advertisement

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง'ผู้กองณัฏฐ์'คดีรีดเงิน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2554 22:30

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง "ผู้กองณัฏฐ์" กับลูกน้อง 8 คน ความผิดฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือทุจริต และความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน ระหว่างวันที่ 4-8 ก.พ. 50 ...

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2554 ศาลจังหวัดตลิ่งชันอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการและ นางจุฑาพร นุ่นรอด ผู้เสียหายร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง ร.ต.อ.ณัฏฐ์ ชลนิธิวณิชย์ อายุ 32 ปี อดีต ผบ.หมวด 426 กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 42 (บก.ตชด.ที่ 42) จ.นครศรีธรรมราช ช่วยราชการ ตชด.41 จ.ชุมพร ด.ต.สถาพร ขาวศิริ จ.ส.ต.รังสิมันต์ สุขแก้ว จ.ส.ต.นิรันดร์ แต้มช่วย จ.ส.ต.สุวิทย์ สุทวี ส.ต.อ.อภิศักดิ์ พลสวัสดิ์ จ.ส.ต.วุฒิศักดิ์ เกื้อกูล และ ส.ต.อ.พนัง ดวงกมล เป็นจำเลยที่ 1-8 ในความผิดฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือทุจริต และความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน พ.ศ.2490

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 4 - 8 ก.พ.50 จำเลยทั้งแปดร่วมกับ ส.ต.อ.จรูญ แก้วกูล (เสียชีวิตไปแล้ว) โดยทั้งหมดเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตระเวนชายแดน สังกัด บก.ตชด.ที่ 42 ร่วมกันมีอาวุธปืนเถื่อนหลายกระบอก จำเลยทั้ง 8 ใช้ปืนบังคับขู่เข็ญ นางจุฑาพร ผู้เสียหายที่ 1 และ จ.อ.กำพล คงแก้ว ผู้เสียหายที่ 2 สามีของ นางจุฑาพร จากอพาร์ตเมนต์ไปกักขังในห้องพักโรงแรมกรีนเฮ้าส์ ใช้เชือกมัดมือมัดเท้าและผ้าปิดตา ผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นใช้ไฟฟ้าช็อตบาดเจ็บหลายแห่ง ก่อนใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะผู้เสียหายและบังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นสายล่อซื้อยาเสพติดที่ จ.หนองคาย และให้ผู้เสียหายทั้งสองนำเงิน 3 แสนบาท ให้จำเลยกับพวกเพื่อใช้เป็นเงินล่อซื้อยา โดยผู้เสียหายทั้งสองได้มอบเงินและสร้อยทองคำให้กับจำเลยทั้งแปดเป็นเงินจำนวน 88,000 บาท

อัยการโจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาคดีดำที่ 1786/2551 ที่ศาลให้จำคุก ร.ต.อ.ณัฏฐ์ กับพวกรวม 8 คน ฐานเรียกรับสินบน กรณีเรียกรับสินบนจากผู้เสียหาย ซึ่งถูกพวกจำเลยแจ้งข้อหามียาไอซ์ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นเวลาคนละ 3 ปี 4 เดือนด้วย จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งแปดมีความผิดตามฟ้องฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น นอกจากนี้ จำเลยที่ 1, 2 ,4 ,8 ยังมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นและกรรโชกทรัพย์ โดยให้จำคุกจำเลยที่ 1-8 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันมีโทษสูงสุดคนละ 5 ปี และให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีของศาลอาญากรุงเทพใต้ด้วย โดยให้จำเลยที่ 1-8 ชดใช้ทรัพย์สินคืนแก่ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเงิน 88,000บาท ให้ยกฟ้อง จ.ส.ต.รังสิมันต์ จำเลยที่ 3 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นและกรรโชกทรัพย์

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้ง 8 ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า นางจุฑาพร โจทก์ร่วม รู้จักกับ นายไพรัตน์ มีหมื่นพล ภายหลังถูกจับกุมดำเนินคดี พ.ร.บ.ยาเสพติด ส่วนโจทก์ร่วม ถูกฟ้องด้วย ศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ เพราะพยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควร ต่อมาโจทก์ร่วม แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.เพชรเกษม ให้ดำเนินคดีกับจำเลยทั้งแปดในคดีนี้ แม้ว่าคดีที่โจทก์ร่วมถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดียาเสพติด ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องด้วยเหตุผลว่าพยานหลักฐานของอัยการยังมีความสงสัยว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดหรือไม่ ก็ไม่อาจฟังได้เด็ดขาดว่าโจทก์ร่วมไม่ได้กระทำความผิดแท้จริงแต่อย่างใด

ขณะที่คดีดังกล่าว อัยการได้ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษโจทก์ร่วม และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้ ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษา โจทก์ร่วมมีทนายความแก้ต่างให้ตลอดมาและสามีของโจทก์ร่วม ผู้เสียหายที่ 2 คดีนี้ ไม่ถูกดำเนินคดี แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมอบให้ทนายความแจ้งความร้องทุกข์กับจำเลยทั้งแปด กรณีจึงมีเหตุให้ระแวงสงสัยว่า โจทก์ร่วมจะพัวพันกับการกระทำความผิดของนายไพรัตน์ ซึ่งถูกลงโทษในคดีกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหน้านี้หรือไม่ ที่โจทก์ร่วมเพิ่งจะมาแจ้งความดำเนินคดีจำเลยทั้งแปดหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโจทก์ร่วมไปแล้วจึงผิดปกติวิสัย และที่โจทก์ร่วมอ้างว่าตอนพักอยู่ที่โรงแรมก่อนจะไปเป็นสายลับล่อซื้อยาบ้า ที่ จ.หนองคาย ถูกทำร้ายร่างกาย แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำ ไม่สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วม และนายไพรัตน์ คดีที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยคดียาเสพติด ว่า ทั้งสองมีโอกาสนั่งรับประทานอาหารกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเปิดเผย และได้รับการดูแลอย่างดี

ส่วนเรื่องบาดแผลที่เกิดขึ้นกับโจทก์ร่วมนั้น มี พล.อ.ต.วิชาญ เบี้ยวนิ่ม แพทย์ผู้ตรวจร่างกาย เบิกความเป็นพยานว่า รอยแผลฟกช้ำ ถลอก และรอยรัดไม่อาจบอกได้ว่า โจทก์ร่วมจะทำตัวเองหรือไม่ และไม่สามารถยืนยันว่าถูกกระทำด้วยเครื่องช็อตไฟฟ้าขนาดเล็ก ประเด็นนี้ จำเลยที่ 1- 5 เบิกความว่า เจ้าพนักงานชุดจับกุมไม่ได้ทำร้ายร่างกายโจทก์ จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธมาโดยตลอด พยานหลักฐานของโจทก์ และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งแปดกระทำผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ อุทธรณ์จำเลยทั้งแปดฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง.

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement