advertisement

วงเสวนาชี้คำวินิจฉัยศาลรธน.มีผลพูกพัน แต่สามารถวิจารณ์ได้

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ส.ค. 2555 15:16

ถกวงเสวนาอำนาจตุลาการกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชี้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลพูกพันจำเป็นต้องปฏิบัติตาม แต่ถึงอย่างไรก็สามารถวิจารณ์ได้ อยู่ที่คนตีความข้อกฎหมาย ระบุจะเดินหน้าหรือไม่อยู่ที่รัฐบาลจะเลือก...

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ อำนาจตุลาการกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา คือ นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาสรรหา นายคมสันต์ โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นายปูนเทพ ศิรินุพงษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา สมาชิกพรรคเพื่อไทยและอดีต รมว.ยุติธรรม โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังกว่า 200 คน

ทั้งนี้ นายคำนูณ ได้กล่าวว่า ตนมองว่านักกฎหมายเวลานั่งกันอยู่ไม่กี่คนแล้วมีประเด็นทางข้อกฎหมาย ก็มักจะมีมุมมองที่จะเป็นฉันทามติเหมือนกัน หรือต่างกันบ้าง แทบไม่มีประเด็นไหนเลยที่จะเห็นพ้องต้องกัน แต่ในที่สุดคงจะไม่มีใครตอบได้ว่าความเห็นของตัวเองถูกต้องที่สุด เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญที่เป็นองค์สูงสุด จึงได้มีองค์กรที่มีไว้ชี้ขาดคือ องค์กรศาลรัฐธรรมนูญ โดยศาลออกคำสั่งมาก็ถือว่าเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพัน ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่าความเห็นต่างกันได้ และไม่มีใครที่จะบอกได้ว่าความเห็นใครถูก แต่เมื่องมีองค์กรชี้ขาด เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหมด สามารถวิพากษ์วิจารณ์ความเห็นต่างๆ ทางวิชาการได้ แต่เมื่อมีคำสั่งมาอย่างไร ก็ถือว่ามีความผูกพัน

“มันก็มีข้อยุติในระดับหนึ่ง ส่วนต่อไปในทางการเมืองจะมีการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นนั้น ก็ถือว่าเป็นกระบวนการต่อไป ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจรับคำร้องจากประชาชนโดยตรงหรือไม่ อันนี้เป็นประเด็นที่มีข้อยุติกันไป ส่วนในทางการเมืองจะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจนหรือไม่ก็ว่ากันไป ถ้าพูดข้อกฎหมายอย่างเดียวก็ค่อนข้างลำบาก ซึ่งมีความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน” นายคำนูณ กล่าว

นายคำนูณ กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้ ถามว่าการแก้ไขที่เป็นปัญหาครั้งนี้มีความผิดปกติอย่างไรหรือไม่ ก็ตอบได้ว่ามี แม้ว่าทางลายลักษอักษรนั้น มันเหมือนกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราเดียว ที่จริงแล้วก็คือ การแก้มาตราเดียวก็คือว่าด้วยความจัดการรัฐธรรมนูญก็คือการที่จะสร้างองค์กรมาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพื่อเอารัฐธรรมนูญใหม่มาใช้แทนได้เลยหลังลงประชามติ ถ้าเปิดใจให้กว้างอาจจะมีข้อสงสัยตกลงแก้ได้หรือไม่ ที่สุดแล้วจะเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ คำถามที่เกิดขึ้นที่บอกการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราเดียวแบบนี้ มันถูกต้องและทำได้หรือไม่ ถามว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรคำสั่งก็ยังผูกพัน ถึงอย่างไรก็ตาม แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถตรวจสอบได้ ตนก็ไม่ได้ยอมรับรัฐประหาร ซึ่งมันก็ไม่ได้ลอยมาจากฟากฟ้า เราเลิกพูดกันด้านเดียวได้ไหมว่ารัฐประหารไม่ถูก แต่เราต้องดูกันว่าก่อน 19 ก.ย. มันถูกต้องหรือไม่ เพราะจะได้ไม่เป็นเพียงแค่วาทะกรรมาทางการเมือง

“ถามว่าเดินหน้าต่อไปอย่างไรก็ต้องอยู่พรรคที่รัฐบาล จริงๆ แล้วประเด็นเดียวก็คือ เรื่องการมีอำนาจรับคำร้องจากประชาชน อยากเห็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร หากลงวาระ 3 เดินหน้าต่อไปได้เลย ตนเองไม่เห็นด้วยก็จะลงมติว่าไม่เห็นด้วยกับฉบับนี้ แต่แพ้ชนะก็ค่อยว่ากันไป แต่ตอนนี้ขอเป็นรัฐบาลต่อไปแบบไม่เสี่ยง ก็ต้องคิดให้รอบคอบ ซึ่งเป็นการคิดแบบการเมือง ส่วนการคิดแบบนักวิชาการไฟแรงอย่างนิติราษฎร์ ก็อาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง” สมาชิกวุฒิสภาสรรหา กล่าว

ด้านนายคมสัน กล่าวว่า การจัดสรรอำนาจตอนนี้ไม่ใช่ 3 อำนาจหลักคือ นิติบัญญัติ รัฐบาล และตุลาการ แต่เป็น 4 แล้วด้วยคือ การที่มีอำนาจการตรวจสอบ บริบทสังคมไทยที่เข้าใจกัน โดยมีตำราจากต่างประเทศอาจจะต้องปรับฐานวิธิคิดกันพอสมควร รัฐธรรมนูญเป็นกฎเกณฑ์ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถ้าพูดไทยในมาตรา 68 นั้น ก็มีวาทะกรรมโต้แย้งกันพอสมควรในเรื่องนี้ เคยมีการพูดว่าจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดรัฐประหารได้ ในที่สุดก็ออกมาในเชิงวางหลักการในเรื่องการใช้สิทธิเสรีภาพ มารตรา 68 เป็นบทบัญญัติสุดท้ายที่บอกว่าจะรับหรือไม่ และเป็นเจตนารมณ์ที่จะปกป้องสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีอำนาจตามนั้น

ด้านนายพงศ์เทพ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยได้ลงประชามติมา แต่ไม่ได้พูดถึงก่อนที่มาลงว่าเป็นมาเป็นอย่างไร การลงประชามติแบบทางเลือกแล้วจะเอาอะไรไม่รู้ ตามหลักต้องชัดเจนถ้า ส.ส.จำนวนหนึ่งเขาก็เสนอญัตติขอแก้เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยการยกร่างมาเป็นฉบับใหม่ จะมายกร่างที่เกี่ยวกับการปกครองของรัฐนั้นไม่ได้ เขาก็เสนอแก้ไขในส่วนของตรงนี้ โดยฉบับใหม่ที่จะได้ก็ต้องส่งไปลงประชามติ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนดูแล้วพอใจก็จะทำตามกระบวนการ ซึ่งการที่ตัดสินใจสุดท้ายก็คือประชาชนอยู่ดี อย่างหนึ่งจะช่วยเหลือเรื่องความขัดแย้งของไทยนั้น คนที่เป็นกรรมการต้องเป็นผู้ที่ยึดมั่นความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด และคนที่เป็นคนกลางในตอนนี้คือ ตุลาการ ถ้ามีองค์กรที่เป็นน่าเชื่อถือ ไม่เห็นแก่หน้าใคร โอกาสที่ผู้คนจะเชื่อก็มีสูง ส่วนที่ต่อไปจะเดินกันอย่างไรนั้น

“เคยเห็นศาลที่ไหนออกมาสัมภาษณ์ให้ข่าวแบบนี้ไหม การที่มีคดีไปที่ศาลจะให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีที่พิจารณาจะไปออกความเห็นได้อย่างไร ซึ่งก็ออกมาให้ความเห็นกันหลายครั้งอย่างไรก็ไม่มีคำวินิจฉัยในการรับคำร้อง การที่ ส.ส.นั้นเขาเสนอแก้ไขเสนอเพิ่ม และผลพวงจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีการวินิจฉัยว่ามีอำนาจตามมาตรา 68 นั้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือไม่มีอำนาจ แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาเป็นที่สิ้นสุด และหากว่าคำวินิจฉัยนั้นผิด ก็เกิดกรณีว่าถ้าขัดเสียเอง เพราะถ้าศาลมีส่วนได้เสียเอง ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้มีสิทธิที่จะวินิจฉัยแล้วจะทำอย่างไร แล้วใครจะมาเป็นผู้วินิจฉัยได้” นายพงศ์เทพ กล่าว

ขณะที่ นายปูนเทพ กล่าวว่า ตุลาการจะต้องมีแนวคิดว่าการแก้ไขเพิ่มเติมที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญที่มีบางลักษณะที่ไม่ชอบ ในระบบกฎหมายไทยการแก้ไขไม่ชอบอาจเกิดได้ 2 ลักษณะ คืออย่างแรกรูปแบบและกระบวนการ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจไม่ชอบด้วยเชิงเนื้อหา รูปแบบการปกครองของรัฐ อันนี้แก้ไม่ได้คือการแก้ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าไม่มีประเด็นไหนที่ห้ามแก้เลย ก็จะไม่มีประเด็นที่การแก้ที่ผิดรัฐธรรมนูญ ต้องมีอะไรบางอย่างมาวัดว่าบางอย่างไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ การที่ศาลจะเข้ามาตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่ได้หมายความว่ารัฐธรรมนูญจะให้ศาลเข้ามาตรวจสอบได้เลย เข้ามาได้ 3 ลักษณะ คือประเทศที่ใช้ระบบกระจายอำนาจในการตีความ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา กรณีที่สองคือการที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่มีเจตอำนาจจำกัด จะมีอำนาจเฉพาะที่ศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ที่ให้ เช่น ประเทศตุรกี การตรวจสอบในเชิงรูปแบบการแก้ไข อีกประเด็นหนึ่งคือที่มีนักวิชาการชอบยกเข้ามาก็คือ ที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายประเภทหนึ่งที่มีเขตอำนาจของไทยนั้น โดยโครงสร้างรัฐธรรมนูญไม่มีช่องทางไหนเลยที่จะเข้ามาตรวจสอบรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องที่ไม่เข้ามาตรวจสอบ ก็มีการตรวจสอบทางการเมืองได้อยู่ดี.

โหวตข่าวนี้