ระดมกำลังทั้งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและลูกจ้างของอุทยานที่มีอยู่จำนวนหนึ่ง เข้าสู่พื้นที่การตัดสางเถาวัลย์ โดยมีนักวิชาการของอุทยานเป็นผู้ควบคุมการทำงานตลอดเวลา...
ภายหลังจาก "ไทยรัฐ" นำเสนอเหตุเถาวัลย์รุกรานป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จนทำให้สัตว์ป่าหนีไปจากพื้นที่ รวมถึงต้นไม้อายุร่วมร้อยปีเสียหาย ตามข่าวที่ได้เสนอมาตามลำดับ สำหรับความคืบหน้ากรณีดังกล่าวทีมข่าวเฉพาะกิจภูมิภาค "ไทยรัฐ" รายงานเมื่อวันที่ 29 ก.ย. นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ยังคงระดมกำลังทั้งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและลูกจ้างของอุทยานที่มีอยู่จำนวนหนึ่งเข้าสู่พื้นที่การตัดสางเถาวัลย์ โดยมีนักวิชาการของอุทยานเป็นผู้ควบคุมการทำงานตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ของป่า โดยตัดสางเฉพาะที่ตรวจสอบแน่ชัดว่าเป็นจุดที่เคยเป็นแหล่งอาหารและเป็นทางเดินของสัตว์ป่าตามธรรมชาติ เพื่อให้สัตว์ป่าได้ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ต้องเร่ร่อนหาถิ่นอาศัยใหม่ เพราะอาจทำให้สัตว์ป่าได้รับอันตรายและสูญหายไปจากผืนป่าแก่งกระจาน รวมถึงต้นไม้ใหญ่จำนวนมากที่ถูกเถาวัลย์เลื้อยรัด ในส่วนนี้จะต้องรีบตัดลงก่อน เพราะอาจทำให้ต้นไม้หักโค่นลงมาได้ นอกจากนี้ อุทยานยังได้จัดทีมอีกชุดเฝ้าสังเกตวงจรชีวิตของสัตว์ป่าด้วยว่ามีการเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้นมากน้อยเพียงใด หลังจากได้รับการช่วยเหลือในเบื้องต้น เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลให้คณะทำงานปราบเถาวัลย์ ที่กรมอุทยานฯตั้งขึ้น ได้ใช้ในการศึกษาวิจัยก่อนตัดสินใจกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ จากการเกาะติดสถานการณ์เถาวัลย์กินป่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานของ นสพ.ไทยรัฐ ได้สร้างความตื่นตัวให้กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามแนวชายป่านอกอุทยาน โดยได้มีการออกมาติดตามดูปัญหา และพบว่าเถาวัลย์ที่เกิดขึ้นจะเริ่มในอุทยาน และเกิดขึ้นจากบริเวณด้านนอกของอุทยานด้วย โดยเฉพาะที่บริเวณหลังค่ายรบพิเศษแก่งกระจาน โดยชาวบ้านพบว่าพื้นที่รกร้างจะมีเถาวัลย์ขึ้นเกาะกินไม้ยืนต้นจนอับเฉาตาย เหมือนสภาพที่เกิดในผืนป่าของอุทยาน ล่าสุดพบว่าในพื้นที่ของ อบต.แก่งกระจาน ซึ่งเป็นที่สาธารณะและมีภูเขาจำนวนมาก ถูกเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมและดึงรั้งกิ่งก้านรวมทั้งยอดไม้จนหักหมด เป็นสภาพเดียวกับในอุทยานที่ถูกเถาวัลย์หลายชนิดรุมจนตาย นอกจากนี้ จากการติดตามดูของผู้สื่อข่าวพบว่าฝูงเถาวัลย์ที่รุกรานอยู่นอกเขตอุทยาน ได้บุกเข้าสร้างความเสียหายให้กับสวนป่ายูคาลิปตัส รวมทั้งสวนละมุด และสวนผลไม้ต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณหมู่ 13 บ้านต้นเกตุ ต.แก่งกระจาน ซึ่งชาวสวนเริ่มประสบกับปัญหาเดียวกับในผืนป่า โดยต้นยูคาลิปตัสเริ่มยืนต้นตายบ้างแล้ว
ด้านนายเจริญ นกวอน นายก อบต.แก่งกระจาน เผยว่า ขณะนี้ได้ออกตระเวนสำรวจพื้นที่โดยรอบของตำบล และพบว่าภูเขาและที่ดินสาธารณะมีสภาพถูกเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมจำนวนมาก และยังสังเกตอีกว่าต้นไม้ที่ถูกเถาวัลย์คลุมจะไม่มีกิ่งก้านให้พบเห็น จึงเข้าใจได้ว่าถูกเถาวัลย์กินจนหมดแล้ว และเมื่อลองแหวกเถาวัลย์เข้าไปดูต้นไม้ที่ถูกห่อหุ้ม พบว่าต้นไม้ทั้งหมดได้ตายหมดแล้ว และจากข้อมูลที่ตนได้รับเบื้องต้น พบว่าในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการแพร่ระบาดของเถาวัลย์ตระกูล Kudzu ซึ่งทางสหรัฐฯ ได้ใช้ทั้งวิธีตัดขุดถอนราก ใช้สารเคมีกำจัด รวมทั้งจุดไฟเผา และใช้สัตว์กินพืชไปกินเถาวัลย์ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่นั้นๆมีภูมิประเทศอย่างไรและอยู่ในเขตป่าหรือไม่
นายเจริญเผยต่อว่า ล่าสุดตนได้รับคำแนะนำเบื้องต้นจากนายสุรพล นาคนคร ที่ปรึกษาคณะทำงานปราบเถาวัลย์ป่าแก่งกระจาน ว่า ในพื้นที่ของ ต.แก่งกระจาน มีเกษตรกรที่เลี้ยงแพะอยู่จำนวนมาก ทาง อบต.แก่งกระจานควรขอความร่วมมือคัดเลือกพื้นที่ที่พบว่ามีเถาวัลย์ปกคลุมจนไม่มีไม้หรือพืชชนิดอื่นๆหลงเหลืออยู่แล้ว ทดลองนำเอาแพะของเกษตรกรเหล่านี้เข้าไปกินเถาวัลย์ ซึ่งโดยธรรมชาติแพะจะกินพืชเกือบทุกชนิดอยู่แล้ว แต่ต้องเลือกพื้นที่ซึ่งมีแต่เฉพาะเถาวัลย์เท่านั้น และไม่มีพืชชนิดอื่นหลงเหลืออยู่ เพราะรอยกีบเท้าของแพะอาจไปสร้างความเสียหายให้กับพืชชนิดอื่นได้ ซึ่งขณะนี้ตนได้เริ่มประสานงานกับเกษตรกรเจ้าของแพะหลายรายแล้ว และทุกคนยินดีให้ความร่วมมือในครั้งนี้ด้วย
ขณะเดียวกัน นายอาคเนย์ กายสอน นักอนุรักษ์ท้องถิ่น กล่าวว่า ล่าสุดตนได้ฟังคำบรรยายของ ศ.ดร.ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ คณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช พูดถึงเถาวัลย์ที่ชื่อ Kudzu ที่กำลังเป็นตัวปัญหาทั้งในประเทศไทยและอเมริกา ว่า เป็นพืชตระกูลถั่วที่มีความร้ายกาจ เป็นตัวทำให้วงจรไนโตรเจนผิดปกติ เนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน ทำให้พืชตระกูลถั่วนี้สังเคราะห์ไนโตรเจนได้มากขึ้น และเติบโตได้รวดเร็วจนไม้อื่นๆตามไม่ทัน โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วนี้หากไปปรากฏตัวอยู่ในน้ำยังสามารถทำให้ปลาขาดอากาศหายใจตายได้ด้วย ดังนั้นการมาเกิดในป่าแก่งกระจานจึงทำให้ป่าอยู่ในสภาพวิกฤติ ซึ่งตนยังมองภาพไม่ออกว่าจะต้องทำอย่างไรให้เถาวัลย์ที่เป็นตัวอันตรายนี้หมดไปจากป่าที่มีพื้นที่เกือบ 4 แสนไร่.




















