วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สภาทนายอัดนิติราษฎร์ หยุดเคลื่อนไหว รอคำวินิจฉัยกลาง

โดย

สภาทนายความ ออกแถลงการณ์ ติง "นิติราษฎร์" ยุติการเคลื่อนไหว รอตรวจสอบคำวินิจฉัยกลางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก่อน ซัด "วรเจตน์" ตั้ง "คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ" แก้ปัญหาถูกครอบงำไม่ได้

วันที่ 17 ก.ค. นายเจษฎา อนุจารี อุปนายก ฝ่ายนโยบายและแผนงาน รักษาการประธานกรรมการสำนักวิจัยและพัฒนากฎหมายสภาทนายความ ออกแถลงการณ์สภาทนายความ  ฉบับที่ 3/2555 เรียกร้องให้นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ยุติการแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องครบถ้วนเป็นที่ยุติเสียก่อน

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2555 ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัย กรณีมีบุคคลยื่นคำร้องเพื่อใช้สิทธิ์ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งมีนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ได้ออกแถลงการณ์ให้ความเห็นในลักษณะไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว
โดยเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์รัฐธรรมนูญขึ้น เพื่อทำหน้าที่ให้เป็นไปตามระบอบรัฐธรรมนูญและหลักนิติรัฐประชาธิปไตย

นายเจษฎา กล่าวว่า สภาทนายความยังคงยืนยันว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ภายใต้กรอบแห่งกฎหมายตามที่บัญญัติในมาตรา ๔๕ ของรัฐธรรมนูญ แต่ในฐานะนักกฎหมายการที่จะแสดง ความคิดเห็นในทางวิชาการ ควรได้รับข้อเท็จจริงที่ถูกต้องครบถ้วนเป็นที่ยุติเสียก่อน จึงจะนำตัวบทกฎหมาย มาปรับใช้กับข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุตินั้น

หากข้อเท็จจริงนั้นไม่ถูกต้อง ครบถ้วนและไม่เป็นที่ยุติ ตัวบทกฎหมายที่นำมาปรับใช้นั้นย่อมคลาดเคลื่อนไปด้วย ทั้งนี้ ตามหลักวิชาข้อเท็จจริงของวิชาชีพทนายความ ที่สั่งสมกันมา

สภาทนายความเห็นว่า การแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยยังมิได้ตรวจสอบคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ยังมิได้มีการเผยแพร่คำวินิจฉัยดังกล่าว ย่อมอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้

สำหรับข้อเสนอให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญขึ้นนั้น สภาทนายความเห็นว่า สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากและได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะรัฐมนตรีด้วย ซึ่งเท่ากับเสียงข้างมากของคณะตุลาการพิทักษ์ ระบอบรัฐธรรมนูญเป็นของพรรคการเมืองเสียงข้างมากจำนวนถึง ๖ คน ในจำนวนตุลาการทั้งหมด ๘ คน อันอาจทำให้คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญขาดความเที่ยงธรรมได้

ซึ่งขัดกับบทความเรื่อง “โครงสร้างและกลไกในรัฐธรรมนูญกับอำนาจของนายกฯทักษิณ” ซึ่งนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้เขียนลง ตีพิมพ์ในหนังสือ “รู้ทันทักษิณ ๒” เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๔๗ โดยในขณะนั้น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้สร้างกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐขึ้นมากมาย นายวรเจตน์ พบว่า มีปัญหาทั้งในแง่ของขั้นตอน และ กระบวนการในการตรวจสอบ และในแง่ของการคัดเลือกบุคคลเข้าสวมตำแหน่งในองค์กรที่เป็นกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อันเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระในสมัยนั้น ไม่อาจทำหน้าที่ ตรวจสอบการอำนาจรัฐได้เลย การเสนอให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบ รัฐธรรมนูญ จึงเป็นการสร้างปัญหาการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐขึ้นอีก

ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญนี้ ได้มีคำวินิจฉัยคดีที่พิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายคดี เช่น การเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยนำเงินได้ภริยารวมกับเงินได้ของสามี ทำให้ภริยาต้องเสียภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น เป็นการเลือกปฏิบัติมีปัญหา เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐

และพระราชบัญญัติขายตรงและการ ตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๕๔ ที่กำหนดให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงาน ของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตน มิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น เป็นข้อสันนิษฐานให้จำเลยมีความผิดและต้องรับโทษ ทางอาญาขัดต่อหลักนิติธรรมและขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙ วรรคสอง และพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง (๑๐) ที่บัญญัติให้ผู้สมัครสอบคัดเลือกผู้สมัครทดสอบความรู้ หรือผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกพิเศษ เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการ ตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาต้องไม่เป็นผู้มีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็น ข้าราชการตุลาการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ วรรคสาม

สภาทนายความ ขอเรียกร้องให้กลุ่มนักวิชาการกฎหมายยุติการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น จนกว่าจะได้ตรวจสอบคำวินิจฉัยกลาง และคำวินิจฉัยส่วนตน ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยถูกต้องครบถ้วนก่อน และการนำเสนอความคิดเห็นของนักวิชาการด้าน กฎหมายต้องเป็นความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ ไม่มุ่งร้ายทำลายบุคคลใดด้วยอารมณ์ หรือมีเจตนา แอบแฝงอื่น  นายเจษฎา กล่าว.