advertisement

คอป.สรุปขัดแย้งสังคม ปมจากศาล รธน.ตัดสินคดีซุกหุ้น 'ทักษิณ'

โดย 9 ธ.ค. 2554 20:50

คอป.สรุปต้นเหตุความขัดแย้ง มาจากศาล รธน.ทำผิดพลาดในคดีซุกหุ้นของ ''ทักษิณ'' เมื่อปี 2547 มีความไม่ชอบมาพากล ระบุศาลต้องทำงานอย่างเด็ดขาด แนะรัฐบาลยึดถือปฏิบัติหลักนิติธรรมอย่างจริงจัง...

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงาน สำนักงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) คณะกรรมการ คอป. ซึ่งมีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ได้เผยแพร่รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ประจำวันที่ 17 ม.ค.-16 ก.ค.2554 ถึงสื่อมวลชน โดยสรุปว่า ตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 จนถึงเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อปี พ.ศ.2553 คอป. เห็นว่ารากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งส่วนหนึ่งมาจากกระบวนการที่ละเมิดหลักนิติธรรม กระบวนการประชาธิปไตย กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ทุกๆอย่างมีความอ่อนแอ และขาดประสิทธิภาพ จนนําไปสู่กระบวนการใช้อํานาจนอกระบบในการแก้ไขปัญหา โดยการรัฐประหาร ซึ่งเป็นการละเมิดหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง ซึ่งแทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา แต่ในท้ายที่สุดกลับสร้างปัญหามากยิ่งขึ้น การละเมิดหลักนิติธรรมอันเป็นรากเหง้าของปัญหา เกิดจากกรณีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี พ.ศ. 2547 ในคดีที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทําผิดตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาตรา 295 หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “คดีซุกหุ้น” ที่ศาลรัฐธรรมนูญมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักแห่งกฎหมาย

 

“ในชั้นพิจารณาชี้ขาดในเนื้อหาของคดีนั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจํานวน 7 คน ได้วินิจฉัย ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ทําการซุกหุ้นจริง ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจํานวน 6 คน วินิจฉัยว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้กระทําผิดในข้อกล่าวหา แต่ที่น่าประหลาดก็คือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จํานวน อีก 2 คน ที่เคยลงมติว่าคดีไม่อยู่ในอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ลงไปวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดีแต่อย่างใด เท่านั้นไม่พอ ศาลรัฐธรรมนูญเองยังได้นําเอาคะแนนเสียง 2 เสียงหลังนี้ไปรวมกับคะแนนเสียงจํานวน 6 เสียง ที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้กระทําผิดในข้อกล่าวหาว่า “ซุก หุ้น” แล้วศาลรัฐธรรมนูญได้สรุปเป็นคําวินิจฉัยชี้ขาดยกฟ้อง การปฏิบัติของศาลรัฐธรรมนูญในคดีดังกล่าวนี้ จึงมีความไม่ชอบมาพากล ยากท่ีประชาชนทั่วไปจะเข้าใจได้” รายงาน คอป. ฉบับดังกล่าว ระบุ

รายงาน คอป.ฉบับที่ 2 ยังระบุอีกว่า การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน ไม่วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดีก็ดี และการที่ศาลรัฐธรรมนูญเองได้นําเอาคะแนนเสียง 2 เสียง เข้าไปบวกรวมกับคะแนนเสียง 6 เสียงก็ดี เป็นการปฏิบัติที่ผิดหลักกฎหมายโดยแท้ ทําให้เกิดความผิดพลาด 2 ประการ คือ เป็นความผิดพลาดของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน ที่ไม่วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดี ซึ่งเท่ากับเป็นการไม่ทําหน้าที่ตุลาการของตน เพราะผู้พิพากษาหรือตุลาการนั้น จะไม่ทําหน้าที่ของตนไม่ได้โดยเด็ดขาด และยังเป็นความผิดพลาดของศาลรัฐธรรมนูญเองอีกด้วย ที่ได้เอาคะแนนเสียง 2 เสียง ไปรวมกับคะแนนเสียง 6 เสียง ที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้กระทําความผิดตามข้อกล่าวหา ทําให้ผลของคดีดังกล่าวนี้เป็นผลที่มีความไม่ชอบมาพากล เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาตรา 303 บัญญัติเหตุแห่งการถอดถอนออกจากตําแหน่งว่า “จงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ผลของการปฏิบัติที่ผิดหลักกฎหมายของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน และศาลรัฐธรรมนูญโดยรวมดังกล่าวมานั้น จึงเป็นการบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมาย อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทําให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงในหลักนิติธรรมของประเทศไทย ตั้งแต่ได้เกิดการบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมายขึ้นในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาใน “คดีซุกหุ้น” เมื่อปี 2547 นั้น รัฐยังละเลย และไม่ได้เข้าไปตรวจสอบถึงรากเหง้าของความไม่ชอบมาพากล หรือความที่น่ากังขาของเรื่องนี้แต่อย่างใด ดังนั้น คอป. จึงขอเสนอแนะให้รัฐและสังคมได้ตรวจสอบการยึดถือปฏิบัติตามหลักนิติธรรมอย่างจริงจัง.

โหวตข่าวนี้