advertisement

สัญญาณจาก'นายใหญ่' รอยร้าว พท.กับพลพรรคเสื่้อแดง

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 พ.ค. 2555 05:30

การวิดีโอลิงก์มาที่งานรำลึกครบรอบ 2 ปี วันที่ 19 พ.ค.2553 กลางสี่แยกราชประสงค์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายใหญ่ของพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ท่ามกลางพี่น้องประชาชนที่มาร่วมงานดังกล่าวจำนวนหลายหมื่นคน สรุปใจความสำคัญที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการส่งสัญญาณไปถึงกลุ่มคนเสื้อแดง (นปช.) รวมไปถึงแกนนำที่อยู่บนเวที หากไม่เป็นการหลอกตัวเองจนเกินไป คนที่ได้ชม รับฟัง รวมไปถึงอ่านเนื้อข่าวในหนังสือพิมพ์ที่ปรากฏอยู่ในหน้าสื่อมวลชน ก็จะทราบดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งใจหงายไพ่ในมือชัดเจนแล้วว่า ขอให้คนเสื้อแดง โดยเฉพาะกลุ่มที่ต่อสู้ทางการเมือง ไม่เห็นด้วยกับแนวทางปรองดอง และเป็นผู้ที่สูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินในเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.2553 ลืมอดีต และมองไปข้างหน้าร่วมกัน ให้ยุติความขัดแย้ง และเข้าสู่กระบวนการปรองดอง เพราะหากปรองดองได้ พ.ต.ท.ทักษิณก็จะสามารถเดินทางกลับประเทศได้ แต่หากไม่ปรองดองแล้ว ก็พร้อมที่จะอยู่เมืองนอกต่อไป    

"ถ้าวันนี้ยุติความขัดแย้ง จะได้เลิกทะเลาะกัน หันหน้าเข้าหากัน แล้วมั่นใจบ้านเมืองจะดี อนาคตลูกหลานจะไปได้ดี ถ้าไม่ปรองดอง ตนก็อยู่เมืองนอกต่อไป แม้คิดถึงพี่น้องที่ไทยตลอดเวลา โดยเฉพาะคนยากคนจน คนรักประชาธิปไตย อยากตอบแทนให้ลูกหลานท่านมีอนาคตที่ดี ถ้าปรองดองก็มีโอกาสกลับไปตอบแทนพี่น้อง แต่ถ้าพี่น้องไม่เอาปรองดอง ให้ตนอยู่เมืองนอกไปก็ไม่ว่าอะไร แต่ต้องหยุดตั้งสติคิดว่าแล้วใครได้ ใครเสีย รบต่อไป พ่อค้าอาวุธรวยอย่างเดียว

 

การปรองดองคืออะไร คือต้องค้นหาความจริง เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก ประการที่สอง ต้องมีการชดเชยผู้ได้รับความเสียหาย ตาย ผู้บาดเจ็บ คนติดคุก ทั้งสองฝ่าย เมื่อมีการเยียวยาแล้ว มีการค้นหาความจริงแล้ว เรามาเริ่มต้นชีวิตกันใหม่ ทำบ้านเมืองให้เจริญเพื่ออนาคตลูกหลาน ให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

หวังว่าการกล่าวครั้งนี้ของตนจากต่างแดน เนื่องในวันครบรอบสลายการชุมนุมคงเป็นครั้งสุดท้าย หวังว่าบ้านเมืองจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อที่เราจะไปร่วมกันรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสถาบันประชาธิปไตยของเรา วันนี้การเข้าใจผิดทั้งหลายต้องเลิก ตราบใดที่บ้านเมืองต้องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อความเป็นธรรม จะให้พี่น้องออกมาสู้ แต่วันนี้เราเป็นรัฐบาล เรากำลังคืนความเป็นธรรมให้พี่น้อง วันนี้ต้องมาผนึกกำลังกันมากกว่า ตนตระหนักดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้น บางอย่างพูดได้ บางอย่างพูดไม่ได้ วันนี้จะสู้ต่อไป หรือหันหน้าเข้าหากัน แล้วยอมให้รัฐบาลและแกนนำทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง การเลือก ส.ส.ร.ที่จะเกิดขึ้นต้องเลือกคนที่เข้าใจประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ภารกิจต่อไปคือต้องติดตามความไม่ยุติธรรม ติดตามความเป็นประชาธิปไตย พวกแกนนำก็ต้องติดตามการเยียวยา รัฐบาลต้องตอบแทนพี่น้องด้วยการให้กินดีอยู่ดี" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

ก็มีความชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการอะไร เพราะหากทุกฝ่ายมีความต้องการจะปรองดองกันจริง ตามที่ "นายใหญ่" ออกมาอ้อนแล้ว ชอตต่อไปมันก็จะคืบหน้าไปสู่การออก พ.ร.บ.ปรองดอง หรือนิรโทษกรรม เพื่อยกเลิกความผิดของทุกฝ่าย นั่นย่อมหมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะได้รับประโยชน์จาก การนิรโทษกรรมครั้งนี้ไปด้วย ก็อย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่รีบออกมารับลูกในวันรุ่งขึ้น

 

"มั่นใจ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองที่เตรียมเสนอจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในปลายปีนี้ พร้อมกับการเดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ" ร.ต.อ.เฉลิม  กล่าว

ขณะที่นายณัฐวุฒิก็ระบุเช่นกันว่า ถือเป็นการแสดงความหวังกับคนเสื้อแดง เพราะขณะนี้กระบวนการปรองดองได้เดินหน้า และเมื่อทุกฝ่ายไม่ปฏิเสธ ก็มีโอกาสน่าจะได้รับความยุติธรรม ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการกดดัน หรือเร่งรัดกระบวนการเพื่อให้ได้เดินทางกลับประเทศ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เองก็เคยส่งสัญญาณมาตั้งแต่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารแล้วว่า ต้องการที่จะเดินทางกลับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม พวกตนและคนเสื้อแดงต่างก็หวังว่าการชุมนุมครั้งต่อไป พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาปรากฏตัวบนเวทีของคนเสื้อแดง

 

"ความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ และคนเสื้อแดงไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เมื่อท่านมีความหวัง เราก็มีความหวังด้วยว่า คราวต่อไปที่เราจะจัดการชุมนุม พ.ต.ท.ทักษิณ ก็น่าจะได้มาปรากฏตัวในประเทศไทย" รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ในเมื่อบุคคลระดับ ร.ต.อ.เฉลิม และนายณัฐวุฒิ ออกมาประสานเสียงเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ในทิศทางเดียวกันเช่นนี้ มันก็ช่วยไม่ได้ ที่อีกฝ่ายคงต้องออกมาต่อต้านเป็นแน่ เพราะฝ่ายตรงข้ามก็จะเห็นว่าสุดท้ายแล้ว รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็กลืนน้ำลายตัวเอง กระทำการทุกอย่างเพื่อคนเพียงคนเดียว เพื่อเป้าหมายนำพา "นายใหญ่" แห่งพรรคเพื่อไทย และ นปช.กลับมาประเทศไทยให้ได้ แต่นั่นคงไม่น่ากลัวมากนักสำหรับรัฐบาลเพื่อไทย

 

สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า คือ คำพูดของพวกเดียวกัน หรือคนกันเอง อย่างแกนนำเสื้อแดง กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการปรองดองของรัฐบาลที่ให้ลืมอดีต ไม่ต้องไปหาผู้สั่งการทำให้เกิดเหตุการณ์และคดี 91 ศพ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงระหว่างการวิดีโอลิงก์ 

"บางคนอาจโกรธที่พูดอย่างนี้ เพราะไม่เข้าใจ แต่ลองย้อนไปดู ตนผ่านสิ่งเหล่านี้มาเยอะ รู้ดีอะไรเป็นอะไร บางอย่างพูดได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่ได้พูดบ้าง แต่ทุกอย่างทำเพื่อความปรารถนาดีต่อชาติ ขอให้มั่นใจว่าตนจะนำไปสู่สิ่งที่ถูกต้อง วันนี้บ้านเมืองหมดเวลาทะเลาะกันแล้ว ลืมอดีต มองไปข้างหน้า คนไหนเห็นแก่ตัว มีประโยชน์จากการขัดแย้ง พอได้แล้ว ให้บ้านเมืองเริ่มต้นกันใหม่ แม้จะมีคนไม่พอใจสิ่งที่ตนพูด แต่จำเป็นต้องพูด ยืนยันอีกครั้ง ตนทำเพื่อความปรารถนาดี" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

ยิ่งหากจับคำพูดของนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช.ที่พูดหลังการวิดีโอลิงก์ของทักษิณด้วยแล้ว อาจทำให้เชื่อได้ว่า ยังมีความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่นกันเองอยู่ภายใน

"ถ้าเลิกสู้วิญญาณคนเสื้อแดงจะเป็นอย่างไร เรามาเพื่อสดุดีวีรชน ทวงความยุติธรรม ทำความจริงให้ปรากฏ (สังเกตว่าไม่มีให้ทักษิณกลับ) ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากความจริงไม่ปรากฏ ไม่มีที่ไหนในโลก การปรองดองแบบเล่นหลอกๆ มันก็จะเล่นๆ หลอกๆ เราต้องแยกระหว่างจริง หลอก เล่นให้ได้ เรามาวันนี้เพื่อจะจดจำวีรชน วันที่รำลึก เราต้องจริงใจ คนแบบคนเสื้อแดงบากบั่นอดทนเพื่อประเทศชาติ"

มีการวิเคราะห์กันในหมู่นักวิชาการว่า นั่นอาจเป็นรอยร้าวที่ปรากฏ กลายเป็น "สนิมเนื้อใน" และถือเป็นโจทย์ใหญ่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องเผชิญ น่าเป็นห่วงมากกว่าการต่อต้านของฝ่ายตรงข้าม หรือแม้แต่พรรคการเมืองคู่ปรับอย่าง ปชป.ที่จำเป็นต้องแก้ไขให้ได้ ไม่เช่นนั้นความหวังกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในระยะเวลาอันใกล้ก็อาจมีอันถึงกับต้องสะดุดลง

ดังนั้น ทุกย่างก้าวของนายใหญ่ต่อจากนี้ไปต้องเดินอย่างสุขุม และระมัดระวังยิ่ง เพราะนั่นมันอาจหมายถึงชีวิตหากไม่สามารถควบคุมกลุ่มมุ้งต่างๆ ภายในพรรคเพื่อไทย รวมทั้งกลุ่มมวลชนเสื้อแดงให้อยู่ในจุดที่สมดุลได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าหากกลุ่มมวลชนที่เป็นฐานเสียงใหญ่พรรคเพื่อไทยเกิดขัดแย้งขึ้นมา จนยากที่จะประสานรอยร้าวได้แล้ว ย่อมส่งผลต่อการเดินเกมทางการเมือง และต่อคะแนนนิยมของพรรคอย่างใหญ่หลวงโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง ถึงแม้ได้คนจากบ้านเลขที่ 111 เข้ามาเสริมทัพให้แข็งแกร่งขึ้นก็ตาม หรือทั้งหมดคือกลยุทธ์ "แยกกันเดินแต่ร่วมกันตี" ตามสไตล์ถนัดของ พ.ต.ท.ทักษิณ สังคมก็ต้องจับตาดูกันต่อไป...

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement