ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2558

ชาวบ้านอุดรฯ ต้านเหมืองโปแตส หวิดปะทะ จนท.รังวัด

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ย. 2553 08:58
3,475 ครั้ง


กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จ.อุดรฯ เข้าปิดล้อม จนท.รังวัดฯ จนเกืือบเกิดเหตุปะทะ หลังถูก คณะ กก. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ลักไก่ว่าประชุมความเข้าใจกับประชาชนแล้ว และจะมารังวัดเพื่อดำเนินโครงการเหมืองโปแตส...

เมื่อวันที่ 31 ต.ค.2553 ที่จ.อุดรธานี เกิดการเผชิญหน้าจนประทะกัน ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จ.อุดรธานี หรือกลุ่มต่อต้านเหมืองแร่โปแตส กับเจ้าหน้าที่รังวัดปักหลักหมายเขตคำขอประธานบัตร กรมอุสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) คนของ บริษัทเอเชียแปซิกฟิกโพแทช คอเปอร์เรชั่น จำกัด ในเครือ “อิตาเลี่ยนไทย” และชาวบ้านที่ให้การสนับสนุน ขณะที่เจ้าหน้าที่ลงปฏิบัติงานรังวัดปักหลักหมายเขตคำขอประธานบัตร พื้นที่ ต.โนนสูง ต.หนองไผ่ อ.เมือง ต.ห้วยสามพาด ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี

เนื่องจาก 2 วันที่ผ่านมาต่อมาจนถึงวานนี้ สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จ.อุดรธานี มากกว่า 300 คน ทิ้งงานการเกี่ยวข้าวไปรวมตัวกันที่ “ศาลปู่คำ” เพื่อกระจายแบ่งหน้าที่ไปเฝ้าตามจุดต่างๆ 36 จุด ที่คาดว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าทำการรังวัด เพราะไม่พอใจที่ถูกกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หลอกว่าจะดำเนินการศึกษายุทธศาสตร์เหมืองแร่โปแตส (SEA) ก่อน จึงจะมาทำการรังวัดเพื่อเดินหน้าโครงการ และลักไก่เอาวันประชุมชี้แจงประชาชนเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าเป็นการทำความเข้าใจประชาชนแล้ว จึงประกาศจะขัดขวางการรังวัด เวลา 14.30 น.

รายงานข่าวแจ้งว่า วันเดียวกัน กลุ่มอนุรักษ์ฯ ราว 50 คน เข้าไปปิดล้อมช่างรังวัดชุดแรก ที่มาพร้อมกับตัวแทนบริษัท และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย บริเวณถนนทางเข้าบ้านหนองตะไก้ ต.หนองไผ่ ด้วยการชี้หน้าด่าทอขับไล่ บางคนใช้มือทุบ และฉุดเสื้อผ้า ทำให้ทุกคนต้องรีบขนอุปกรณ์ขึ้นไปบนรถ และตัดสินใจยุติการทำงานจุดนั้น แต่ต้องใช้เวลานานกว่า 10 นาที จึงออกจากจุดเกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย พยายามขอไม่ให้เกิดความรุนแรง

ทันทีที่รถเจ้าหน้าที่ออกไป รถของกลุ่มสนับสนุนเหมืองก็เข้ามา เกิดการเผชิญหน้ากันแต่ไม่รุนแรง อีก 30 นาทีต่อก็เกิดเหตุเผชิญหน้ากับอีกที่ ป่าด้านจะวันออกของบ้านาเจริญ ต.นาม่วง โดยกลุ่มอนุรักษ์มากกว่า 150 คน ไปปิดล้อมถนนเข้าออกของป่า เพราะเข้าใจว่ามีช่างรังวัดทำงานอยู่ด้านใน ต่อมากลุ่มผู้สนับสนุนก็เดินทางมาถึงจำนวนเท่าๆกัน การเผชิญโต้เถียงและด่าทอกันนานมากกว่า 10 นาที และจบลงด้วยการตามหาช่างรังวัดไม่พบ จึงแยกย้ายกันไปคนละทาง พร้อมกับมีรายงานว่าช่างรังวัด เดินทางกลับออกจากพื้นที่ไปแล้ว

ขณะที่ ผู้ประสานงาน บ.เอเชียแปซิกฟิกฯ ระบุว่า ได้พูดคุยกับแกนนำกลุ่มอนุรักษ์ฯอยู่ 2 วัน ไม่สามารถยุติกันได้ จึงต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้ารังวัด ด้วยการขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแล โดยส่งช่างเข้าไปทำงานพร้อมกัน 6 ชุด ปักหลักหมายเขตคำขอประธานบัตร เพื่อกำหนดหลักหมุดกับดาวเทียม แล้วการทำงานก็เสร็จสิ้นไปด้วยดี ไม่มีเหตุรุนแรงแต่อย่างใด

นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน เปิดเผยว่า สถานการณ์วันนี้ยิ่งเพิ่มความไม่ไว้วางใจ ของชาวบ้านต่อบริษัทผู้รับสัมปทาน เพราะก่อนหน้านี้เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน เราได้ไปคุยกับคุยกับท่านอธิบดี กพร.เรามีความเห็นร่วมกันคือจะมีการจัดทำ “SEA” โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เห็นด้วยมาตั้งแต่ปี 49 แล้ว ก่อนที่โครงการจะเดินหน้าต่อไป รวมทั้งการรังวัดในครั้งนี้ แต่ทางบริษัทฯกับเดินหน้าไปคนละทาง

“การประชุมเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา เราเห็นว่าเป็นการชี้แจง การขออนุญาตประทานบัตรตาม พรบ.แร่ พ.ศ. 2510 ภายใต้กรอบมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ที่ก็คือการต้องทำ SEA ไม่ใช่การทำความเข้าใจประชาชนสวนพื้นที่ เราเห็นว่าดีก็ไปร่วมด้วย 10 กว่าคน ขณะที่มีการเกณฑ์ และจ้างคนมาร่วมหัวละ 200- 250 บาท แล้วบอกว่าวันนั้นคือเวทีทำความเข้าใจไปแล้ว เย็นนั้นก็ออกหนังสือด่วนแจ้งรังวัดเลย แล้วชาวบ้านจะไว้ใจได้อย่างไร" ผู้ประสานงาน ศสส.อีสาน กล่าว

นายสุวิทย์ กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ในวันนี้เป็นสัญญาณไม่ดี ชาวบ้านโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นเขาใจร้อน ห่วงว่าไม่รู้คืนนี้พรุ่งนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น ห้ามกันอย่างไรก็ห้ามไม่หมด อยากจะให้ทางจังหวัดมาดูแล รวมทั้งเป็นคนกลางจะให้มีการพูดคุยกันทุกฝ่าย และอยากให้มีเวทีเปิดจริงๆ ให้ชาวบ้านทุกฝ่ายได้สอบถาม ให้หยุดเรื่องรังวัดไว้ก่อน

โหวตข่าวนี้
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement