advertisement

จาก'บก.ไทยพีบีเอส โพสต์เฟซฯ'ยัน'แอพฯไลน์' หรือจะกลาย เป็นเกมการเมือง

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ส.ค. 2556 06:00

"การดักจับข้อความ ที่ส่งผ่านไลน์ หากไม่มีการขอคำสั่งทางศาล แล้วใช้อำนาจอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 8 ที่ระบุไว้ว่า ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อดักรับไว้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น ที่อยู่ระหว่างส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น มิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ผู้ที่ออกคำสั่ง ยังมีความผิดตาม มาตรา 25 ที่ระบุไว้ว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาหรือกฎหมายอื่น อันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจมีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น"

กับคำสัมภาษณ์ของ นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมกัน ออกกฎหมายความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ยืนยัน ชัดเจนว่า ปอท.ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะเข้าข่ายความผิดใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เต็มๆ ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชน หากยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน


"คำถามคือ ปอท.ทราบได้ไงว่าเขามีการส่งข้อมูล LINE นั้นจริงในเมื่อ LINE เป็นการส่ง Private ถ้าปอท.ไปดักก็คือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย  ข้อที่ 2 มันเป็นเรื่องสิทธิ์ของเขาสิทธิ์ส่วนบุคคล ที่เขาส่งระหว่างกันเองมันไม่ได้เป็นกรณีที่ส่งแล้วก่อให้เกิดปัญหา หรือว่าไปแชร์กันให้สาธารณชนรับทราบ
เพราะฉะนั้นมันผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อยู่แล้ว

ผมคิดว่า ปอท.ไม่น่าจะทำอย่างนั้น แต่ถ้าเขาได้ข้อมูลมาก็ต้องถามต่อไปว่า เขาได้ข้อมูลนั้นมาได้อย่างไร ในเมื่อเป็นการส่ง LINE ซึ่งมันวิ่งไปที่ญี่ปุ่น แล้วตรงกลับไปที่คนรับปลายทาง แสดงว่ามีการดักรับข้อมูล ถ้าดักรับตรงนี้ก็น่าจะมีปัญหาในเรื่องทางกฎหมายว่ามีหลักฐานได้มาโดยชอบหรือเปล่า"นายไพบูลย์ กล่าว

-ส่วนคำถามที่ว่า ถ้าทำไม่ได้แล้ว ใน LINE มีล้านๆคน ถ้าเกิดมีคนร้ายใช้ทาง LINE ในการส่งข้อมูล เช่น วางระเบิดภาคใต้ เราไม่สามารถเข้าไปดูได้?

 

อันนี้ ขออำนาจศาลได้ ต้องรู้เป็นรายๆไปแล้วไปขออำนาจศาล ศาลเท่านั้นเป็นองค์กรที่มีอำนาจในเรื่องการไปเอาข้อมูลคนอื่นมา แต่ก็มีข้อน่าสงสัยว่า ปอท.ได้ข้อมูลนี้มาได้อย่างไร ในเมื่อเป็นการส่งระหว่าง Private ถ้าได้มาโดยการดักรับฟัง ก็น่าจะผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์ฯ และพยานหลักฐานใช้ไม่ได้


-ส่วนเวลาฟ้อง ประชาชนซึ่งถือเป็นผู้เสียหาย ควรฟ้องไปที่ ปอท.หรือฟ้องไปที่ผู้สั่งการเป็นรายบุคคล?

 

ถ้าจะฟ้อง ก็ต้องฟ้องคนที่ดักรับ คนที่เป็นคนดักรับ ยืนยันว่า ทำไม่ได้อยู่แล้ว ก็เหมือนดักฟังโทรศัพท์ มันผิดกฎหมาย    ส่วนตัวมองว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ปัจจุบันเอามาใช้ในเรื่องของการเมืองมากเกินไป ทำให้บางครั้งไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ซึ่งจะต้องดูด้วย เพราะว่าถ้าแม้ในทาง ปอท.เห็นว่ามันผิด ก็ต้องดูด้วยว่าศาลอาญาเห็นว่ามันผิดไหม? นั่นเป็นหลักสำคัญ

ขณะกรณีโพสต์ข้อมูลที่ถูกกล่าวหาว่า อาจทำให้ประเทศเกิดความเสียหายของ นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บก.การเมืองอาวุโส TPBS ที่ทาง ปอท.ถึงกับเรียกตัวเข้าให้ข้อมูล ก่อนหน้านี้ เท่าที่ดูแล้ว มันเป็นเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งไม่ผิด พ.ร.บ.คอมฯ เพราะฉะนั้น การโพสต์ข้อความเข้าไปในเฟซบุ๊กของตัวเอง จึงไม่ผิด เพราะว่า 1. เจตนาไม่มี 2. ไม่เข้าองค์ประกอบ  เพราะว่า การที่เขาโพสต์มันไม่ได้เป็นความผิดในเรื่องความมั่นคง ตามมาตรา 14 (2)(3) แต่อย่างใด


ดังนั้น การไปแชร์ หรือไปกดไลค์ในกรณ๊ดังกล่าว ก็ไม่ถือว่ามีความผิด แล้วการกดไลค์ เป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้ ในฐานะที่มีส่วนเป็นคนร่างกฎหมายฉบับนี้  ใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า ไม่ห้ามการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้ คิดว่า ปอท. อาจจะตีความแตกต่างจากเจตนารมณ์ของคนร่างกฎหมาย น่าจะเป็นการป้องปรามมากกว่า  คิดว่า เป็นเรื่องการใช้จิตวิทยาในเชิงป้องปรามมากกว่า เพราะว่าไม่เข้าองค์ประกอบ  มันต้องเขียนมากกว่านี้ ในการล้มล้างรัฐบาล นี่เป็นเรื่องที่เขาเอามาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะสื่อมวลชน ก็สามารถทำได้อยู่แล้ว

ก็อย่างที่มีผู้เชี่ยวชาญ ตั้งคำถามกลับมา ว่า "ปอท.จะทราบได้อย่างไรว่า มีการส่งข้อมูล LINE นั้นจริงในเมื่อ LINE เป็นการส่ง Private ถ้า ปอท.ไปดักก็เป็นการทำผิดกฎหมาย  ขณะที่อีกเรื่อง คือ มันเป็นเรื่องสิทธิ์ของเขา สิทธิ์ส่วนบุคคล ที่เขาส่งระหว่างกันเอง มันไม่ได้เป็นกรณี ที่ส่งแล้วก่อให้เกิดปัญหา หรือว่า ไปแชร์กันให้สาธารณชนรับทราบ เพราะฉะนั้น มันไม่ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อยู่แล้ว"

 

ร้อนถึงขนาดเครือข่ายพลเมืองเน็ต ต้องออกมาแนะนำให้ ปชช.ร้องไปยัง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ ศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิ์แชทไลน์ เพราะมองว่า ประเทศไทย ประชาชนยังไม่มีความมั่นใจในการใช้อำนาจของรัฐ เพราะไม่รู้ว่า เมื่อไรที่รัฐจะนำไปใช้ หรือ อาจนำใช้ทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากขณะเดียวกัน รัฐสามารถขอดูข้อความโดยใช้ข้ออ้างของพ.ร.บ.ความั่นคงได้ แต่ในทางกลับกัน ก็ใช้้เป็นข้ออ้าง ไม่เปิดเผยข้อมูลของภาครัฐได้ด้วย


ขณะที่ พล.ต.ต.พิศิษฐ์ เปาอินทร์ ผบก.ปอท. ยืนยัน การตรวจสอบ LINE เป็นเพียงข้อมูลย้อนหลัง เฉพาะความผิดกระทบความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และความผิดด้านศีลธรรมเท่านั้น คือ เฉพาะรายที่มีข้อสงสัยและความสุ่มเสี่ยงว่าจะมีความผิดเท่านั้น ไม่ได้ดูทุกคนเพราะทำไม่ได้ ส่วนการคุยปกติไม่สามารถดูได้ พร้อมยืนยัน การตรวจสอบ LINE ไม่ละเมิดสิทธิปชช. เนื่องจากตรวจเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย ข้อมูลจากเซฟเวอร์ก็มีแค่ใครติดต่อกับใคร ไม่มีเนื้อหา

 

ปอท.จะมุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มที่กระทำความผิดกฎหมาย อาทิ การประกาศขายอาวุธปืน ,การค้าเสพติด ,การโพสต์ข้อความเชิญชวน ซื้อบริการทางเพศ และจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ รวมถึงกลุ่มที่กระทำผิดกระทบต่อความมั่นคง และความสงบเรียบร้อย เท่านั้น ส่วนผู้ที่มีการพูดคุยสนทนาระหว่างกัน โดยไม่มีเนื้อหา เข้าข่ายความผิดที่ว่ามา ปอท. ก็จะไม่เข้าไปละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลแต่อย่างใด

"ขณะที่การจะขออำนาจศาลไทยนั้น อาจกระทำไม่ได้ เพราะอำนาจศาลไทย คงไม่สามารถไปครอบคลุมถึงที่ญี่ปุ่นที่เป็นของแอพฯนี้ จึงเป็นการขอความร่วมมือไปยังเจ้าของ แต่ทางญี่ปุ่นจะให้ข้อมูล หรือ ไม่ให้ก็ได้  ถือเป็นสิทธิ ดังนั้นขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยสบายใจได้ ที่เจ้าหน้าที่ จะไม่ไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และยิ่งไทยเรากำลังจะเปิดการค้า AEC ในปี 2558 ก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมรับมือ ก็ไม่อยากให้ตำรวจไทยเราถูกกล่าวหาว่า ไร้ขีดความสามารถปล่อยให้มีผู้กระทำผิดความผิดในโซเชียล โดยที่ไม่สามารถจับกุมได้" ผบก.ปอท. กล่าว...


แต่อย่างไรก็ดี เหตุผลข้อหนึ่งที่ ปอท.จะต้องมีความระวังเป็นอย่างมาก ก็คือ อย่าให้สาธารณชนส่วนใหญ่ เกิดความเชื่อ หรือ มีความคิดว่าที่ ปอท.พยายามดำเนินการอยู่นี้ เกิดจากแรงกดดัน หรือ รับงานมาจากฟาก การเมือง ซึ่งตอนนี้ ก็เริ่มมีกระแสในโซเชียลฯ พยายามโยงเข้าประเด็นดังกล่าวเข้ามาอยู่แล้ว หากไปถึงจุดนั้นเมื่อไหร่ ความน่าเชื่อถือหน่วยงาน ในสายตาประชาชนอาจหมดไป โดยไม่จำเป็นก็เป็นได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า ผู้ใช้งานแอพฯ ดังกล่าว ในประเทศไทยมีมากเกิน 15 ล้านคน เป็นรองเพียง"เฟซบุ๊ก"ที่มีผู้ใช้งานประมาณ 22 ล้านคน เท่านั้น

 

ดังนั้น หากบริสุทธิ์ใจจริง ปอท.จึงต้องควรมีความระมัดระวัง...อย่างที่สุด!! ที่เตือนกัน เพราะความหวังดี ไม่อยากให้กลายเป็น "สายเกินไปจนเกินแก้" อย่างที่คนเขาชอบๆ พูดกัน เพราะถึงตอนนั้นก็แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว...จริงไหม??..

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement