advertisement

'มีดโกนอาบน้ำผึ้ง'74ปี'ชวน หลีกภัย' ธุรกิจสำคัญกว่าความถูกต้องจริงหรือ?

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ก.ค. 2555 05:30

คล้อยหลังวันคล้ายวันเกิด อดีตนายกรัฐมนตรีมหาเศรษฐีแสนล้าน ผู้มากบารมีเหนือรัฐบาลเพื่อไทย มาสดๆร้อนๆ แล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ก็เป็นคิว วันคล้ายวันเกิดครบรอบ 74 ปี ของ อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัยของไทยอีกราย เจ้าของฉายา "มีดโกนอาบน้ำผึ้งอันโด่งดังในอดีต" แห่งค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผมจากพรรคประชาธิปัตย์ นาม"ชวน หลีกภัย"

ที่ต้องยอมรับว่า มีภาพลักษณ์เป็นนักการเมืองที่ถือกันว่า "มีความสมถะ ใจซื่อ มือสะอาด แถมยังเจ้าหลักการ" แตกต่างจากอีกคน ที่อยู่ต่างขั้วการเมืองชนิดที่เรียกว่า "หน้ามือ-หลังมือ"หรือที่ชาวบ้านชอบบอกว่า"ต่างกันราวฟ้ากับเหว" อย่างเห็นได้ชัด นั่นเพราะตลอดการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัย นายชวนไม่ค่อยมีเรื่องการทุจริตคอรัปชันให้เห็นกันมากนัก แล้วทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายชวน ในวาระวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 74 ปี ว่า ยังคงความเป็นตัวตน และยึดมั่นในหลักการ อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดิมอีกหรือไม่ ? เราไปดูกันเลยดีกว่า...


- มองการเมืองหลังเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 1 ส.ค.อย่างไร?

นายชวน กล่าวว่า ก็เป็นสมัยที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดให้เป็นสมัยสภาฯ เปิดประชุมไปตามปกติ ไม่มีอะไรพิเศษในวันที่ 1 ส.ค.นี้ เพียงแต่เปิดให้ฝ่ายค้านสามารถยื่นอภิปรายฯ ไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้เท่านั้นเอง แต่รัฐบาลเค้ามีเสียงข้างมาก และในสมัยประชุมใหม่ อภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ส่วนรัฐบาลจะเสนออะไร หรือถอนกฎหมายฉบับไหนก็สามารถทำได้ เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมาก อย่างกฎหมายปรองดองก็เหมือนกัน เป็นกฎหมายของรัฐบาล เพียงแต่ไม่ได้เสนอในนามรัฐบาล แต่เสนอกฎหมายในนามสมาชิกของรัฐบาล


ซึ่งในระบบนี้รัฐบาลต้องมีเสียงข้างมากถึงอยู่ได้ สมาชิกที่จะเสนอกฎหมาย ส.ส.พรรครัฐบาลของเค้าคงเห็นด้วยแล้ว เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบเท่านั้นเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่แปลก ความจริงจะเสนอกฎหมายหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลเห็นว่าไม่ควรเสนอกฎหมาย ส.ส.ของเค้าก็ไม่เสนออยู่แล้ว ส.ส.พรรครัฐบาลก็ต้องเชื่อฟังรัฐบาลอยู่แล้ว คือรัฐบาลต้องการอย่างไรก็สั่งได้อยู่แล้ว จะไปว่าเขาก็ไม่ได้ ระบบเสียงข้างมากก็เป็นอย่างนี้

 

ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่เห็นด้วย ส.ส.จะชิงเสนอหรือไม่เสนอ ความจริงแล้วรัฐบาลเห็นอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็สั่งให้เสนอหรือไม่เสนอก็ได้ การที่สั่งแล้วจะไม่เชื่อเป็นไปได้อย่างไรครับ เพียงแต่ว่าหวังผล ตนเองไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนเสนอ เพราะกฎหมายนี้แท้จริงมันก็คือกฎหมายช่วยพี่ชายของนายกรัฐมนตรีเท่านั้นเอง


"ก็รู้อยู่ไปหลอกเขาได้ไง ก็รู้กันทั้งหมด ยกเว้นนายกฯ เท่านั้นที่อาจไม่รู้ว่ากฎหมายนี้เจตนาช่วยคุณทักษิณกับพวกเป็นหลัก เพียงแต่เอาคนอื่นไปสมทบด้วยก็เท่านั้นเอง ฉะนั้นกฎหมายนี้ก็เป็นของรัฐบาลเพียงแต่เสนอในนามเจ้าของกฎหมาย ไม่เสนอในนามคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ถ้ารัฐบาลยังยืนยันจะเสนอ ก็เป็นสิทธิ์ของรัฐบาล แต่ฝ่ายค้านก็ยืนยันชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยก็ต้องค้าน แล้วก็ต้องประชาสัมพันธ์ให้คนรู้ว่าไม่ใช่เป็นกฎหมายปรองดอง แต่เป็นกฎหมายที่ทำให้การกระทำของคนในคณะรัฐบาลไม่เป็นความผิด" นายชวน กล่าว...

- กรณีนายนพดล ปัทมะ หรือแม้แต่ นายเสนาะ เทียนทอง บอกว่าคุณทักษิณสนับสนุนให้แก้รธน.เป็นรายมาตรา แล้วนายนพดลก็พยายามออกมาปฏิเสธในภายหลังว่า ทักษิณไม่ได้บงการ หรืออยู่เบื้องหลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ล่ะ?


ผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะคิดเองได้บ้างนะครับ ไม่ต้องรอท่านทักษิณสั่งมา แล้วคำวินิจฉัยศาลก็ไม่มีอะไรสับสน ก็สามารถปฏิบัติตามได้ ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เบื้องหลังรัฐบาลน้องสาวหรือไม่?  ก็ต้องถามกลับว่า แล้วคนถามเองเชื่อหรือเปล่าล่ะ? ว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้อยู่เบื้องหลัง บางเรื่องมันก็เป็นเรื่องจริง คนก็รู้ว่าเรื่องจริงมันคืออะไร ทำไมต้องไปโกหก ต้องยอมรับว่าทั้งหมด ใครจะเป็นรัฐมนตรีอะไรก็แล้วแต่ ท่านทักษิณเขาสั่งมา จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็แล้วแต่ทางโน้น แล้วทำไมต้องไปหลอกประชาชน พูดความจริงไม่ดีกว่าหรือ แล้วประชาชนจะทำอย่างไร ถ้าบอกว่าที่ไม่กล้าพูดความจริง เพราะกลัวประชาชนจะรับไม่ได้

- วันเปิดประชุมสภาผู้แทนฯ ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ จะวุ่นวายหรือไม่?


ผมว่าความวุ่นวายมันไม่มี ถ้าวุ่นวายก็คนรัฐบาลเอง เพราะต้องไม่ลืมว่า ถ้าเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์คงวุ่นวายแน่ เพราะพวกเสื้อแดง และคนรัฐบาลชุดนี้คงก่อเรื่องประท้วงแน่ อาจสร้างความวุ่นวายไปถึงขั้นทำให้บ้านเมืองมีความวุ่นวาย แต่คนอื่นคงไม่ทำ หรือพูดง่ายๆ ว่า คนของพรรคการเมืองอื่นเค้าไม่ทำ วิธีการเผาบ้านเผาเมือง วิธีก่อความวุ่นวาย หรือชุมนุมให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ คนอื่นเขาไม่ทำ ปัญหาบ้านเมืองจะเรียบร้อยหรือไม่เรียบร้อยก็ขึ้นอยู่กับคนของรัฐบาลชุดนี้ทั้งหมด

ถ้ารัฐบาลไม่สร้างปัญหา ไม่สร้างเรื่องขึ้นมาเองก็บริหารบ้านเมืองไปได้ตามปกติ ลองทบทวนซิครับที่ผ่านมา เรื่องต่างๆ เกิดจากอะไรบ้าง ที่มาจากคนอื่นก็ไม่มีครับ ก็เกิดจากรัฐบาลเองทั้งหมด เพราะฉะนั้นปัญหาก็อยู่ที่คนของรัฐบาลเองอีกนั่นแหละ ฝ่ายอื่นอย่างดีก็เสนอหรือคัดค้านตามแนวทางเท่านั้นเอง เขาคงไม่ไปทำถึงขั้นเผาบ้านเผาเมือง คนที่สร้างปัญหาคือรัฐบาลเอง ฉะนั้นถ้ารัฐบาลใช้เวลาไปทำงาน บ้านเมืองก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร

- ในฐานะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดไป ปีนี้อายุก็ 74 ปีแล้ว อยากเห็นประเทศไทยต่อไปข้างหน้าจะเดินไปแนวทางไหน?

ส่วนตัวผมจะไม่เอาวันเกิดตัวเองมากล่าวอะไร วันเกิดก็ปกติเหมือนเป็นวันหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่เอาวันนี้มาเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างไร แต่พอจะบอกได้ว่า

"คนไทยอยากให้บ้านเมืองเป็นอย่างไร ผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง คนไทยเขาก็อยากให้รู้ว่า อยากให้บ้านเมืองเป็นอย่างไร เพียงแต่ว่าคนไทยไม่มีสิทธิ์ที่จะมากำหนดเท่านั้นเอง เป็นคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอำนาจและก็ใช้อำนาจอย่างที่เราเห็นอยู่ ผมคงไม่ต้องอธิบายว่าเป็นอย่างไร สื่อมวลชนยังรู้ดีกว่าผมเลยว่า เป็นอย่างไร เพียงแต่ว่าสื่อฯ นั้นอยู่ภายใต้อำนาจเขามากหรือน้อยเพียงใดเท่านั้นเอง กล้าพูด กล้าวิจารณ์ ตามหน้าที่ตัวเองหรือไม่"


"คือผมคิดว่าในบ้านเมือง ทุกคนก็รู้ว่าอะไรดีไม่ดี ทุกคนรู้ว่าการเมืองที่มีการทุจริตมันมีความไม่ดี แต่ปัญหาหลักคือ แล้วคุณทำได้ไหม ทุกคนรู้ว่า การเมืองซื้อเสียงไม่ดี เป็นที่มาการโกง นักการเมืองโกงข้าราชการก็โกงตาม แล้วที่พูดว่าบ้านเมืองอย่างนี้ไม่ดี แล้วคนที่พูดทำจริงไหม? ปัญหาการเมืองในขณะนี้คือการเมืองภาคปฏิบัติ คือรู้ว่าโกงไม่ดี แต่ปัญหาคือคุณโกงหรือไม่โกง มันไม่ใช่ว่า ข้างหน้าเดินหน้า นโยบายปราบคอรัปชัน แต่เบื้องหลังคือ โกงทุกหน่วยงาน มันจึงอยู่ที่ภาคปฏิบัติ อยู่ที่ว่า คนที่เห็นว่าอะไรไม่ดี แต่ว่าตัวเองทำหรือไม่ นั่นคือปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในทุกตำแหน่ง" ประธานที่ปรึกษา ปชป.กล่าว...

- กรณีที่มีการกล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีปัจจุบัน อยู่ภายใต้คำบงการของคนที่อยู่แดนไกลล่ะ

 

นั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องมองว่า ขณะที่เราเรียกร้องฝ่ายต่างๆ ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ปัญหาคนเรียกร้องเองเป็นไหม เราปล่อยให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ในเมื่อเรารู้ หลายอย่างมันไม่ถูกต้อง เรายอมได้อย่างไร วิ่งตำรวจ วิ่งอัยการ แล้วกำลังล้ำจะไปวิ่งศาล เรายอมได้อย่างไรกัน


"ผมคิดว่า ต้องถามว่าธุรกิจสำคัญมากกว่าความถูกต้องหรือ? ในอาชีพคนที่เรียกว่าสื่อมวลชน ในอาชีพคนที่เรียกว่านักการเมือง ในอาชีพคนที่เรียกว่าข้าราชการ คนเหล่านี้ยอมรับหรือว่า ความไม่ถูกต้องไม่สำคัญเท่ากับผลประโยชน์ตัวเอง อันนี้คือสิ่งสำคัญ เพราะในที่สุดคนชั่ว คนที่กล้าทำผิด เขาไม่เกรง เขารู้ว่าอย่างน้อยเงินเขาปิดปากสื่อได้ รู้ว่าอย่างน้อยเงินเขาปิดปากข้าราชการได้ เงินเขาปิดปากนักการเมืองได้ เงินเขาสามารถวิ่งทำให้สิ่งที่ผิดกลายเป็นถูกได้
อันนี้ผมว่าคือสิ่งที่ทุกคนต้องพิจารณาร่วมกันหาทางแก้ปัญหา มิเช่นนั้นบ้านเมืองมันจะไม่มีที่พึ่ง ถ้าสมมติว่าเขาวิ่งคดีได้หมดนะครับ ถึงขั้นวิ่งคำพิพากษาได้ วิ่งคดีที่ฎีกาไม่ฎีกา คดีควรอุทธรณ์ไม่อุทธรณ์ได้ ก็ยิ่งเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองมาก" ประธานที่ปรึกษา ปชป. กล่าว...

นายชวน กล่าวต่ออีกว่า อันนี้ผมให้สังเกตดู ผมขอเรียนไว้เพราะคนในทุกวงการอาชีพมีค่า อย่างวงการสื่อฯเอง ถือว่ามีความหมาย มีบทบาทสำคัญมาก มีคุณค่าวงการหนึ่ง เพราะถ้าเราได้คนที่ตั้งใจปกป้องประโยชน์ของชาติ จะทำหน้าที่ได้อย่างดีมากกว่านักการเมืองเสียอีก นักการเมืองพูดแล้วก็จบไป แต่สื่อมวลชนเองสามารถติดตามได้ทุกฝีก้าวเลย

"ปัญหาคือปัจจุบันนี้ทุกอย่างมันเป็นธุรกิจหมด เป็นกำไรขาดทุนหมด มันจึงเป็นปัญหาว่าจะอยู่เพื่อกำไร หรือจะอยู่เพื่อความถูกต้อง ทำอย่างไรให้มันไปด้วยกันได้ทั้งกำไรและความถูกต้อง อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องคิด ก็เหมือนนักการเมืองล่ะครับ อยากชนะเลือกตั้ง แต่ทำอย่างไรจะชนะเลือกตั้งโดยไม่ซื้อเสียง หรือไม่โกงล่ะ..." นายชวน กล่าว

 

โหวตข่าวนี้