advertisement

ชาวบ้านอุดรฯ ต้านเหมืองโปแตส หวิดปะทะ จนท.รังวัด

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ย. 2553 08:58

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จ.อุดรฯ เข้าปิดล้อม จนท.รังวัดฯ จนเกืือบเกิดเหตุปะทะ หลังถูก คณะ กก. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ลักไก่ว่าประชุมความเข้าใจกับประชาชนแล้ว และจะมารังวัดเพื่อดำเนินโครงการเหมืองโปแตส...

เมื่อวันที่ 31 ต.ค.2553 ที่จ.อุดรธานี เกิดการเผชิญหน้าจนประทะกัน ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จ.อุดรธานี หรือกลุ่มต่อต้านเหมืองแร่โปแตส กับเจ้าหน้าที่รังวัดปักหลักหมายเขตคำขอประธานบัตร กรมอุสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) คนของ บริษัทเอเชียแปซิกฟิกโพแทช คอเปอร์เรชั่น จำกัด ในเครือ “อิตาเลี่ยนไทย” และชาวบ้านที่ให้การสนับสนุน ขณะที่เจ้าหน้าที่ลงปฏิบัติงานรังวัดปักหลักหมายเขตคำขอประธานบัตร พื้นที่ ต.โนนสูง ต.หนองไผ่ อ.เมือง ต.ห้วยสามพาด ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี

เนื่องจาก 2 วันที่ผ่านมาต่อมาจนถึงวานนี้ สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จ.อุดรธานี มากกว่า 300 คน ทิ้งงานการเกี่ยวข้าวไปรวมตัวกันที่ “ศาลปู่คำ” เพื่อกระจายแบ่งหน้าที่ไปเฝ้าตามจุดต่างๆ 36 จุด ที่คาดว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าทำการรังวัด เพราะไม่พอใจที่ถูกกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หลอกว่าจะดำเนินการศึกษายุทธศาสตร์เหมืองแร่โปแตส (SEA) ก่อน จึงจะมาทำการรังวัดเพื่อเดินหน้าโครงการ และลักไก่เอาวันประชุมชี้แจงประชาชนเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าเป็นการทำความเข้าใจประชาชนแล้ว จึงประกาศจะขัดขวางการรังวัด เวลา 14.30 น.

รายงานข่าวแจ้งว่า วันเดียวกัน กลุ่มอนุรักษ์ฯ ราว 50 คน เข้าไปปิดล้อมช่างรังวัดชุดแรก ที่มาพร้อมกับตัวแทนบริษัท และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย บริเวณถนนทางเข้าบ้านหนองตะไก้ ต.หนองไผ่ ด้วยการชี้หน้าด่าทอขับไล่ บางคนใช้มือทุบ และฉุดเสื้อผ้า ทำให้ทุกคนต้องรีบขนอุปกรณ์ขึ้นไปบนรถ และตัดสินใจยุติการทำงานจุดนั้น แต่ต้องใช้เวลานานกว่า 10 นาที จึงออกจากจุดเกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย พยายามขอไม่ให้เกิดความรุนแรง

ทันทีที่รถเจ้าหน้าที่ออกไป รถของกลุ่มสนับสนุนเหมืองก็เข้ามา เกิดการเผชิญหน้ากันแต่ไม่รุนแรง อีก 30 นาทีต่อก็เกิดเหตุเผชิญหน้ากับอีกที่ ป่าด้านจะวันออกของบ้านาเจริญ ต.นาม่วง โดยกลุ่มอนุรักษ์มากกว่า 150 คน ไปปิดล้อมถนนเข้าออกของป่า เพราะเข้าใจว่ามีช่างรังวัดทำงานอยู่ด้านใน ต่อมากลุ่มผู้สนับสนุนก็เดินทางมาถึงจำนวนเท่าๆกัน การเผชิญโต้เถียงและด่าทอกันนานมากกว่า 10 นาที และจบลงด้วยการตามหาช่างรังวัดไม่พบ จึงแยกย้ายกันไปคนละทาง พร้อมกับมีรายงานว่าช่างรังวัด เดินทางกลับออกจากพื้นที่ไปแล้ว

ขณะที่ ผู้ประสานงาน บ.เอเชียแปซิกฟิกฯ ระบุว่า ได้พูดคุยกับแกนนำกลุ่มอนุรักษ์ฯอยู่ 2 วัน ไม่สามารถยุติกันได้ จึงต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้ารังวัด ด้วยการขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแล โดยส่งช่างเข้าไปทำงานพร้อมกัน 6 ชุด ปักหลักหมายเขตคำขอประธานบัตร เพื่อกำหนดหลักหมุดกับดาวเทียม แล้วการทำงานก็เสร็จสิ้นไปด้วยดี ไม่มีเหตุรุนแรงแต่อย่างใด

นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน เปิดเผยว่า สถานการณ์วันนี้ยิ่งเพิ่มความไม่ไว้วางใจ ของชาวบ้านต่อบริษัทผู้รับสัมปทาน เพราะก่อนหน้านี้เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน เราได้ไปคุยกับคุยกับท่านอธิบดี กพร.เรามีความเห็นร่วมกันคือจะมีการจัดทำ “SEA” โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เห็นด้วยมาตั้งแต่ปี 49 แล้ว ก่อนที่โครงการจะเดินหน้าต่อไป รวมทั้งการรังวัดในครั้งนี้ แต่ทางบริษัทฯกับเดินหน้าไปคนละทาง

“การประชุมเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา เราเห็นว่าเป็นการชี้แจง การขออนุญาตประทานบัตรตาม พรบ.แร่ พ.ศ. 2510 ภายใต้กรอบมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ที่ก็คือการต้องทำ SEA ไม่ใช่การทำความเข้าใจประชาชนสวนพื้นที่ เราเห็นว่าดีก็ไปร่วมด้วย 10 กว่าคน ขณะที่มีการเกณฑ์ และจ้างคนมาร่วมหัวละ 200- 250 บาท แล้วบอกว่าวันนั้นคือเวทีทำความเข้าใจไปแล้ว เย็นนั้นก็ออกหนังสือด่วนแจ้งรังวัดเลย แล้วชาวบ้านจะไว้ใจได้อย่างไร" ผู้ประสานงาน ศสส.อีสาน กล่าว

นายสุวิทย์ กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ในวันนี้เป็นสัญญาณไม่ดี ชาวบ้านโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นเขาใจร้อน ห่วงว่าไม่รู้คืนนี้พรุ่งนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น ห้ามกันอย่างไรก็ห้ามไม่หมด อยากจะให้ทางจังหวัดมาดูแล รวมทั้งเป็นคนกลางจะให้มีการพูดคุยกันทุกฝ่าย และอยากให้มีเวทีเปิดจริงๆ ให้ชาวบ้านทุกฝ่ายได้สอบถาม ให้หยุดเรื่องรังวัดไว้ก่อน

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement