เพื่อรับทราบข้อมูลในการเบิกจ่ายยาแก้หวัด ของโรงพยาบาลต่างอำเภอในจังหวัด และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ว่ามีการเบิกจ่ายมากน้อยแค่ไหน รวมถึงเข้าพบ พ.ต.ท.มนัส อัดโดดดร พงส.สบ.2 สภ.อุดรธานี เจ้าของคดี เพื่อขอทราบข้อมูลการสืบสวนสอบสวนทั้งหมด ในการจะนำไปพิจารณาเสนอว่า จะสามารถทำเป็นคดีพิเศษได้หรือไม่

โหวตข่าวนี้