advertisement

โพล ชี้ กรณีข้อพิพาท 'เขาพระวิหาร' ไม่กระทบสัมพันธ์'ไทย-เขมร'

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 เม.ย. 2556 10:21

เอเบคโพลล์ ชี้ 47.6% กังวลความสัมพันธ์ ไทย-เขมรในอนาคต ต่อกรณีพิพาทเขาพระวิหาร อีก 52.4% ไม่กังวล ขณะที่ 47.4% เกรงนำไปสู่สงคราม 61.1% เชื่อ ไม่กระทบการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนในอนาคต

วันที่ 20 เม.ย. นายสุริยัน บุญแท้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องความกังวลของประชาชนต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ท่ามกลางกรณีพิพาทประสาทพระวิหาร : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา กาญจนบุรี ปทุมธานี ชลบุรี อุตรดิตถ์ สุโขทัย เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ หนองบัวลำภู สกลนคร ศรีสะเกษ ขอนแก่น ระนอง พัทลุง และสุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 2,232 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15 - 19 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 ประเด็นสำคัญที่พบมีดังนี้

ท่ามกลางกรณีพิพาทประสาทพระวิหารในสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าตัวอย่างร้อยละ 47.6 รู้สึกกังวลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในอนาคต ขณะที่ร้อยละ 52.4 ไม่รู้สึกกังวล เมื่อสอบถามความคิดเห็นต่อการส่งผลกระทบต่อการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนจากกรณีพิพาทดังกล่าว พบว่าตัวอย่างเกือบ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 61.1 คิดว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน ในขณะที่ร้อยละ 38.9 คิดว่าส่งผล

ทางด้านความกังวลว่ากรณีพิพาทนี้จะนำไปสู่สงครามระหว่างไทย-กัมพูชา พบว่าตัวอย่างเกือบครึ่งหรือร้อยละ 47.4 กังวลมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 27.6 กังวลน้อยถึงไม่กังวลเลย โดยมีร้อยละ 25.0 กังวลปานกลาง อย่างไรก็ดี พบว่าตัวอย่างสูงถึงร้อยละ 95.2 สนับสนุนให้ใช้การเจรจาโดยสันติวิธีเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา โดยมีเพียงร้อยละ 4.8 สนับสนุนให้ใช้กำลังทหาร

อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกที่มีต่อชาวกัมพูชาในปัจจุบัน พบว่าตัวอย่างร้อยละ 24.3 ระบุรู้สึกดี ร้อยละ 42.0 ระบุรู้สึกเฉยๆ ในขณะที่ร้อยละ 33.7 ระบุ รู้สึกแย่

นายสุริยัน ผช.ผอ. เอแบคโพลล์ กล่าวว่า แม้กรณีพิพาทประสาทพระวิหารจะเป็นเรื่องตึงเครียดของทั้งสองประเทศ แต่คนไทยเองก็ยังอยากรักษามิตรกับประเทศนี้ไว้ และหนุนแนวทางสันติวิธีในการแก้ปัญหา

ทั้งนี้ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมายผู้ถูกศึกษา ยังพบว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อาทิ การค้าชายแดน แรงงาน และการลงทุนในกัมพูชานั้น แม้จะมีระดับความสำคัญไม่เทียบเท่ากับอธิปไตยเหนือดินแดน แต่ก็ถือว่ามีความสำคัญมากที่จะยอมสูญเสียไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น จึงไม่อยากให้เกิดเหตุบานปลายจนกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว และหวังว่ารัฐบาลของทั้งสองประเทศจะมีแนวทางออกในการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติร่วมกันต่อไป

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement