advertisement

ปชป.ชี้รัฐบาล บริหารงาน ไม่ตอบโจทย์ปชช.

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.ย. 2554 20:33

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เผย ปชป.ต้องมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย สร้างอนาคตให้คนไทยทุกคน ถือเป็นภารกิจหลัก เพราะรัฐบาลใหม่ยังไม่อาจให้คำตอบกับประชาชนได้ ตั้งคนดำเนินการ 4 นโยบายสำคัญแล้ว...

 

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 3 ก.ย. ที่โรงแรมท็อปแลนด์ จ.พิษณุโลก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงหลังการประชุมสัมมนา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ว่า ผลสรุปการสัมมนา ส.ส.พรรค ที่ต่อเนื่องจากการประชุมกรรมการบริหารพรรค และผ่านการรับฟังความคิดเห็นของ ส.ส. ที่ตอบแบบสอบถาม และทำงานวิจัยที่สมาชิกพรรค ให้บุคคลภายนอกไปจัดทำในรูปแบบต่างๆ ทุกคนเห็นตรงกันเป็นเอกภาพว่า ภารกิจสำคัญของประชาธิปัตย์ ที่จะต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้คือ การสร้างความพร้อมที่พรรคประชาธิปัตย์ จะต้องมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการสร้างอนาคตให้กับคนไทยทุกคน ถือเป็นภารกิจหลัก เพราะเห็นว่าการบริหารประเทศในขณะนี้ ไม่อาจให้คำตอบกับประชาชนได้

"การแก้ปัญหาของรัฐบาล เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สร้างแรงจูงใจเฉพาะหน้าให้เกิดความพึงพอใจ แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ของประเทศในระยะยาว เป็นการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ รวมทั้งต้องการแบ่งแยกประชาชน และคนบางกลุ่มที่ต้องการมีอำนาจผูกขาด ทั้งหมดนี้ เป้าหมายของประชาธิปัตย์จึงเป็นการเตรียมความพร้อม ที่จะสามารถขับเคลื่อนให้กับคนไทยทุกคนได้ โดยจะมีการปรับเปลี่ยนการทำงาน จัดรูปแบบโครงสร้าง มอบหมายความรับผิดชอบในพรรค ไปจนถึงการสื่อสาร และการบริหารจัดการภายในพรรค ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง โดยเห็นพ้องต้องกันว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นศูนย์รวมในการระดมกำลังของประชาชนทั้งประเทศ ให้มาขับเคลื่อนทางการเมืองร่วมกับประชาธิปัตย์ ทั้งภายในพรรค ทั้งกรรมการบริหารสาขาพรรค สมาชิกพรรค ไปจนถึงการทำงานร่วมกับเครือข่ายของประชาชนในทุกภาคส่วน" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในเบื้องต้น สิ่งที่พรรคจะดำเนินการอย่างน้อย 4 ส่วนคือ ส่วนแรก นำโดย 1.นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรค จะดำเนินการงานด้านการวิจัย และทำแผนยุทธศาสตร์ 2.นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก จะดำเนินการงานสื่อสารและประชาสัมพันธ์ของพรรคทั้งหมด เพื่อให้แนวทางและจุดยืนเป็นที่เข้าใจในหมู่ประชาชนทุกกลุ่มอย่างชัดเจน 3.นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พัฒนากลุ่มงานประเมินผลนโยบายที่จะมาสนับสนุนการทำงานของพรรคในสภาฯ รวมทั้งในส่วนของครม.เงา และ 4.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรค และนายกนก วงศ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ดูแลการพัฒนานโยบาย

"นอกจากนี้จะมีการกระจายการบริหารจัดการภายในในระดับของพื้นที่ โดยมอบอำนาจให้รองหัวหน้าพรรคแต่ละภาคชัดเจนมากขึ้น เช่น ปัญหาการบริหารงานในสาขาพรรคหรือตัวผู้สมัคร ซึ่งจะมีการดำเนินการหากลไกในแต่ละภาคของตัวเอง เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ ควบคู่กับการที่พรรคจะมีการจัดตั้งกลุ่มบุคคล ที่จะไปทำงานและประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มประชาชนและมวลชนต่างๆ เช่น ผู้ใช้แรงงาน นักธุรกิจ เกษตรกร กลุ่มสตรีเครือข่ายท้องถิ่น เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดของการมอบหมายบุคคลใด ที่จะขึ้นมาเป็นกลุ่มประสานงาน หรือแต่งตั้งครม.เงา ทางคณะกรรมการบริหารพรรค จะมีการประชุมในวันอังคารหน้า และจะแถลงให้ทราบ" อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ นายอภิิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า จากการทำงานในพื้นที่ส่วนของรองหัวหน้าภาค และกลุ่มผู้ประสานงาน จะสอดรับกับการทำงานของ 4 กลุ่มส่วนกลางที่แต่งตั้งขึ้น ซึ่งพรรคจะมีระบบการรายงาน ติดตามการประเมินผล โดยผู้ที่ได้รับมอบหมายในกลุ่มงานต่างๆ จะต้องรายงานให้กรรมการบริหารพรรคทราบทุกเดือน ซึ่งนายประกอบ จิรกิติ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รายงานข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งจะประมวลข้อมูลเหล่านี้ก่อนนำเสนอให้กับกรรมการบริหารพรรคอีกชั้น

"ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมของการสัมมนา เพื่อยืนยันความเป็นเอกภาพ ความพร้อมในการก้าวไปข้างหน้า ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า คนไทยและประเทศไทยควรมีระบบการเมืองที่มีความยั่งยืน และมั่นคงมากกว่าที่เห็นในปัจจุบัน และพรรคประชาธิปัตย์จะขับเคลื่อนองค์กรของพรรค เพื่อเป็นหัวหอกในการนำสิ่งเหล่านี้มาให้กับประชาชนทุกกลุ่ม" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเห็นความเปลี่ยนแปลงหลังการปรับปรุงโครงสร้างพรรคได้เมื่อไหร่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า การประเมินในแต่ละงาน กรรมการจะมีการกำหนดตัวชี้วัดในความก้าวหน้าของงานที่อาจแตกต่างกันไป เช่น รองหัวหน้าภาค จะต้องมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกพรรค การสรรหาผู้สมัคร แม้กระทั่งการจัดตั้งสาขาพรรค และศูนย์ประสานงานต่างๆ ได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ซึ่งทุกอย่างจะขับเคลื่อนโดยเร็วที่สุด รวมถึงการสรรหาผู้สมัครที่จะต้องมีการเตรียมพร้อมโดยเร็วที่สุดในทุกพื้นที่ เพื่อให้การขับเคลื่อนทั่วประเทศมีพลังมากกว่าในอดีต ในฐานะที่เป็นฝ่ายค้าน ในช่วงที่มีภาวะการแทรกแซงและแทรกซึมสื่อ เราก็รู้ว่ามีงานหนักขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการหาช่องทางใหม่ๆ ที่เป็นเรื่องท้าทาย

เมื่อถามว่า จะมีทีวีเป็นของตัวเองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคการเมืองคงมีสื่อไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่เราเชื่อว่า ปัจจุบันการขยายผลการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ สามารถทำได้ ซึ่งพรรคประเมินว่า ที่ผ่านมา นอกจากปัญหาสื่อในภาพกว้างแล้ว การสื่อสารในพื้นที่ เราต้องการการขับเคลื่อนในส่วนกลางของภาพรวม โดยมีผู้ประสานงานและขับเคลื่อนในพื้นที่ที่ต้องทำอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า จะมีการจัดตั้งเป็นสำนักรับผิดชอบขึ้นมาโดยตรง อย่างสำนักงานด้านการสื่อสาร หรือสำนักงานด้านกฎหมายขึ้นมาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราได้มอบหมายกรรมการบริหารพรรคให้ไปรับผิดชอบแล้ว ซึ่งเราเห็นว่าไม่จำเป็นต้องไปทำโครงสร้างที่เป็นแบบแข็งตัวเกินไป เพราะเราต้องการความยืดหยุ่นในการปรับการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งได้กำหนดตัวผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจนแล้ว ส่วนจะเป็นสำนักหรือคณะทำงานหรือไม่ อยู่ที่ผู้รับผิดชอบจะเป็นผู้เสนอ ว่าจะมีการเชิญอาสาสมัคร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมงานหรือไม่ ผู้รับผิดชอบจะเป็นผู้เสนอต่อกรรมการบริหารพรรค

เมื่อถามว่า จะเชิญบุคคลภายนอกเข้าร่วมเป็นคณะทำงานหรือไม่ นายอภิิสิทธิ์ กล่าวว่า หลายเรื่องจำเป็นต้องมีบุคลากรภายนอกอย่างแน่นอน ทั้งมืออาชีพ เป็นงานด้านนั้นๆ ไปจนถึงการมีผู้มีอุดมการณ์ แต่ไม่ประสงค์จะเป็นนักการเมือง ที่อาจจะมาช่วยในเชิงวิชาการ เชิงประสานงานฝ่ายต่างๆ ก็จะเป็นคนภายนอก

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement