advertisement

สภาทนายอัดนิติราษฎร์ หยุดเคลื่อนไหว รอคำวินิจฉัยกลาง

โดย 17 ก.ค. 2555 14:25

สภาทนายความ ออกแถลงการณ์ ติง "นิติราษฎร์" ยุติการเคลื่อนไหว รอตรวจสอบคำวินิจฉัยกลางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก่อน ซัด "วรเจตน์" ตั้ง "คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ" แก้ปัญหาถูกครอบงำไม่ได้

วันที่ 17 ก.ค. นายเจษฎา อนุจารี อุปนายก ฝ่ายนโยบายและแผนงาน รักษาการประธานกรรมการสำนักวิจัยและพัฒนากฎหมายสภาทนายความ ออกแถลงการณ์สภาทนายความ  ฉบับที่ 3/2555 เรียกร้องให้นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ยุติการแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องครบถ้วนเป็นที่ยุติเสียก่อน

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2555 ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัย กรณีมีบุคคลยื่นคำร้องเพื่อใช้สิทธิ์ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งมีนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ได้ออกแถลงการณ์ให้ความเห็นในลักษณะไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว
โดยเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์รัฐธรรมนูญขึ้น เพื่อทำหน้าที่ให้เป็นไปตามระบอบรัฐธรรมนูญและหลักนิติรัฐประชาธิปไตย

นายเจษฎา กล่าวว่า สภาทนายความยังคงยืนยันว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ภายใต้กรอบแห่งกฎหมายตามที่บัญญัติในมาตรา ๔๕ ของรัฐธรรมนูญ แต่ในฐานะนักกฎหมายการที่จะแสดง ความคิดเห็นในทางวิชาการ ควรได้รับข้อเท็จจริงที่ถูกต้องครบถ้วนเป็นที่ยุติเสียก่อน จึงจะนำตัวบทกฎหมาย มาปรับใช้กับข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุตินั้น

หากข้อเท็จจริงนั้นไม่ถูกต้อง ครบถ้วนและไม่เป็นที่ยุติ ตัวบทกฎหมายที่นำมาปรับใช้นั้นย่อมคลาดเคลื่อนไปด้วย ทั้งนี้ ตามหลักวิชาข้อเท็จจริงของวิชาชีพทนายความ ที่สั่งสมกันมา

สภาทนายความเห็นว่า การแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยยังมิได้ตรวจสอบคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ยังมิได้มีการเผยแพร่คำวินิจฉัยดังกล่าว ย่อมอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้

สำหรับข้อเสนอให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญขึ้นนั้น สภาทนายความเห็นว่า สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากและได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะรัฐมนตรีด้วย ซึ่งเท่ากับเสียงข้างมากของคณะตุลาการพิทักษ์ ระบอบรัฐธรรมนูญเป็นของพรรคการเมืองเสียงข้างมากจำนวนถึง ๖ คน ในจำนวนตุลาการทั้งหมด ๘ คน อันอาจทำให้คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญขาดความเที่ยงธรรมได้

ซึ่งขัดกับบทความเรื่อง “โครงสร้างและกลไกในรัฐธรรมนูญกับอำนาจของนายกฯทักษิณ” ซึ่งนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้เขียนลง ตีพิมพ์ในหนังสือ “รู้ทันทักษิณ ๒” เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๔๗ โดยในขณะนั้น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้สร้างกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐขึ้นมากมาย นายวรเจตน์ พบว่า มีปัญหาทั้งในแง่ของขั้นตอน และ กระบวนการในการตรวจสอบ และในแง่ของการคัดเลือกบุคคลเข้าสวมตำแหน่งในองค์กรที่เป็นกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อันเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระในสมัยนั้น ไม่อาจทำหน้าที่ ตรวจสอบการอำนาจรัฐได้เลย การเสนอให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบ รัฐธรรมนูญ จึงเป็นการสร้างปัญหาการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐขึ้นอีก

ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญนี้ ได้มีคำวินิจฉัยคดีที่พิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายคดี เช่น การเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยนำเงินได้ภริยารวมกับเงินได้ของสามี ทำให้ภริยาต้องเสียภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น เป็นการเลือกปฏิบัติมีปัญหา เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐

และพระราชบัญญัติขายตรงและการ ตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๕๔ ที่กำหนดให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงาน ของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตน มิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น เป็นข้อสันนิษฐานให้จำเลยมีความผิดและต้องรับโทษ ทางอาญาขัดต่อหลักนิติธรรมและขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙ วรรคสอง และพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง (๑๐) ที่บัญญัติให้ผู้สมัครสอบคัดเลือกผู้สมัครทดสอบความรู้ หรือผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกพิเศษ เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการ ตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาต้องไม่เป็นผู้มีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็น ข้าราชการตุลาการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ วรรคสาม

สภาทนายความ ขอเรียกร้องให้กลุ่มนักวิชาการกฎหมายยุติการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น จนกว่าจะได้ตรวจสอบคำวินิจฉัยกลาง และคำวินิจฉัยส่วนตน ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยถูกต้องครบถ้วนก่อน และการนำเสนอความคิดเห็นของนักวิชาการด้าน กฎหมายต้องเป็นความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ ไม่มุ่งร้ายทำลายบุคคลใดด้วยอารมณ์ หรือมีเจตนา แอบแฝงอื่น  นายเจษฎา กล่าว.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement