advertisement

ปชป.ระดมสมองร่วมเสวนา จี้รัฐแก้น้ำท่วม เนื่องในวันน้ำโลก

โดย 22 มี.ค. 2555 01:40

ปชป.ระดมสมอง ร่วมเสวนา “จุดเปลี่ยนวิสัยทัศน์การบริหารจัดการน้ำประเทศไทย” เนื่องในวันน้ำโลก เผย แนวโน้มฝนตกหนักมากขึ้นทุกปี แต่ตกผิดที่ผิดทาง ส่วนแผนงานรับมือน้ำรัฐ ยังไม่ชัดเจนเป็นรูปธรรม

วันที่ 21 มี.ค. ที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการเสวนาวิชาการเนื่องในวันน้ำโลก เรื่อง “จุดเปลี่ยนวิสัยทัศน์การบริหารจัดการน้ำประเทศไทย” โดยมีนักวิชาการ ตัวแทนจากกรุงเทพมหานคร และตัวแทนภาคประชาชน ร่วมการเสวนา

นายสุรเจตส์ บุญญาอรุณเนตร หัวหน้ากลุ่มงานแบบจำลอง สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์มหาชน) กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ระดับน้ำเฉลี่ยต่อปี 1,300- 1,400 มม./ปี แต่ปีที่ผ่านมาระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1,800 มม. หรือเพิ่มขึ้น 32.77% ขณะที่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ยรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่สูงขึ้น แต่สภาพการแปรปรวนของอากาศที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่าฝนจะตกเหนือเขื่อนหรือใต้เขื่อน ทำให้เป็นปัญหาในการประเมินสถานการณ์

รวมทั้งที่ผ่านมา น้ำที่ไหลตามธรรมชาติที่ไหลจากเหนือลงใต้กลับต้องพบกับตัวแปรสภาพแวดล้อมจากสภาพป่าที่กลายเป็นไร่นา จากสภาพนากลายเป็นพื้นที่เมือง จนทำให้น้ำไหลท่วมเข้าเมือง รวมไปถึงปรากฏการณ์เอลนินโญ่ ลานินญา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประเมินสถานการณ์โดยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถประเมินได้เพียงว่าฝนจะมากหรือน้อยกว่าปกติ แต่ไม่สามารถพยากรณ์ได้ละเอียดถึงขั้นว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วมได้มากน้อยอย่างไร ต่างจากคนในสมัยก่อนที่ดูลม ดูฟ้า ดูดิน ซึ่งใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่า

ขณะที่นายสุจริต คูณธนกุลวงศ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ช่วงปลายปี 2554 หากน้ำไม่เข้ากรุงเทพฯ ไม่เข้านิคมอุตสาหกรรม คงไม่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนของประเทศไทย ที่ทุกฝ่ายหันหลับมาคิดว่าต้องมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำ


ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญอีกอย่างคือประตูระบายน้ำบางโฉมศรีแตก ทำให้การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำไม่สามารถทำได้ ส่งผลให้น้ำไหลเข้าทุ่ง สร้างความเสียหายตลอดแนว ต่างจากการท่วมปีที่ผ่านๆ มา ที่เป็นลักษณะน้ำล้นตลิ่ง สำหรับการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนในปี 2554 มีการปล่อยช่วงเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำท่วมอยู่แล้ว

ส่วนรัฐบาลเพิ่งตั้งคณะกรรมการฯ ช่วงเดือน ต.ค. แสดงให้เห็นว่าล่าช้าไป 1 เดือน ทำให้น้ำค้างด้านบน 6 พันล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้ระบบการบริหารน้ำไม่สามารถทำได้อย่างปกติ ทั้งนี้ตนเห็นว่า ต้องไม่ยึดติดอดีต ไม่เช่นนั้นระบบการเตือนภัยจะไม่สามารถสู้กับน้ำได้ เพราะพฤติกรรมของน้ำในแต่ละปีไม่เหมือนกัน

“เรื่องของฝนไม่มีใครรู้ว่าจะมามากหรือน้อย หากตั้งกฎล่วงหน้าว่าจะปล่อยน้ำช่วงนั้นช่วงนี้ จะทำให้มีปัญหา รัฐบาลพยายามสร้างความเชื่อมั่นด้วยการมีแผนงานต่างๆ แต่ยังไม่มีโครงการใดชัดเจน หลักการระยะเร่งด่วน อย่างเช่นพื้นที่ กทม. และนิคมอุตสาหกรรมจะทำอย่างไร ศักยภาพการระบายน้ำเป็นอย่างไร ยังไม่มีความชัดเจนทั้งสิ้น” นายสุรเจตส์ กล่าว

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จนถึงวันนี้ทุกฝ่ายมีบทเรียนจากปีที่แล้วเยอะมาก แต่ปัญหาคือภาพการเปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งตนหวังว่าในระยะยาวจะชัดเจนขึ้น แต่สิ่งสำคัญรัฐบาลจะต้องสื่อสารให้รู้ว่าแผนงานต่างๆ จะดำเนินการเมื่อไหร่ ดังนั้นความเร่งด่วนในการบริหารจัดการระยะสั้นควรต้องชัดเจน และจากการติดตามข่าวสารขณะนี้ตนยังห่วงปริมาณน้ำในเขื่อนที่บอกว่าต้องระบายน้ำออก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ อ.เสนา เกิดน้ำท่วม ที่ต้องเป็นห่วงเพราะขนาดบริหารจัดการน้ำแบบจงใจยังควบคุมไม่ได้ แม้แต่ที่บอกจะเร่งระบายเพื่อให้ช่วงเดือน พ.ค.มีน้ำในเขื่อน 45% ซึ่งก็เท่ากับปีที่แล้วที่รัฐบาลบอกว่าเป็นต้นเหตุทำให้เกิดน้ำท่วม ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าทำไมยังปล่อยเท่าเดิม และควรต้องมีการทำแบบจำลอง เพราะปีที่แล้วประตูระบายน้ำเสียหายไป 10 กว่าแห่ง ควรทำแบบจำลองว่า หากไม่พัง ขีดความสามารถในการรับน้ำจะเป็นอย่างไร และการนำน้ำออกทุ่ง วิธีการทำงานเป็นอย่างไร

ส่วนการหาพื้นที่รับน้ำต้องเริ่มจากธรรมชาติ ว่าพื้นที่ไหนที่น้ำจะไป ก็ควรจัดการส่งให้น้ำไปได้ง่าย แต่หากตั้งโจทย์ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติงานก็จะยาก สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือเรื่องของมวลชนที่ต้องมีการอธิบายให้ทราบว่า ที่น้ำมาในพื้นที่นี้เพราะอะไร และชดเชยให้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนในส่วนนี้ และปีที่ผ่านมาหลายเรื่อง การเมืองทำให้มีความวุ่นวาย ไม่บริหารตามหลักวิชาการ ดังนั้นจำเป็นต้องทำกติการ่วมกันในสังคมก่อน โดยขอว่านักการเมืองอย่าไปทำให้ผิดแผนไ ปกั้นตรงนั้นตรงนี้ ปล่อยให้น้ำไหลไปตามที่ควรจะไป


ส่วนเรื่องการเกษตรไม่ใช่เรื่องยาก เพราะปัจจุบันมีระบบการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ทำให้รู้ว่าพื้นที่ใดปลูกข้าวเท่าไหร่ เมื่อได้รับความเสียหายก็ชดเชยตามความเป็นจริง วันนี้เวลาไปต่างประเทศเราอาจพูดได้ในระดับหนึ่ง แต่เขาก็ยังรอดูรูปธรรมที่ชัดเจน

ขณะที่นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. ฝ่ายโยธา กล่าวว่า การดูแลการบริหารจัดการน้ำในอนาคต ในส่วนของปลายน้ำนั้น จะต้องไม่ดูเฉพาะที่ กทม. แต่จะต้องดูไปถึงสมุทรปราการ ที่จะต้องเป็นพื้นที่ระบายน้ำไปสู่ทะเล แต่น้ำท่วมที่ผ่านมา การระบายน้ำไปยังพื้นที่ดังกล่าวยังทำได้ไม่เต็มที่ ซึ่งเรื่องการแก้ปัญหาจัดการเรื่องน้ำไม่ควรใช้คนที่ไม่ใช่วิศวกรหรือผู้รู้มาบริหารจัดการ เพราะการที่ออกมาให้ข่าวว่าจะมีพายุ 25-30 ลูกในปีนี้ เป็นภาพรวมของทั้งภูมิภาค แต่ที่เข้ามาในประเทศจริงๆ เต็มที่ก็อาจมีเพียงแค่ 4-5 ลูกเท่านั้น อย่าปล่อยให้คนขี้ตกใจออกมาพูด ต้องให้คนมีความรู้ออกมาพูด ซึ่งเชื่อว่าบ้านเมืองจะไปรอด

นอกจากนี้ ในส่วนของระบบซิงเกิลคอมมานด์ที่ใช้แก้ปัญหา ก็ไม่ใช่ปล่อยให้นักการเมืองคนเดียวเข้ามาบัญชาการแก้ปัญหาทั้งหมด แต่หมายถึงการรวมระบบบริหารจัดการศูนย์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิต กรมอุตุนิยมวิทยา กรมอุทกศาสตร์ ฯลฯ เข้ามาอยู่ด้วยกัน เพื่อจะได้เห็นภาพรวมที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด โดยจะต้องใช้วิศวกรแหล่งน้ำเป็นผู้ดูแลระบบ นักการเมืองจะต้องถอยออกมา ปล่อยให้ผู้รู้เป็นผู้เสนอทางแก้ไข อย่าปล่อยให้คนปลอดประสบการณ์เป็นคนตัดสินใจแก้ปัญหา

สำหรับการบริหารจัดการน้ำทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยานั้น เวลานี้ไม่ควรมาห่วงแค่พื้นที่ กทม. แต่จะต้องไปดูยังพื้นที่สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี ที่ยังเป็นพื้นที่ระบายน้ำ เพราะที่ผ่านมาฝนตกหนัก 2 ชม. ที่นนทบุรี ยังท่วมขังไป 3 วัน เนื่องจากยังไม่มีการลอกท่อ

ขณะที่นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า รัฐบาลยังขาดวิสัยทัศน์เรื่องการจัดการน้ำ เพราะหลักการที่แท้จริงคือ การมองทุกภาคส่วน และการมีส่วนร่วม จากที่ตนได้ไปสัมผัสกับเครือข่ายชาวบ้าน พบว่าหน่วยงานรัฐไม่ได้พูดเรื่องการมีส่วนร่วมกับชาวบ้านเลย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งผลให้การจัดการสำเร็จ เพราะชาวบ้านอยากร่วมคิด วางแผน และตัดสินใจ วันนี้ทุ่มงบมหาศาลแต่หวังผลไม่ถึง 1 % จะลงทุนไปทำไม

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement