หวั่นคุณสมบัติสว.-สส.กระทบเสถียรภาพรบ. - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559
advertisement

หวั่นคุณสมบัติสว.-สส.กระทบเสถียรภาพรบ.

โดย 20 มิ.ย. 2552 22:00
798 ครั้ง


นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

"สุวัจน์ ลิปตพัลลภ"หวั่นไหวการขาดคุณสมบัติของ สว.และ สส.จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เชื่อยังสามารถทำงานต่อไป ชี้ พ.ร.ก กู้เงิน 8 แสนล้าน เป็นเครื่องมือวัดความสามารถของรัฐบาล...

วันนี้(20 มิ.ย.)นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองไทยภายหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)วินิจฉัย ให้ ส.ว และ ส.ส.จำนวนมาก ขาดคุณสมบัติ ภายหลังมีหุ้นอยู่ในบริษัทที่มีสัมปทานกับภาครัฐ ซึ่งหลายฝ่ายกังวล หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ขาดคุณสมบัติจริง ก็จะส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองว่า จะต้องมีนัยยะสำคัญต่อการเมือง เพราะว่าขณะนี้เรื่องเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะเสียงในสภา ฉะนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเสถียรภาพของรัฐบาลก็จะมากขึ้น แต่หากการเปลี่ยนแปลงไปในทางลบเสถียรภาพของรัฐบาลก็จะได้รับผลกระทบ แต่หากจะมีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นก็ต้องพิจารณาไปตามกฎหมาย ซึ่งอาจจะถึงขึ้นยุบสภาหรือไม่นั้นเรื่องนี้ยังไม่สามารถระบุได้ต้องรอดูว่า ส.ว.และ ส.ส. ที่ขาดคุณสมบัติ มีจำนวนมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ไม่มีนักการเมืองคนใดต้องการทำผิดรัฐธรรมนูญแต่สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะ เป็นการตีความรัฐธรรมนูญที่ไม่ตรงกัน เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีเจตนาทำผิดแต่น่าจะเป็นความที่ไม่รู้มากกว่า แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร

นายสุวัจน์ กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนคร และจ.ศรีสะเกษ ซึ่งมีข่าวการทำผิดกฏหมายเลือกตั้งทั้งการขนประชาชนมาลงคะแนนและการซื้อเสียงเลือกตั้งเป็นตัวเลขที่สูงว่า ไม่ทราบข้อเท็จจริงแต่ก็ขึ้นอยู่ กับทาง กกต. ที่จะดำเนินการหาหลักฐาน และดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและถูกต้อง ซึ่งหากมีข้อมูล และข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ ยิ่งจะทำให้ทุกคน ทุกฝ่ายไม่เกรงกลัวกฎหมาย และจะส่งผลต่อการพัฒนาการเมืองไทยจนกลับไปสู่ยุคการใช้เงินอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้เงินเป็นปัจจัยในการชี้ขาดการเลือกตั้ง ดังนั้นทุกฝ่ายต้องทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย และผู้ที่มีหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งก็ต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมาให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และในฐานะที่ตนเองผ่านการเลือกตั้งหลายครั้ง เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ การทำอย่างไรที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นธรรมมากที่สุด ประชาชนมาใช้สิทธิอย่างแท้จริงไม่มีอำนาจใดมาครอบงำ สำหรับการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้หลายฝ่ายมองว่าเป็นการวัดบารมีกันระหว่าง อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับ นายเนวิน ชิดชอบ เรื่องนี้ถือว่าเป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 พรรคฉะนั้นจึงเป็นที่รู้กันได้ว่า เป็นการแข่งขันกันระหว่าง 2 พรรค คือพรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทย แต่ว่าคงจะเป็น1ตัวอย่างของเขตการเลือกตั้งยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าผลการ เลือกตั้งเพียง1เขตกระแสความนิยมจะเป็นของฝ่ายใด

อดีตรองนายกรัฐมนตรี ยังคาดการณ์อนาคตของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ผิดพลาดอะไรและยังไม่มีความแตกแยกในพรรคร่วมรัฐบาลจน ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเพียงความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน สำหรับการผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 8 แสนล้านบาทของสภานั้น จะทำให้รัฐบาลมีเงินงบประมาณที่จะมาบริหารประเทศตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งหากรัฐบาลกู้เงินและสามารถพัฒนาเศรษฐกิจแก้ไขปัญหาของประเทศได้สำเร็จ ความนิยมของรัฐบาลก็จะสูงขึ้น เพราะขณะนี้ตนเชื่อว่าโดยส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีจากการทำงานที่ผ่านมาได้รับการยอมรับในความตั้งใจทำงาน แต่ ณ ขณะนี้รัฐบาลต้องแสดงผลงานออกมาให้เด่นชัด จากเงิน จำนวน 8 แสนล้านที่กู้ ซึ่งตรงจุดนี้จะเป็นเครื่องมือชี้วัดการทำงานของรัฐบาล แต่ในทางตรงกันข้าม หากรัฐบาลได้อำนาจและมีเงินในมือแล้ว แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ความนิยมก็จะหายไปและจะเกิดการขาดความศรัทธา ของประชาชนต่อรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะต้องพิสูจน์ตัวเอง ทั้งนี้รัฐบาลชุดนี้ตนเองเชื่อว่ายังสามารถทำงานต่อไปได้และยังไม่มีดัชนี ชี้วัดใดๆที่จะบ่งบอกว่าจะมีการเลือกตั้งและเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ในช่วงนี้.

โหวตข่าวนี้
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement