เปิดใจแนวหลัง 'พ.อ.ร่มเกล้า' นิชา หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษานายกฯคนใหม่ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

เปิดใจแนวหลัง 'พ.อ.ร่มเกล้า' นิชา หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษานายกฯคนใหม่

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 เม.ย. 2553 06:00
86,479 ครั้ง


นิชา หิรัญบูรณะ

หลังจากที่สูญเสียผู้นำครอบครัว คือ  พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รอง เสธ.พล.ร.2 รอ. ค่ายจักรพงษ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี จากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างประชาชนผู้สวมเสื้อสีแดง กับทหาร เมื่อคืนวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา นำความเศร้าสลด มาสู่คนในครอบครัว "ธุวธรรม" เป็นอย่างยิ่ง

แต่หลังเหตุการณ์ดังกล่าวไม่นาน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้เยียวยาความสูญเสียครั้งนี้ โดยอนุมัติรับโอน นางนิชา หิรัญบูรณะ(ธุวธรรม) ภรรยา พ.อ.ร่มเกล้า ที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ย้ายมานั่งตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำด้านสังคม กลุ่มงานยุทธศาสตร์และการวางแผน สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

นางนิชา เปิดใจกับ "ไทยรัฐออนไลน์" ถึงสาเหตุที่ได้มาช่วยงานที่สำนักนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ว่า ก่อนหน้านี้ก็เคยอยู่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมาก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ การย้ายมาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เหมือนย้ายกลับมาอยู่ที่เดิม จึงไม่หนักใจ

"เราก็เหมือนได้กลับมาบ้านเก่า มาทำงานที่เดิม ต้องแจ้งว่าตำแหน่งนี้ไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง แต่เป็นตำแหน่งข้าราชการประจำ ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้เป็นก็เคยรับราชการในสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมาก่อน 10 กว่าปี แล้วที่เคยทำงานอยู่ที่นั่น หลังจากโยกย้ายไปอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์ก็ได้กับมาทำงานที่เดิม ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการประจำ ซึ่งไม่ใช่การเลื่อนขั้น แต่เหมือนการโยกย้ายในระดับเดิม ซีเดิม เหมือนย้ายที่ทำงานเท่านั้นเอง" นางนิชากล่าว

เมื่อถามถึงสาเหตุว่าเป็นเพราะสามีเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ จึงคิดมาสานงานต่อเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในตำแหน่งดังกล่าว นางนิชา ตอบว่า ตัวเธอเป็นข้าราชการประจำ มีหน้าที่คือทำงานให้กับประเทศชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนตำแหน่งใดก็ทำงานได้ ซึ่งก็เป็นข้าราชการเหมือนกับ พ.อ.ร่มเกล้า

เธอระบุว่า ข้าราชการประจำ เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นข้าราชการของรัฐบาลไทย เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำในฐานะข้าราชการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ความตั้งใจที่จะทำงานตอบแทนคุณของแผ่นดินมันมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าถ้ามาทำงานอยู่ที่เดิมที่เคยทำงาน มันก็จะสามารถดึงความรู้และประสบการณ์ที่เรามีนั้นออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลังความสูญเสียเมื่อวันที่ 10 เม.ย. นางนิชาบอกว่า ไม่มีความหนักใจ หรือลำบากใจที่มาทำงานในจุดนี้ และในวันที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ได้มีกระแสรับสั่งเป็นการส่วนพระองค์ ทำให้มีกำลังใจเพิ่มขึ้นมามาก

"ไม่เลย (เสียงหนักแน่น) เพราะนั่นเป็นบทบาทของพนักงานประจำที่จะต้องมีการแยกแยะให้ได้ คือการเป็นข้าราชการประจำต้องรู้หน้าที่ตัวเองเสียก่อน โดยส่วนตัวแล้วยึดตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "เราต้องรู้หน้าที่" ซึ่งเป็นพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำรัสว่า ท่านเสียดายทหารที่ดี (น้ำเสียงสั่นเครือ) ซึ่งพี่ร่มเกล้าเองก็มีความจงรักภักดีมาตลอดชีวิต ซึ่งทำให้เราคิดว่าเราต้องเข้มแข็ง และต้องตั้งสติกลับมาให้ได้ สิ่งที่หล่อเลี้ยงประคับประคองครอบครัวให้อยู่ได้ก็คือพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ซึ่งจิตใจของท่านดูแลครอบครัวของเรามาตลอด คิดว่าคนไทยโชคดี ซึ่งคนไทยเท่านั้นที่จะได้รับสิ่งนี้ คือในยามที่เราสูญเสียมากที่สุด"

เมื่อผู้สื่อข่าวถามจากการสูญเสียหัวหน้าครอบครัวอันเป็นที่รักไปอย่างนี้ ชีวิตจะดำเนินต่อไปอย่างไร นางนิชาตอบ ต้องตั้งใจทำงานต่อไป เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ยังยึดเหนี่ยวจิตใจของตัวเองได้

"คงต้องตั้งใจทำงาน และท่านนายกฯ เอง ก็เล็งเห็นถึงความสามารถที่จะมาช่วยเหลืองานได้ จึงได้กลับมาทำงานที่เดิม ซึ่งคิดว่าเราคงจะหันเหความสนใจมาทำงานช่วยเหลือชาติบ้านเมืองได้ (น้ำเสียงสั่นเครือ) สิ่งที่พี่ร่มเกล้ายังไม่ได้ทำ ก็จะบอกและสัญญากับเขาไว้แล้วว่าจะทำต่อ"

โดยปกติแล้วเมื่อครั้ง พ.อ.ร่มเกล้า ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีหลายสิ่งที่ให้ได้ยึดเป็นแบบอย่างในการกระทำ โดยเฉพาะการขยันใฝ่หาความรู้ในด้านต่างๆ ไม่เคยเว้นให้ตัวเองได้พัก สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตนคิดว่าได้ซึมซับ และจะนำมาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตต่อไป

"ต้องบอกเลยว่าทุกอย่าง (ตอบโดยเร็ว) ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันก็ได้รับการถ่ายทอดมาตลอด เพราะก็เป็นข้าราชการด้วยกัน พี่ร่มเกล้าเป็นคนรอบรู้ มีความสามารถที่หลากหลายมาก เห็นได้จากการไปเรียนต่อปริญญาโทและเอก ไม่เคยทำตัวเองให้หยุดศึกษาศาสตร์ทุกเรื่อง ทั้งๆ ที่ตัวเองยังอยู่อรัญประเทศเขตชายแดนอยู่เลย ก็ยังจะขับรถมาเรียนทุกวันอย่างไม่เคยขาดเรียน ซึ่งตัวเองยังเคยบ่นเลยว่า ไปเรียนมากกว่ากลับบ้านเสียอีก รวมทั้งเรื่องศาสนาก็สนใจอย่างลึกซึ้งเช่นกัน รวมไปถึงงานอดิเรกที่เป็นศิลปะมวยไทย การป้องกันตัว ถ้าเขาบางครั้งก็มีรำดาบออกกำลังกายตามประสาทหารของเขา"นางนิชากล่าว

ทั้งนี้ นางนิชา เล่าว่า พ.อ.ร่มเกล้า เป็นคนไม่เคยท้อ ตัวเธอต่างหากที่มักท้อแท้บ่อยๆ แล้วเขาเป็นคนให้กำลังใจ เพราะเขาเป็นคนที่สู้ตลอดเวลา ไม่เคยย่อท้อ ไม่เคยกลัวอะไร ไม่เคยมีสิ่งเหล่านี้แสดงออกมาจากเขาเลย อย่างเช่นเรื่องงาน เวลาเราเจออุปสรรคต่างๆ เขาจะเป็นกำลังใจเสมอ

"คำพูดที่พี่ร่มเกล้าพูดหรือสอนเรามันถูกต้องทุกอย่าง เปรียบเสมือนพ่อพระในใจเราตลอดเวลา ซึ่งพี่ร่มเกล้าเขาเชื่อในเรื่องบุญและกรรมมาก เราก็จะเอามาสอนตัวเองอีกที"

การสูญเสียเสาหลักครอบครัวไปในครั้งนี้  นางนิชาบอกว่า หัวใจแทบจะสลาย เพราะเมื่อมีเขาอยู่ข้างกายนั้นเปรียบเสมือนเป็นได้ทุกๆ อย่างที่เป็นกำลังใจให้กับตัวเอง เขาจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ เขาจะบอกเสมอว่าต้องทำดีต่อไป ต้องทำงาน คือเราสองคนมีเป้าหมายร่วมกันคือทำงานตอบคุณแทนแผ่นดิน พอเขาไม่อยู่แล้วเราก็เหมือนจะเสียหลักรวนเรไปมากเหมือนกัน ส่วนตอนนี้ก็ต้องพยายามทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกัน

"วันนี้คือยังไม่ได้เริ่มวิถีชีวิตปกติ ตอนนี้ยังไม่ได้ทำงาน วิถีชีวิตยังไม่ได้เริ่มก็เหมือนอยู่กับเขาอยู่ อยู่กับเขาทุกวัน (เสียงร่ำไห้) ยังรู้สึกว่าเขาอยู่ข้างๆเสมอๆ ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร ต้องพยายามทำให้ได้ เพราะเขาเป็นคนเข้มแข็ง"นางนิชากล่าวด้วยเสียงสะอื้น

ในช่วงท้ายของการพูดคุย นางนิชา ได้ฝากกำลังใจถึงแนวหลังทุกคนว่า รู้สึกว่าเราภูมิใจในการเป็นภรรยา พ.อ.ร่มเกล้า มาก และอยากฝากบอกกับแนวหลังทุกคนว่าควรที่จะให้กำลังใจทหารเพราะแม้จะเสี่ยงอันตราย แต่มันคือความดี เจตนาดี และเขาจะต้องปลอดภัย

"หน้าที่ของทหารที่ทำนั้นถึงจะเสี่ยงอันตรายแต่มันคือความดีอยากจะฝากไปถึงประชาชนทุกคนว่าอยากให้กำลังใจทหาร แล้วก็อย่างที่บอกว่าสิ่งที่หล่อเลี้ยงตัวเราได้คือบารมีของทั้ง 2 พระองค์ ด้วยน้ำพระทัยที่หาที่สุดมิได้ที่คนไทยทุกคนได้รับ แล้วถ้าไม่สังเกตก็จะไม่รู้ว่าเราสูญเสียแค่ไหน... แต่พระบารมีของพระองค์ทำให้เรายึดหลักอยู่ได้"

สุดท้ายนางนิชา อยากจะบอกกับผู้ชุมนุมคนไทยทุกคนว่า "ต้องยึดพระราชดำรัสของในหลวงที่จะต้องมีสติมากๆ ต้องรู้ตัวกัน อย่ารู้คิด ข้อมูลข่าวสารที่ได้ฟังมาต้องใช้ปัญญามากๆ อยากฝากตรงนี้ให้กับทุกคน เพราะตนเองก็ยึดไว้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอยู่ตลอด อย่าเห็นประโยชน์ส่วนตัวกันเท่านั้น ตรงนี้ที่อยากจะฝากเอาไว้".

โหวตข่าวนี้
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement