advertisement

แกะรอย'อิหร่าน' พบ จยย. คาดใช้ประกบแปะบึมรถ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2555 04:00

ตร.เร่งแกะรอยกลุ่มคนร้ายชาวอิหร่าน พบใช้ชื่อปลอมซื้อรถ จยย.มือสอง ถูกพบจอดทิ้งไว้บนบาทวิถีข้างตู้โทรศัพท์ ปากซอยปรีดีพนมยงค์ 29 คาดเตรียมนำใช้ขับประกบรถ เพื่อแปะระเบิดซีโฟร์ถล่มรถเหยื่อ...

วันที่ 18 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีมีผู้แจ้งพบรถ จยย.ต้องสงสัยยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียน มนม 583 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นยานพาหนะของกลุ่มคนร้ายคดีระเบิด 3 จุด ท้องที่ สน.คลองตัน ถูกนำไปจอดทิ้งไว้บนบาทวิถีข้างตู้โทรศัพท์ ปากซอยปรีดีพนมยงค์ 29 ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.55 นั้น ตามแนวทางการสืบสวนทราบว่า รถคันนี้ถูกซื้อมาจากร้านจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์มือสอง ชื่อ บริษัท ส.คลองตัน จำกัด เลขที่ 782-786 ถนนสุขุมวิท 71 แขวงคลองตัน เขตพระโขนง กทม.ซึ่งตั้งอยู่เยื้องกับจุดที่พบรถแค่คนละฟากถนนห่างกันประมาณ 100 เมตร

โดยก่อนหน้าที่รถคันดังกล่าวจะถูกซื้อออกจากร้านไปนั้นมีกลุ่มชายชาวตะวันออกกลาง 3 คนมาช่วยกันเดินเลือกซื้อทำทีพิจารณาดูรุ่นและสีตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ธ.ค.54 แล้ว จากนั้นชายกลุ่มดังกล่าวก็ย้อนกลับมาใหม่โดยซื้อรถไปในราคาคันละ 26,400 บาท เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.54 ทั้งนี้มีพยานจดจำใบหน้าและรูปพรรณได้อย่างแม่นยำว่า ชายทั้ง 3 คน คือ นายฟาอิต โมราติ อายุ 28 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บรักษาตัวอยู่ที่ รพ.จุฬาฯ เป็นผู้ยืนรออยู่หน้าร้าน ส่วน นายคาซาฮี โมฮัมเหม็ด อายุ 42 ปี ซึ่งถูกจับกุมตัวได้ที่ ทอช.สุวรรณภูมิตอนนี้ถูกกักตัวไว้สอบปากคำที่ บช.สตม.และ นายมาซุด เซดฮาฮัท ซาเตช อายุ 31 ปี ที่หลบหนีไปยังประเทศมาเลเซียได้แบบหวุดหวิด เป็นผู้เข้ามาเจรจากับพนักงานขายด้วยการสื่อสารภาษาอังกฤษ

สำหรับ วันที่ตกลงซื้อขายรถกันนั้นทั้ง นายคาซาฮี และ นายมาซุด ต่างเข้าไปเจรจาอ้างตัวกับพนักงานขายว่า เป็นชาวอิหร่านเข้ามาทำงานประจำอยู่ในประเทศไทย ปัจจุบันพักอาศัยอยู่ที่โรงแรมนาซ่าเวกัส ใกล้แยกคลองตัน แต่ยังไม่มียานพาหนะไว้ขับไปทำงานจึงขอมาเลือกซื้อรถ จยย.มือสองไปใช้และยินดีที่จะจ่ายเงินสด เบื้องต้นพนักงานจึงรับเงินสดจำนวน 26,400 บาท พร้อมออกใบรับเงินให้ แต่ทางร้านมีข้อแม้ว่า หากต้องการสมุดคู่มือรายการจดทะเบียนรถเล่มจริงกลับไป ขอให้ผู้ต้องหานำหลักฐานทั้งหนังสือเดินทาง วีซ่าและใบอนุญาตทำงานในเมืองไทยมาแสดงให้ดูก่อนจึงจะสามารถรับคู่มือเล่ม จริงไปได้ ซึ่งผู้ต้องหาก็ยังอ้างอีกว่าเป็นช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ขอเวลาอีกแค่ 1 สัปดาห์ จะนำหลักฐานมาให้ดูแถมยังออกอุบายซ้อนแผนให้พนักงานช่วยนำคู่มือเล่มจริงไป ถ่ายเอกสารมาเก็บไว้ใต้เบาะรถก่อนเผื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจค้นระหว่าง ทางจะได้มีหนังสือการครอบครองไว้แสดงเป็นหลักฐานเพราะกลัวโดนจับ

เมื่อพนักงานขายทำตามที่ผู้ต้องหาร้องขอจากนั้น นายมาซุด ก็ทำหน้าที่เป็นผู้ลงนามในใบรับเงินโดยใช้ชื่อปลอมว่า MR.MUSTAF MUSTAFOV และใส่เขียนเบอร์โทรศัพท์ติดต่อไว้ ต่อมาเมื่อทั้ง 3 คน พากันขับขี่รถ จยย.ออกจากร้านไป พนักงานขายจึงสังเกตเห็นว่าสมุดคู่มือรายการจดทะเบียนรถเล่มจริง ของรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น เวฟ สีน้ำเงินเทา หมายเลขทะเบียน ฬพค 583 กรุงเทพมหานคร ซึ่งรถคันดังกล่าวเป็นสินค้าที่ยังจอดอยู่ในร้านสูญหายไป ทีแรกก็ไม่ได้เอะใจคิดว่าผู้ต้องหาคงจะหยิบติดมือไปด้วยและคงจะนำกลับมาคืน กระทั่งร้านเปิดให้บริการอีกครั้งหลังปิดไปในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าผู้ต้องหาจะย้อนกลับมาแสดงเอกสารให้ดูตามนัด เจ้าของร้านขายรถจึงสั่งให้พนักงานขายติดตามไปสอบถามที่โรงแรมนาซ่าเวกัสตาม ที่กลุ่มผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าพักอาศัยอยู่แต่เมื่อเจ้า หน้าที่จากทางร้านขายรถเดินทางไปถึงที่โรงแรมกลับพบว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดได้ย้ายออกไปหมดแล้ว เมื่อตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ที่เขียนให้ไว้ยัง ไม่สามารถติดต่อได้

จากการสอบถามพนักงานรักษาความปลอดภัยของทางโรงแรมให้ข้อมูลว่า เห็นทั้ง 3 คนขับขี่รถ จยย.คันดังกล่าวเข้ามาจอดในโรงแรมเพียงครั้งเดียวเท่านั้นก่อนที่จะย้ายออก ไป กระทั่งพบรถคันเดียวกันถูกนำมาจอดทิ้งไว้บนบาทวิถีข้างตู้โทรศัพท์ ปากซอยปรีดีพนมยงค์ 29 ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.55 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุระเบิดทั้ง 3 จุด

ทั้งนี้มีรายงานว่ารถ จยย.ที่พบคันดังกล่าวน่าจะมีการเตรียมเอาไว้ใช้เป็นยานพาหนะติดตามเข้าประกบ ยานพาหนะของเป้าสังหารโดยผู้ต้องหาที่ถูกวางตัวมาทำหน้าที่พลขับจะขับขี่พา มือระเบิดซ้อนท้ายเข้าไปประชิดก่อนใช้ระเบิดแสวงเครื่องที่ติดตั้งแม่เหล็ก มาเป็นอย่างดีทำการแปะเข้ากับตัวถังรถเป้าหมาย อย่างไรก็ตามชุดสืบสวนเชื่อว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้อาจจะยังมีรถ จยย.อีกคันที่เตรียมไว้ให้ชุดคุ้มกันใช้สำรวจเส้นทางและคอยสนับสนุนการทำงาน หากมือสังหารทีมแรกปฏิบัติงานผิดพลาด

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุด คลี่คลายคดีมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตภายในประเทศไทย ของ น.ส.โรฮานี ไลลา อายุ 32 ปี หนึ่งในผู้ต้องหาว่า นอกจากจะเป็นผู้เดียวที่เดินทางเข้าออกราชอาณาจักรไทยมากที่สุดถึง 4 ครั้ง ในห้วงเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว ยังชอบใช้เวลาว่างไปลงเรียนหลักสูตรสอนภาษาที่สถาบันแห่งหนึ่งใจกลาง กรุงเทพมหานคร เบื้องต้นพบเบาะแสว่า น.ส.โรฮานี ไลลา มีเพื่อนชาวตะวันออกกลางที่สนิทสนมกันขณะเรียนภาษาอยู่กลุ่มหนึ่ง พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะผู้ควบคุมงานสืบสวน จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่ไปสืบหาข้อเท็จจริงจนสามารถเชิญ ตัวเพื่อนชาย 1 คน และเพื่อนหญิงอีก 3 คน มาสอบปากคำที่ สน.คลองตัน นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่าผลการสอบสวนพยานปากสำคัญกลุ่มนี้อาจนำไปสู่การ เข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 4 คนอีกแห่งหนึ่ง

โหวตข่าวนี้