advertisement

'ฮิลลารี'เชิญ'ปู'ผิดพิธีทูต ไปเขมรทำไม

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2555 10:22

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ซัด บัวแก้วไทยทำประเทศเสียศักดิ์ศรี ปล่อยให้แค่ระดับรัฐมนตรีเชิญผู้นำไปพบถึงต่างประเทศ ชี้ ผิดพิธีทูตร้ายแรง สุดงง ไร้ประโยชน์ทับซ้อนจริง จะไปคุยธุรกิจพลังงานถึงเขมรทำไม...

น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยกับ ไทยรัฐออนไลน์ โดยแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเดินทางไปประเทศกัมพูชาของนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามคำเชิญของ นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า พิธีการทางการทูตที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ จะถือเรื่องของระดับเป็นหัวใจสำคัญ ทั้งผู้เชิญและผู้รับว่า ต้องอยู่ในระดับเดียวกัน เช่น รัฐมนตรีต่อรัฐมนตรี ซึ่งจะไม่มีปัญหาเรื่องศักดิ์ศรีตามมาภายหลัง เนื่องจากเป็นเรื่องระหว่างประเทศ

ผิดพิธีการทางการทูตร้ายแรง ให้แค่ระดับรัฐมนตรี เชิญผู้นำไปพบถึงต่างประเทศ

ซึ่งกรณีที่ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เชิญ นายกรัฐมนตรีของไทยให้ไปพบ แถมยังต้องให้เดินทางออกนอกประเทศ ไปพบถึงประเทศกัมพูชา แต่แทนที่ทางกระทรวงการต่างประเทศของไทย จะปฏิเสธกลับรีบมีการตอบรับตามคำเชิญทันที โดยไม่คำนึงถึงว่าเป็นการทำผิดพิธีทางการทูต จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยทางการทูตของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่เพียงแค่เห็นจดหมายก็รีบตอบรับ

และภายหลังจึงมีการออกมาแก้กันว่าเป็นการเชิญจากภาคธุรกิจ แต่กระนั้นก็ยังไม่ใช่เหตุผลที่สมควรที่จะต้องมีการตอบรับในทันใด เนื่องจากแม้เป็นการเชิญจากภาคธุรกิจ ก็ยังคงต้องพิจารณารายละเอียดอื่น เช่น สถานที่ เนื้อหา ความเหมาะสมต่างๆ กลุ่มที่เชิญเป็นใคร ซึ่งก็ให้สงสัยว่า ในเมื่อกลุ่มธุรกิจต้องการทราบนโยบายของรัฐบาลไทย แต่เหตุใดจึงไม่เดินทางมาที่ประเทศไทยแล้วทำเรื่องขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี แบบนี้จะสมเหตุสมผลมากกว่า แต่นี่กลับกลายเป็นว่า นายกรัฐมนตรี ต้องวิ่งออกไปหาเอง ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง

สงสัย ไร้ประโยชน์ทับซ้อน ทำไมต้องไปคุยธุรกิจพลังงานถึงเขมร แทนที่จะเป็นประเทศไทย

"นอกจากนี้ พื้นที่ ที่จัดให้มีการพบปะกันนั้น ก็ยังเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันในทะเล จึงทำให้เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสงสัยถึงผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ ซึ่งตนเองในฐานะที่เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ จึงสรุปเรื่องนี้ได้ว่า การเชิญครั้งนี้ แม้เป็นการเชิญจากภาคเอกชน ก็ควรที่จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่จำเป็นต้องตอบรับในทันที และควรถามกลับไปยังผู้เชิญด้วยซ้ำว่าเหตุใดจึงไม่มาหารือกันที่ประเทศไทย ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องเช่นกระทรวงการต่างประเทศ ที่ถือเป็นด่านแรกที่ต้อเสนอความคิดเห็นให้แก่นายกรัฐมนตรีประกอบการตัดสินใจ กลับปล่อยผ่านเรื่องแบบนี้ไป ซึ่งที่จริงควรตรวจสอบเรื่องนี้ก่อนที่จะให้มีการตอบรับใดๆ เกิดขึ้นด้วยซ้ำ ถือเป็นเรื่องที่น่าอับอาย"

น.ต.ประสงค์ ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า กลุ่มที่เดินทางมาหารือทางธุรกิจที่กัมพูชา ครั้งนี้ มี บ.เชฟรอน เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่ง บ.เชฟรอน เองนั้นก็มีผลประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องของก๊าซ และน้ำมันในทะเล ที่เป็นปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชาอยู่ ดังนั้นการเดินทางมาครั้งนี้ รวมถึงการไปพบปะพูดคุยของนายกรัฐมนตรีของไทย จึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะสงสัยในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน"น.ต.ประสงค์กล่าว

USA ใช้ยุทธศาสตร์เก่าเคลื่อนไหวภูมิภาคหนัก หวั่นไทยไม่ทันเกมถูกดึงสู่ความขัดแย้ง

 

น.ต.ประสงค์ ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ไทยกับสหรัฐอเมริกาอีกด้วยว่า ทั้งประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา ต่างก็เป็นมิตรที่ดีต่อกันมานาน ดังนั้นสหรัฐอเมริกาไม่ควรทำลายบรรยากาศความเป็นมิตร ด้วยการสร้างความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นกับประเทศในภูมิภาคนี้ โดยการขอใช้สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งนั่นเป็นยุทธศาสตร์เดิมของสหรัฐอเมริกา ในการสร้างอิทธิพลทางทหารในแถบภูมิภาคนี้ ดังนั้นการที่ สหรัฐอเมริกา เริ่มเข้ามามีความเคลื่อนไหวต่างๆนานาในบ้านเรามากๆอย่างนี้ จึงมองว่าไม่เป็นผลดีกับประเทศไทย กลับกำลังรู้สึกว่าประเทศไทยกำลังถูกใช้เป็นพื้นที่ความขัดแย้งอยู่ ซึ่งหากรัฐบาลไม่มองให้ลึก หรือมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝงด้วยแล้ว ก็อาจนำประเทศไปสู่ความขัดแย้งโดยไม่จำเป็นได้

ดร.สมเกียรติ สับ พิธีทางการทูตโลก ไม่เคยพบเห็น ให้ระดับ รมต.เชิญผู้นำประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล นักสื่อสารมวลชน ผู้เคยได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณบุคคลดีเด่นด้านการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศ สมาคมไทยเพื่อส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศ (Thai Association for International Understanding) TAFIU Awards 2011 ปี พ.ศ.2554 ฯลฯ ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 10 ก.ค. แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเดินทางไปกัมพูชาของนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมีเนื้อหาว่า

นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปเยือนกัมพูชา ตามคำเชิญของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ระเบียบพิธีทางการทูตที่โลกไม่เคยพบเห็น กรณีนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเดินทางไปกัมพูชาวันที่ 13 กรกฎาคม 2555 นายกฯยิ่งลักษณ์ อ้างว่าเดินทางไปตามคำเชิญของ Mrs. Hillary Clinton รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา มีข้อวิจารณ์ตามแบบแผนประเพณีและระเบียบพิธีทางการทูตระหว่างประเทศ ดังนี้:

1.หากมีการเชิญไปเยือนต่างประเทศเป็นทางการ จะต้องเป็นการเชิญโดยผู้ดำรงตำแหน่งระดับเดียวกัน หรือระดับที่สูงกว่าผู้ที่ถูกเชิญ และต้องเป็นการเชิญไปเยือนประเทศของผู้เชิญ

2.รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จะเชิญนายกรัฐมนตรีของไทยไปเยือนกัมพูชาไม่ได้ จะเชิญไปพบที่กัมพูชาก็ไม่ได้

3.รัฐมนตรี ต่างประเทศสหรัฐฯ จะเชิญนายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนสหรัฐฯ เพื่อพบรัฐมนตรีต่าง ประเทศสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ เพราะระดับต่างกัน ผู้ถูกเชิญระดับสูงกว่า

4.ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศไทยไปเยือนสหรัฐฯ เป็นแขกของประธานาธิบดีได้ เพราะตำแหน่งผู้ถูกเชิญต่ำกว่า

5.รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จะเชิญนายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนสหรัฐฯ โดยมีหนังสือเชิญจากประธานาธิบดี Obama ได้ แต่ต้องเชิญให้เป็นแขกของประธานาธิบดี ไม่ใช่แขกของรัฐมนตรีต่างประเทศ เมื่อไปพบประธานาธิบดีแล้ว นายกฯ จะนัดคุยกับรัฐมนตรีฯที่สหรัฐฯ ได้ แต่ต้องคุยกัน ณ ที่ของนายกฯ เช่น ห้องประชุมของโรงแรมที่กำหนดได้ จะไปคุยที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะไม่เหมาะสม เพราะเป็นสถานที่ของผู้ถูกเชิญ

6.ทั้งหมดนี้ หากเป็นการเชิญเป็นส่วนตัว ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดพ้นตำแหน่งแล้วก็ไม่จำเป็นต้องยึดระเบียบพิธีทางการทูตข้างต้น

7.การที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยไปเยือนกัมพูชาเพื่อพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ตามคำเชิญของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยามที่ท่านมีเวลาว่างจากการประชุมกับ รัฐมนตรีต่างประเทศอื่นของอาเซียน จึงเป็นเรื่อตลกทางการทูตที่กระทรวงการต่างประเทศไม่ควรทำให้ประเทศไทย เสื่อมเสียเกียรติของชาติ และนายกรัฐมนตรีไทยด้อยศักดิ์ศรี ถือเป็นเรื่องเสียหายต่อเกียรติภูมิของประเทศชาติ ทำให้ประเทศไทยด้อยศักดิ์ศรีตามไปด้วย ประชาชนชาวไทยต้องรู้สึกถึงความเสียเกียรติในการนี้ด้วยเช่นกัน

8.กระทรวงการต่างประเทศของไทยปล่อยให้เรื่องเสื่อมเสียต่อประเทศชาติและผู้นำของรัฐบาลไทยเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือมีเหตุผลที่อธิบายข้อวิจารณ์ข้างบนนี้ได้

9.นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่มีความรู้เรื่องพิธีการทูตระหว่างประเทศเลยหรือ จึงได้ปล่อยให้เรื่องเสื่อมเสียเกียรติเช่นนี้เกิดกับตัวท่านเองและกับประเทศที่ท่านเป็นผู้นำได้

10.นายกฯ ยิ่งลักษณ์จะคิดว่าประเทศไทยเล็กกว่าและด้อยกว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ จะคิดและทำตัวเองและทำให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยต่ำกว่าประธานาธิบดีและต่ำกว่ารัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้ ทุกประเทศบนโลก ในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ถือว่ามีฐานะเท่าเทียมกัน นายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องคิดและทำให้ได้ว่าจะนำประเทศไทยและตัวท่านเองไปอยู่ เคียงบ่าเคียงใหญ่กับประเทศอื่นในโลกได้ ต้องศึกษาหาความรู้เรื่องการต่างประเทศให้มากขึ้น ต้องคิดถึงเกียรติของตัวเองและประเทศชาติเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

สมเกียรติ อ่อนวิมล
10 กรกฎาคม 2555

โหวตข่าวนี้