advertisement

ปชป.เปิดซีรีส์ อัด รัฐบริหารล้มเหลว ไม่คุมดีเซล ต้นเหตุแพงทั้งแผ่นดิน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2555 15:25

ปชป.เปิดซีรีส์ รัฐล้มเหลว 1 ปี ของจริงไม่อิงละคร ชี้ ต้นตอแพงทั้งแผ่นดิน มาจากรัฐบริหารนโยบายล้มเหลว ไม่คุมราคาดีเซล แถมบริหารซ้ำรอย “ทักษิณ” ทุจริตเชิงนโยบาย

วันที่ 19 ส.ค.พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะ ผอ.ศูนย์ติดตามนโยบายและการทุจริต พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ในที่ประชุม ครม.เงา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มอบให้ศูนย์ติดตามนโยบายฯ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในโอกาสครบ 1 ปี ภายใต้แนวคิด “1 ปี ของจริง ไม่อิงละคร” หลังการตรวจสอบข้อมูลหลายด้านพบว่า รัฐบาลนี้ดำเนินนโยบายตามนโยบายของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในอดีตหลายด้าน

ที่สำคัญต้นตอปัญหาสินค้าราคาแพงทั้งแผ่นดินก็มาจากนโยบายของรัฐบาล ที่มาจากความล้มเหลวในนโยบายกระชากค่าครองชีพ ส่วนของราคาพลังงาน ยังทำให้ค่าไฟฟ้าที่เกิดจากต้นทุน ราคาก๊าซปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากราคาไฟฟ้าที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ราคาน้ำมันดีเซลยังคงปรับเพิ่มสูงขึ้นกว่า 30 บาท รัฐบาลยังแก้ไขปัญหาด้วยการจัดเก็บเงินและภาษีเข้ากองทุนน้ำมัน แนวทางทั้งหมดเป็นการแสดงความล้มเหลวของการดำเนินนโยบายพลังงาน

“รัฐบาลได้เจริญรอยตามรัฐบาลทักษิณที่มีการทุจริตเชิงนโยบาย โดยเฉพาะด้านพลังงานที่เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนด้วยการปรับเพิ่มค่าพลังงาน ซึ่งทำให้บริษัทเอกชนได้รับประโยชน์แต่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน การอ้างว่าขึ้นราคาพลังงานเพราะต้นทุนสูง แล้วกำไรที่เกิดขึ้นกลับได้กับบริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่าง ปตท.ที่มีหุ้นอยู่ในโรงกลั่นก๊าซธรรมชาติ และยังปรากฏด้วยว่าบริษัทพลังงานสำคัญไม่ได้รักษาผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งซ้ำรอยการกำหนดนโยบายโทรคมนาคมในอดีต ด้วยการสร้างอำนาจเหนือตลาด การผูกขาด เอื้อประโยชน์ให้เอกชน รัฐวิสาหกิจและกลุ่มการเมือง

และยังพบว่ามีการใช้งบประชาสัมพันธ์ของ ปตท.สนับสนุนกลุ่มเสื้อแดง ด้วยการลงโฆษณาปกหลังหนังสือเรดพาวเวอร์ต่อเนื่องกันถึง 6 เดือน ซึ่งกระทรวงพลังงาน ปตท. และเรคกูเลเตอร์ ต้องให้คำตอบกับประชาชนในเรื่องนี้ ซึ่งพรรคจะติดตามตรวจสอบนโยบายและการทุจริตของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างต่อเนื่องตลอดเดือนสิงหาคม - กันยายน จนถึงการอภิปรายในการแถลงผลงานครบรอบ 1 ปี และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

โดยสัปดาห์หน้าจะเปิดเผยสาเหตุที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหาค่าครองชีพ และเรื่องอื่นๆ ให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป” นพ.บุรณัชย์ กล่าว

ขณะที่นายเกียรติ สิทธีอมร รองนายกรัฐมนตรีเงา ด้านเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวแจงรายละเอียดว่า จากนโยบายพลังงานที่ผิดพลาด เชื่อว่าเป็นการกำหนดนโยบายเอื้อกลุ่มทุนด้านพลังงานที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน ส่งผลกระทบทำให้สินค้าแพงทั้งแผ่นดินจากการบริหารผิดพลาด 6 เรื่อง คือ 1. รัฐบาลยิ่งลักษณ์ผิดสัญญายุบกองทุนน้ำมัน กระชากค่าครองขีพ มีการชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนชั่วคราวเพียงห้าเดือน แต่ผลทำให้กองทุนน้ำมันติดลบ 14,550 ล้านบาท โดยในปัจจุบันมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสูงสุดที่ลิตรละ 6.50 บาท ทำให้ราคาเบนซิน 95 ราคาสูงถึง 48.40 บาทต่อลิตร เบนซิน 91 ราคา 43.05 บาทต่อลิตร และดีเซลราคา 29.99 บาทต่อลิตร

นายเกียรติ กล่าวต่อ 2. รัฐบาลไม่สนใจคำเตือนของพรรคประชาธิปัตย์ที่แนะนำให้ตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เพราะจะส่งผลทางจิตวิทยาทำให้ต้นทุนค่าขนส่งแพงขึ้นจนเป็นเหตุผลให้สินค้า แพงตามไปด้วย โดยมีการปล่อยให้ราคาดีเซลสูงถึง 32.33 บาท ในช่วงเดือนมีนาคม 2555 ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการรถโดยสารขอขึ้นราคา และรัฐบาลได้อนุมัติให้ขึ้นราคาเมื่อวันที่ 15 พ.ค.55 ตั้งแต่ 8% จนถึง 27% ทั้งที่น้ำมันขึ้นไม่ถึง 10% แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้ขึ้นถึง 27%

จากนั้นรัฐบาลจึงเริ่มกลับมาดูปัญหากองทุนน้ำมันและดีเซลปรับลดให้อยู่ไม่เกิน 30 บาท ซึ่งถือเป็นการทำย้อนหลังและไม่มีผลต่อการแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง เพราะไม่เคยปรับลดค่าโดยสารค่าขนส่งเลย นี่คือสาเหตุที่ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นสูงแพงทั้งแผ่นดิน

3. รัฐบาลยังซ้ำเติมประชาชนด้วยการลอยตัวก๊าซแอลพีจี โดยปรับราคาขึ้น 4 ครั้ง รวม 3 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้คนหาเช้ากินค่ำต้องแบกภาระมากขึ้น นอกจากนั้นรัฐบาลยังไม่ดำเนินการกับขบวนการลักลอบส่งออกก๊าซไปยังประเทศเพื่อนบ้าน 1.2 ล้านตัน หรือคิดเป็น 80 ล้านถัง (ถังละ 15 กิโลกรัม) ต่อปี ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศ มาทดแทนในราคาแพง ต้องเสียงบประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาทต่อปี และยังปล่อยให้ร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มขายปลีกในราคาที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น จากราคาถังละ 271 บาท แต่ตอนนี้ราคาอยู่ที่ 300-350 บาท สูงกว่าราคาที่ประกาศไว้ถังละ 271.95 บาท

ที่สำคัญรัฐบาลนี้ยังปกป้องธุรกิจปิโตรเคมีขนาดใหญ่ให้ใช้ก๊าซในราคาถูกกว่าท้องตลาด คือใช้ได้ในราคาที่รัฐอุดหนุน โดยไม่มีการเปิดเผยราคาซื้อขายก๊าซให้กับบริษัทอุตสาหกรรมกลุ่มทุนผู้ทำธุรกิจปิโตรเคมีคอล เพราะปิดบังตัวเลข ทั้งในชั้นกรรมาธิการและในสภา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีการใช้ก๊าซเพิ่มมากขึ้นกว่า 3 เท่า ของปีก่อนๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

4 .รัฐบาลชุดนี้ประกาศปรับขึ้นราคาเอ็นจีวี 4 ครั้ง เป็นเงิน 2 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้รถแท็กซี่ รถขนส่งสินค้าและรถส่วนบุคคลต้องเติมก๊าซเอ็นจีวีแพงกว่าความเป็นจริง เพราะราคาหน้าปากหลุมอยู่ที่ 8 บาทต่อกิโลกรัม ค่าบริหารจัดการ การตลาด กิโลกรัมละ 2 บาท หากขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 10-11 บาท ก็มีกำไรแล้ว แต่ราคาปัจจุบันขึ้นไปถึง 14.53 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่ง รมว.พลังงานก็รู้ข้อมูลนี้ แต่กลับไม่มีการแก้ไขให้ลดราคาลง เพราะมุ่งหวังเอาแต่ผลกำไร 5. รัฐบาลอนุมัติขึ้นค่าเอฟทีอีก 30 สตางค์ต่อหน่วย ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.55 โดยอ้างราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น ทำให้คนไทยเดือดร้อน มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 10% ในภาคครัวเรือน ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมจะมีภาระเพิ่มขึ้น 7% ทั้งๆ ที่จากข้อมูลพบว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นค่าไฟฟ้าแต่อย่างใด 6. รัฐบาลไม่ทำตามสัญญาให้บัตรเครดิตพลังงานแก่ผู้ขับขี่รถสาธารณะ 35,000 ราย แต่มีผู้มาขึ้นทะเบียน 27,456 ราย ใช้ได้ 8 พันราย มีหนี้เสีย 22.5% คิดเป็นเงิน 6.48 ล้านบาท

"สาเหตุที่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่เข้าโครงการไม่ได้ เพราะเงื่อนไขไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งนี้ถ้าพรรคประชาธิปัตย์บริหารประเทศ เชื่อว่าพลังงานไม่แพงอย่างนี้ กองทุนไม่ติดลบ ค่าไฟไม่ขึ้น และของไม่แพงทั้งแผ่นดิน" นายเกียรติ กล่าว.

โหวตข่าวนี้