advertisement

ภาพจับมือ สู่ 'ก้อนอิฐ' จากมวลชน "อุดมการณ์ยังสบายดีอยู่หรือเปล่า?"

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ม.ค. 2555 05:30

เหตุที่เกิดขึ้นมาใน 2-3 วันที่ผ่านมาขณะนี้ของแวดวงการเมือง คงจะหนีไม่พ้นกระแสร้อนแรงในเรื่องของภาพการจับมือกันระหว่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แกนนำหลักสำคัญของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) และนายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำกลุ่มกรีน และอดีตเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ที่ขณะนี้แยกตัวกันออกจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้ออกรายการพูดคุยกันอย่างยิ้มแย้มเหมือนไม่เคยมีเรื่องกันมาก่อนแต่อย่างใด ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งนปช.และพธม.เองหลายครั้งก็ได้มีการปะทะกันจนเลือดตกยางออกเพียงเพราะคำว่า ‘อุดมการณ์’ ที่ปลูกฝังมาจากแกนนำทั้งสองฝ่าย

ภาพที่ทั้งสองจับมือกันและยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตรอาจจะทำให้มวลชนตั้งข้อสังเกตว่าไม่เหมาะสม และสร้างความไม่พอใจในตัวของแกนนำ จนมวลชนของบางฝ่ายออกมากระตุกอารมณ์ชื่นมื่น ‘ปรองดอง’ กันอย่างถึงพริกถึงขิง หลายความคิดเห็นในโลกโซเชียลมีเดียอาจจะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหงายหลังไปกับคำถามที่ว่า ‘อุดมการณ์ ณ ตอนนี้ยังเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า?’

 

 

ต้นเหตุ-ปลายเหตุ ที่มาภาพจับมือจูบปาก จาก สุริยะใส!

นายสุริยะใส กล่าวกับ ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ต้นเหตุต้นตอที่มาที่ไปของภาพดังกล่าวว่า ภาพที่เผยแพร่ออกไป ก่อนโดนถล่มไม่ยั้งจากทางโซเชียลมีเดีย ว่า เป็นเรื่องที่ไม่ทราบมาก่อน ทั้งตนและนายจตุพร(ตอนที่ไปออกรายการดังกล่าว) ไม่มีใครรู้  หากทราบมาก่อนคงแย้งว่าอาจจะทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการปรองดองจูบปากกันแล้วหรือเปล่า จะทำให้คนสับสนได้ แต่ก็ถือเป็นมารยาท ไม่ได้หมายความว่าคืนดี มุมมองของผมกับคุณจตุพรคนละขั้วกันอยู่แล้ว ยากที่จะเจรจา หรือพบกันครึ่งได้ด้วยซ้ำ

เมื่อถามถึงว่าเพราะเหตุใดจึงตกลงยอมที่ไปร่วมโต๊ะพูดคุยกับนายจตุพร ทั้งที่ผ่านจะเห็นบาดแผลและรอยร้าวในเรื่องของอุดมการณ์ของทั้งสองฝ่าย นายสุริยะใสกล่าวว่า อยากฟังผู้ที่มีบทบาททางการเมืองว่าจะทำอะไรบ้าง ไม่ได้คิดว่าจะเป็นปัญหาอะไร ถึงแม้จะไม่เห็นด้วยที่เผยแพร่ภาพแบบนั้น แต่ไม่อยากจะไปโกรธเคือง ตนไปด้วยจุดยืนที่มั่นคงในปัจจุบัน และหากมีรายการเชิญอีกก็ไม่มีปัญหา ยอมไป


“ไม่ว่าจะเจอกันที่ไหนก็ยังคุยกันคนละภาษา...”

นายสุริยใส ยอมรับว่าและเข้าใจว่าพี่น้องพันธมิตรเค้าเป็นห่วง บางคนก็รับไม่ได้ เนื่องจากภาพการจับมือถูกปล่อยออกไปก่อนรายการ แต่ก็ได้อธิบายและชี้แจงไปแล้ว หลายคนที่ได้ดูแล้วก็จะเห็นว่าไม่มีอะไร ตนกับจตุพรแยกทางกันตั้งแต่สมัยรัฐบาลไทยรักไทยตนได้พูดไปในรายการแล้วเกี่ยวกับแผนการปรองดองว่าตนกับนายจตุพรไม่ได้จะพลิกบทบาทมาจูบปากกัน แต่หมายถึงจะต้องปล่อยความขัดแย้งไว้ข้างหลังแล้วทำหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น นี่คือคำว่าปรองดอง

“ต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริงที่เป็นไปได้ อย่าเพ้อฝัน คำว่าปรองดองของนักการเมืองเป็นแค่วาทะกรรม แต่กับคุณจตุพร ก็คุยกันเปิดเผย ว่าแต่ละฝ่ายคิดยังไง ไม่ได้ทำเป็นฮั้วกัน ไม่ว่าจะเจอกันที่ไหนก็ยังคุยกันคนละภาษา”

ทั้งนี้ นายสุริยะใส กล่าวอย่างทำใจ หากว่าจะต้องได้รับก้อนอิฐแทนที่จะเป็นดอกไม้อย่างไม่รู้ตัวในการทำให้เกิดภาพประวัติศาสตร์นี้ และจะต้องสางปัญหาโดยการสร้างความเข้าใจกับมวลชนว่า  “เราต้องยอมบ้างเพื่อฟังความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย ไม่โกรธที่บางคนออกมาทักท้วงหรือแสดงความเห็นแรงๆ มองว่าเป็นการตักเตือน หลังรายการก็ต่างคนต่างไป และปกติก็ไม่ได้คุยกับคุณจตุพรอยู่แล้วไม่มีกิจกรรมร่วมกันมา 6-7 ปีแล้วผมไม่ โกรธ(ทางรายการที่นายสุริยะใสและนายจตุพรไปออกร่วมกัน)หรอก ผมคิดว่าเพียงแต่ต้องพยายามกับสังคมให้ได้ว่ามันเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง เพราะตัวผมเองก็ได้กระทำลงไปเองผมไม่ขอโทษใครทั้งสิ้น การจับมือในรายการนั้นเป็นเพียงแค่มารยาทในการแสดงออก แต่ยืนยันว่าไม่รู้มาก่อนเลยว่าจะได้จับมือกัน”

 

 

“ความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งมันก็เป็นคนละเรื่องในแนวคิดและจุดยืน...”

ด้านคู่กรณีทางอุดมการณ์ตลอดการอย่าง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.คนสำคัญและเพื่อนร่วมสู้แสวงหาประชาธิปไตยเคียงบ่าเคียงไหล่ของนายจตุพรและคนเสื้อแดงให้ทรรศนะกับ‘ไทยรัฐออนไลน์’ถึงกรณีภาพสมานฉันท์ดังกล่าวว่า เรื่องนี้มีกระแสไม่พอใจนั้นยังไม่มีและไม่เห็น  เพราะในรายการก็เป็นการสนทนาในมิติความสัมพันธ์ส่วนตัว และเป็นคนละเรื่องในแนวคิดและจุดยืนทางการเมือง

“ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวแต่เก่าก่อน พออยู่ตรงข้ามกันแล้วจะอาฆาตมาดร้ายเอากันถึงเป็นถึงตายนั้นมันไม่ใช่ แล้วก็ไม่ได้หมายความความสัมพันธ์ส่วนตัวแต่เก่าก่อนจะทำให้ความสัมพันธ์ในจุดยืนทางการเมืองนั้นเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้”

 

 

“คนเสื้อแดงมีวุฒิภาวะ.. ถ้าเขาทรยศกับประชาชนเมื่อไหร่ ก็จะถูกพิจารณากันเอง...”

ตามข้อสงสัยของ‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ว่าทำไมฟีดแบกของกลุ่มคนเสื้อแดงนปช.ที่มีต่อนายจตุพร กลับไม่รุนแรงเหมือนกับนายสุริยะใสนั้น นายณัฐวุฒิได้ บอกว่า คนเสื้อแดงมีวุฒิภาวะแล้วก็มีความเข้าใจปรากฎการต่างๆเป็นอย่างดี มองภาพตามแนวทางประชาธิปไตยแล้วมันสามารถเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว ผมมั่นใจว่าจตุพรที่สู้ด้วยกันมาตลอด ยังมีจุดยืนที่ต่อสู้ร่วมกับประชาชนด้วยกันแค่นั้นก็เพียงพอ

แกนนำคนสำคัญในฝ่ายนปช. ได้กล่าวเปรียบเทียบเหตุการณ์ต่อต้านของมวลชนแต่ละกลุ่ม จะทำให้การดำเนินการสร้างความปรองดองในสังคมเกิดผลกระทบได้หรือไม่นั้นว่า มันคงมีหลายฝ่ายในสังคมที่อยากจะเห็นภาพความปรองดองเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ขัดแย้งต่างๆ เป็นความพยายามของหลายๆฝ่าย

“ต้องให้เกิดความยุติธรรมอย่างเสมอภาค และเสรีภาพของประชาชนต้องได้รับความเคารพ ตรงนี้น่าจะเป็นหัวใจสำคัญ กินข้าวกันกี่มือ ถ้าจิตวิญญาณยังไม่เป็นประชาธิปไตย ความปรองดองก็เกิดขึ้นไม่ได้”

นายณัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า จะต้องเลือกที่จะบริโภคข่าวและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างวิพากษ์ ไม่เอากากแล้วเลือกแต่แก่น เพราะฉะนั้นการสนทนาในรายการก็ยังคงแก่นแท้ในรายการ  ผมมั่นใจในวุฒิภาวะและเชื่อมั่นในพี่น้องคนเสื้อแดง เหมือนที่เชื่อมั่นในตัวจตุพร ผมคิดว่าไม่ต้องอธิบายอะไรเลย เขาเข้าใจเหตุผลและตัวตนในคนที่เขาเชื่อแบบนั้น แต่ถ้าเขาทรยศกับประชาชนเมื่อไหร่ ก็จะถูกพิจารณากันเอง!!!

..........

เมื่อได้ฟังทั้งสองฝ่ายออกมาให้ความคิดเห็นและที่ไปที่มา อย่างหนึ่งที่เชื่อได้เหลือเกินในคำที่กี่รุ่นต่อกี่รุ่น การเมืองเขี้ยวลากดินขนาดไหนก็ยังต้องเอ่ยกับวลีที่ว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร” ส่วนความจริงจะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่การรับรู้และความเข้าใจของมวลชนในแต่กลุ่ม อย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นในขณะนี้ว่าบรรยากาศ‘ปรองดอง’ยังคงมีโอกาสเกิดได้อยากในสังคมไทยขณะนี้ เพียงแค่ออกรายการจับมือกันเท่านั้นก็ส่งผลให้มวลชนขยับออกอาการ 'กระดิก' ตัวกันเป็นแถว มื้อเย็นที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในสภาสร้างภาพมื้อแห่ง ‘ความสมานฉันท์’ นั้นคงเกิดได้อยากหากยังไม่รู้สภาพความเป็นจริงของสังคมในเวลานี้.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement