วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แกะรอย'อิหร่าน' พบ จยย. คาดใช้ประกบแปะบึมรถ

ตร.เร่งแกะรอยกลุ่มคนร้ายชาวอิหร่าน พบใช้ชื่อปลอมซื้อรถ จยย.มือสอง ถูกพบจอดทิ้งไว้บนบาทวิถีข้างตู้โทรศัพท์ ปากซอยปรีดีพนมยงค์ 29 คาดเตรียมนำใช้ขับประกบรถ เพื่อแปะระเบิดซีโฟร์ถล่มรถเหยื่อ...

วันที่ 18 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีมีผู้แจ้งพบรถ จยย.ต้องสงสัยยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียน มนม 583 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นยานพาหนะของกลุ่มคนร้ายคดีระเบิด 3 จุด ท้องที่ สน.คลองตัน ถูกนำไปจอดทิ้งไว้บนบาทวิถีข้างตู้โทรศัพท์ ปากซอยปรีดีพนมยงค์ 29 ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.55 นั้น ตามแนวทางการสืบสวนทราบว่า รถคันนี้ถูกซื้อมาจากร้านจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์มือสอง ชื่อ บริษัท ส.คลองตัน จำกัด เลขที่ 782-786 ถนนสุขุมวิท 71 แขวงคลองตัน เขตพระโขนง กทม.ซึ่งตั้งอยู่เยื้องกับจุดที่พบรถแค่คนละฟากถนนห่างกันประมาณ 100 เมตร

โดยก่อนหน้าที่รถคันดังกล่าวจะถูกซื้อออกจากร้านไปนั้นมีกลุ่มชายชาวตะวันออกกลาง 3 คนมาช่วยกันเดินเลือกซื้อทำทีพิจารณาดูรุ่นและสีตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ธ.ค.54 แล้ว จากนั้นชายกลุ่มดังกล่าวก็ย้อนกลับมาใหม่โดยซื้อรถไปในราคาคันละ 26,400 บาท เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.54 ทั้งนี้มีพยานจดจำใบหน้าและรูปพรรณได้อย่างแม่นยำว่า ชายทั้ง 3 คน คือ นายฟาอิต โมราติ อายุ 28 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บรักษาตัวอยู่ที่ รพ.จุฬาฯ เป็นผู้ยืนรออยู่หน้าร้าน ส่วน นายคาซาฮี โมฮัมเหม็ด อายุ 42 ปี ซึ่งถูกจับกุมตัวได้ที่ ทอช.สุวรรณภูมิตอนนี้ถูกกักตัวไว้สอบปากคำที่ บช.สตม.และ นายมาซุด เซดฮาฮัท ซาเตช อายุ 31 ปี ที่หลบหนีไปยังประเทศมาเลเซียได้แบบหวุดหวิด เป็นผู้เข้ามาเจรจากับพนักงานขายด้วยการสื่อสารภาษาอังกฤษ

สำหรับ วันที่ตกลงซื้อขายรถกันนั้นทั้ง นายคาซาฮี และ นายมาซุด ต่างเข้าไปเจรจาอ้างตัวกับพนักงานขายว่า เป็นชาวอิหร่านเข้ามาทำงานประจำอยู่ในประเทศไทย ปัจจุบันพักอาศัยอยู่ที่โรงแรมนาซ่าเวกัส ใกล้แยกคลองตัน แต่ยังไม่มียานพาหนะไว้ขับไปทำงานจึงขอมาเลือกซื้อรถ จยย.มือสองไปใช้และยินดีที่จะจ่ายเงินสด เบื้องต้นพนักงานจึงรับเงินสดจำนวน 26,400 บาท พร้อมออกใบรับเงินให้ แต่ทางร้านมีข้อแม้ว่า หากต้องการสมุดคู่มือรายการจดทะเบียนรถเล่มจริงกลับไป ขอให้ผู้ต้องหานำหลักฐานทั้งหนังสือเดินทาง วีซ่าและใบอนุญาตทำงานในเมืองไทยมาแสดงให้ดูก่อนจึงจะสามารถรับคู่มือเล่ม จริงไปได้ ซึ่งผู้ต้องหาก็ยังอ้างอีกว่าเป็นช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ขอเวลาอีกแค่ 1 สัปดาห์ จะนำหลักฐานมาให้ดูแถมยังออกอุบายซ้อนแผนให้พนักงานช่วยนำคู่มือเล่มจริงไป ถ่ายเอกสารมาเก็บไว้ใต้เบาะรถก่อนเผื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจค้นระหว่าง ทางจะได้มีหนังสือการครอบครองไว้แสดงเป็นหลักฐานเพราะกลัวโดนจับ

เมื่อพนักงานขายทำตามที่ผู้ต้องหาร้องขอจากนั้น นายมาซุด ก็ทำหน้าที่เป็นผู้ลงนามในใบรับเงินโดยใช้ชื่อปลอมว่า MR.MUSTAF MUSTAFOV และใส่เขียนเบอร์โทรศัพท์ติดต่อไว้ ต่อมาเมื่อทั้ง 3 คน พากันขับขี่รถ จยย.ออกจากร้านไป พนักงานขายจึงสังเกตเห็นว่าสมุดคู่มือรายการจดทะเบียนรถเล่มจริง ของรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น เวฟ สีน้ำเงินเทา หมายเลขทะเบียน ฬพค 583 กรุงเทพมหานคร ซึ่งรถคันดังกล่าวเป็นสินค้าที่ยังจอดอยู่ในร้านสูญหายไป ทีแรกก็ไม่ได้เอะใจคิดว่าผู้ต้องหาคงจะหยิบติดมือไปด้วยและคงจะนำกลับมาคืน กระทั่งร้านเปิดให้บริการอีกครั้งหลังปิดไปในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าผู้ต้องหาจะย้อนกลับมาแสดงเอกสารให้ดูตามนัด เจ้าของร้านขายรถจึงสั่งให้พนักงานขายติดตามไปสอบถามที่โรงแรมนาซ่าเวกัสตาม ที่กลุ่มผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าพักอาศัยอยู่แต่เมื่อเจ้า หน้าที่จากทางร้านขายรถเดินทางไปถึงที่โรงแรมกลับพบว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดได้ย้ายออกไปหมดแล้ว เมื่อตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ที่เขียนให้ไว้ยัง ไม่สามารถติดต่อได้

จากการสอบถามพนักงานรักษาความปลอดภัยของทางโรงแรมให้ข้อมูลว่า เห็นทั้ง 3 คนขับขี่รถ จยย.คันดังกล่าวเข้ามาจอดในโรงแรมเพียงครั้งเดียวเท่านั้นก่อนที่จะย้ายออก ไป กระทั่งพบรถคันเดียวกันถูกนำมาจอดทิ้งไว้บนบาทวิถีข้างตู้โทรศัพท์ ปากซอยปรีดีพนมยงค์ 29 ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.55 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุระเบิดทั้ง 3 จุด

ทั้งนี้มีรายงานว่ารถ จยย.ที่พบคันดังกล่าวน่าจะมีการเตรียมเอาไว้ใช้เป็นยานพาหนะติดตามเข้าประกบ ยานพาหนะของเป้าสังหารโดยผู้ต้องหาที่ถูกวางตัวมาทำหน้าที่พลขับจะขับขี่พา มือระเบิดซ้อนท้ายเข้าไปประชิดก่อนใช้ระเบิดแสวงเครื่องที่ติดตั้งแม่เหล็ก มาเป็นอย่างดีทำการแปะเข้ากับตัวถังรถเป้าหมาย อย่างไรก็ตามชุดสืบสวนเชื่อว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้อาจจะยังมีรถ จยย.อีกคันที่เตรียมไว้ให้ชุดคุ้มกันใช้สำรวจเส้นทางและคอยสนับสนุนการทำงาน หากมือสังหารทีมแรกปฏิบัติงานผิดพลาด

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุด คลี่คลายคดีมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตภายในประเทศไทย ของ น.ส.โรฮานี ไลลา อายุ 32 ปี หนึ่งในผู้ต้องหาว่า นอกจากจะเป็นผู้เดียวที่เดินทางเข้าออกราชอาณาจักรไทยมากที่สุดถึง 4 ครั้ง ในห้วงเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว ยังชอบใช้เวลาว่างไปลงเรียนหลักสูตรสอนภาษาที่สถาบันแห่งหนึ่งใจกลาง กรุงเทพมหานคร เบื้องต้นพบเบาะแสว่า น.ส.โรฮานี ไลลา มีเพื่อนชาวตะวันออกกลางที่สนิทสนมกันขณะเรียนภาษาอยู่กลุ่มหนึ่ง พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะผู้ควบคุมงานสืบสวน จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่ไปสืบหาข้อเท็จจริงจนสามารถเชิญ ตัวเพื่อนชาย 1 คน และเพื่อนหญิงอีก 3 คน มาสอบปากคำที่ สน.คลองตัน นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่าผลการสอบสวนพยานปากสำคัญกลุ่มนี้อาจนำไปสู่การ เข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 4 คนอีกแห่งหนึ่ง