advertisement

อานุภาพจรวดเขมรสะท้อนการทูตเหลว

โดย 8 ก.พ. 2554 10:00

กลุ่มกระสุนระเบิดที่ทหารกัมพูชาระดมยิงเข้ามาในเขตไทย ชาวบ้านบอกว่าเห็นเป็นลูกไฟและควันวิ่งเป็นทางยาวตกใส่บ้านคน ผู้อยู่ในแวดวงอาวุธยุทโธปกรณ์การสงคราม ประเมินว่า...อาจจะเป็นจรวด

ผู้เชี่ยวชาญสายพิราบ ให้ความรู้ย้อนรอยแสนยานุภาพจรวดกัมพูชา เอาไว้เมื่อครั้งกัมพูชาซ้อมยิงจรวดหลายลำกล้องแบบ BM21 ราวต้นเดือนมีนาคมปีที่แล้ว...

ครั้งนั้น...กัมพูชาทำการทดสอบยิง จรวดหลายลำกล้องแบบ BM21 จำนวน 8 คัน โดยทำการยิงทั้งหมด 200 นัด ซึ่งเป็นการทดสอบอาวุธด้วยกระสุนจริงครั้งแรก นับตั้งแต่กัมพูชาเสร็จสิ้นสงครามกลางเมืองเมื่อปี 2541

ตามข้อมูล บางแหล่ง กัมพูชามีระบบจรวดหลายลำกล้องแบบนี้ประจำการราว 100 ระบบ... "BM21" เป็นระบบจรวดหลายลำกล้องขนาด 122 มม. ไม่นำวิถี ซึ่งผลิตในสหภาพโซเวียตเดิม

ทั้งระบบจะประกอบไปด้วยรถบรรทุก 6 ล้อ มีพิสัยปฏิบัติการได้ราว 400 กิโลเมตร ด้านหลังจะเป็นแท่นยิงซึ่งมีท่อยิงจำนวน 40 ท่อยิง ซึ่งทำการยิงจรวดได้ 2 นัดต่อวินาที ทำการเล็งด้วยตา...ด้วยกล้องเล็งด้านข้างตัวรถ โดยมีพลประจำรถ5 นาย

ทำการยิงได้ภายใน 3 นาทีนับจากรถจอด และเปลี่ยนที่ตั้งได้หลังจากทำการยิงเสร็จแล้วภายใน 2 นาที

สำหรับ การบรรจุจรวดทำด้วยคนโดยใช้เวลาราว 10 นาที...ตัวจรวดขนาด 122 มม. มีหลายแบบให้เลือกใช้ตามแต่ภารกิจ ตั้งแต่จรวดติดหัวรบบรรจุดินระเบิด

จรวดบรรจุกับระเบิดรถถัง ระเบิดสังหารบุคคล ลูกระเบิดขนาดเล็กสำหรับทำลายรถถัง ระเบิดควัน ไปจนถึงทุ่นระเบิดใต้น้ำ

อีกประเด็นน่าสนใจ "BM21" มีระยะยิง 30-40 กิโลเมตร

ในมุมข้อดีที่ว่ามาก็มีข้อเสีย   โดยเฉพาะความแม่นยำที่   BM21   มีไม่ มากนัก จึงทำให้ไม่สามารถทำการโจมตีที่ต้องใช้ความแม่นยำสูงได้ ดังนั้นความมุ่งหมายของอาวุธประเภทนี้คือการทำลายเป็นพื้นที่ หมายถึง การใช้อำนาจการยิงในการทำลายเป็นวงกว้าง

รถหนึ่งคันมีจรวด 40 นัด จรวดทั้ง 40 นัด สามารถยิงหมดได้ภายใน 20 วินาที และ 1 กองพันจรวดหลายลำกล้องจะบรรจุทั้งหมด 18 ระบบ

นั่น ก็คือ 1 กองพันสามารถทำการยิงได้ถึง 720 นัดในการยิงหนึ่งครั้ง จรวดทั้ง 40 นัดจากรถหนึ่งคันสามารถทำการยิงได้ครอบคลุมพื้นที่ราว 20,000 ตารางเมตร

นึกภาพง่ายๆ BM21...1 กองพัน ทำลายเป้าหมายได้ภายในพื้นที่เกือบ 1 ตารางกิโลเมตร

ผู้เชี่ยวชาญอาวุธยุทโธปกรณ์สายพิราบ บอกอีกว่า ปัจจุบันอาเซียนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของจรวดหลายลำกล้อง

นอกจาก กัมพูชาที่มี BM21 ใช้งานแล้ว...ยังมีอีกหลายประเทศ เช่น เวียดนาม ประจำการด้วยสะกัต (SCUD) จากรัสเซีย-เกาหลีเหนือ...โดยไม่ทราบจำนวน

และ...ประเทศ เพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย ก็จัดหา Astros II จากบราซิลจำนวน 36 ระบบ, สิงคโปร์จัดหาระบบ M142 High Mobility Artillery Rocket Systems (HIMARS) จำนวน 18 ระบบ

ส่วนไทยจัดหา WS-1B จากประเทศจีนจำนวน 9 ระบบ และกำลังพัฒนาระบบจรวดหลายลำกล้องในประเทศเพื่อเข้าประจำการ

เปรียบเทียบจรวดที่เราทำเอง ไทยมีจรวดหลายลำกล้อง DTI-1 ช่วงที่กองทัพบกเปิดตัวใหม่ๆไม่นานมานี้...หลายคนก็ตั้งข้อสงสัย

DTI-1...ไทย กับ BM21...กัมพูชา อันไหนดีกว่ากัน?

ผู้เชี่ยวชาญสายพิราบ ให้ข้อมูลล่าสุดเอาไว้ตั้งแต่ต้นปี 2554 บอกว่า

ความ จริงมันก็ต่างกันพอสมควร...ถ้าดูจากปริมาณจรวดที่ยิงได้ต่อ 1 ครั้งแล้ว BM21 มีจรวดบรรจุทั้งหมด 40 นัดใน 1 ชุดยิง...ส่วน DTI-1 มีจรวด 4 นัดใน 1 ชุดยิง

สำหรับอำนาจการทำลายนั้น BM21 ใช้จรวดขนาด 122 มิลลิเมตร บรรจุดินระเบิดราวๆ ลูกละ 25 กิโลกรัม ยิงได้ไกล 40 กิโลเมตร ส่วน DTI-1 นั้น ใช้จรวดขนาด  302  มิลลิเมตร  ใช้ดินระเบิดลูกละ  150  กิโลกรัม  มีระยะยิงไกล180 กิโลเมตร...

นอกนั้นทั้งสองระบบต่างเป็นจรวดที่ไม่นำวิถีเหมือนกัน

ข้อมูล ข้างต้นจึงน่าจะเทียบกันลำบาก แค่ขนาดจรวด...ขนาดหัวรบ และระยะยิง DTI-1...ไทย ก็ใหญ่กว่าและไกลกว่า BM21...กัมพูชาหลายเท่าอยู่แล้ว

เอาง่ายๆว่า...จากระยะยิง DTI-1 ยิงได้ 4 รอบกว่าที่ BM21 จะวิ่งเข้ามายิงได้สัก 1 รอบ

"อำนาจ การทำลายมันก็ต่างกัน จรวดของ BM21 มีดินระเบิด 25 กิโลกรัม รัศมีการทำลายอาจจะเทียบได้กับบ้านสักสองหลัง แต่ลูก DTI-1 รัศมีการทำลายมันราวๆ 1 สนามฟุตบอล

ถ้าจะเอาให้ชัวร์ ก็ตั้ง DTI-1 ไกลๆ แค่นี้ก็ไม่มีใครยิงโดนแล้ว ที่สำคัญกว่านั้น DTI-1 เราผลิตเองได้ จะยิงกี่ลูก จะมีกี่ระบบก็ปั๊มออกมาได้"

ข้อมูลจาก พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สปท. บอกว่า จรวดหลายลำกล้อง DTI-1...สามารถใช้เป็นอาวุธเชิงรุกและเชิงรับ สร้างความได้เปรียบในสนามรบด้วยสมรรถนะที่สำคัญ

โดยเฉพาะคุณสมบัติ ความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ เปลี่ยนที่ตั้งยิงได้ในเวลาอันรวดเร็ว มีความอยู่รอดในสนามรบสูง

DTI-1 มีสมรรถนะที่ยิงไกลถึง 180 กิโลเมตร มีอำนาจการยิงในทางลึกถึงแนวหลังของพื้นที่การรบ โจมตีเป้าหมายสำคัญ เช่น ค่ายทหาร สนามบิน และฐานยิงจรวด ทั้งนี้ จรวด DTI-1 สามารถใช้รถเป็นฐานยิง ติดตั้งท่อยิงจรวดจำนวน 4 ท่อยิง

ที่สำคัญ...รถฐานยิงจรวดมีระบบ ชี้ ทิศ และพิกัดอัตโนมัติ ทำงานร่วมกับระบบอำนวยการยิงอัตโนมัติ สามารถให้พิกัดและชี้ทิศทางยิงพร้อมมุมยิงได้อย่างรวดเร็ว หัวรบบรรจุดินระเบิดแรงสูง เมื่อยิงออกไปแล้วระบบสามารถบรรจุลูกจรวดเพื่อพร้อมยิงใหม่ได้ภายในเวลา เพียง 20 นาที

ลูกจรวด DTI-1 ยาว 6.37 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 302 มิลลิเมตร จรวดเดินทางด้วยความเร็วสูงสุด   5.2   มัค   หรือ   5.2   เท่าเหนือความเร็วเสียง

กระสุนวิถีสูงสุด 60 กิโลเมตร เมื่อต้องการทำการยิง DTI-1 จะยกแท่น

ยิงขึ้นเพื่อให้ได้องศาตามที่ได้คำนวณไว้ โดยจรวด DTI-1 สามารถยกแท่น

ยิงขึ้นได้สูงสุด 60 องศา ซึ่งตัวระบบมีไฮโดรลิก ช่วยในการปรับมุมองศาได้อย่างรวดเร็ว

ถึง ตรงนี้...ผู้เชี่ยวชาญสายพิราบ ย้ำว่า อย่าได้ดูถูกแสนยานุภาพกองทัพกัมพูชาเป็นอันขาด กองทัพบกกัมพูชาเป็นเหล่าทัพที่สำคัญที่สุดในจำนวน 3 เหล่าทัพ อาวุธส่วนมากของกัมพูชาจะเป็นอาวุธจากค่ายสังคมนิยมเดิมอย่างรัสเซีย และจีน

กองทัพ กัมพูชาประกอบด้วย กรมทหารราบ 9 กรม, กองพันยานเกราะ 3 กองพัน, กรมทหารช่าง   4  กรม,  และกองพลน้อยต่อต้านการก่อการร้าย  3  กองพล  มีกำลังทหาร 124,000 นาย งบประมาณกลาโหม 120 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปีโดยประมาณ

อาวุธส่วนมากเป็นอาวุธในยุคสงคราม เย็นที่เคยใช้ในสงครามกลางเมือง ในปัจจุบันอาวุธหลายรายการได้รับการช่วยเหลือจากจีน รัสเซีย และสหรัฐฯ

สำหรับ อาวุธหลักของกองทัพบกกัมพูชาประกอบไปด้วย... รถถัง T-55 จากรัสเซีย, รถถังหลัก Type-59 จากจีน, รถถังเบา PT-76 จากรัสเซีย, รถถังเบาType-62/63 จากจีน และรถถังเบา AMX-13

รถเกราะ ก็มี...รถรบทหารราบ BMP-1 จากรัสเซีย, รถเกราะสายพาน M113A1/A3 จากสหรัฐฯ, รถเกราะล้อยาง BTR-60 จากรัสเซีย, รถเกราะล้อยาง BTR-152 จากรัสเซีย และรถเกราะล้อยาง OT-64 จากโปแลนด์

และยังมีปืนใหญ่ ปืนต่อสู้อากาศยาน จรวดต่อสู้อากาศยาน

ส่วนกองทัพเรือเป็นกองทัพเรือใกล้ฝั่ง (Green Navy) โดยกัมพูชามีเรือตรวจการณ์ลำน้ำจำนวน 2 ลำ และเรือเร็วโจมตี (ปืน) อีก 2 ลำ

ส่วน...กองทัพ อากาศ กัมพูชามีฐานบินอยู่สองฐาน ฐานทัพอากาศพระตะบอง และฐานทัพอากาศพนมเปญ แต่มีเครื่องบินประจำการที่ฐานทัพอากาศพนมเปญเพียงที่เดียว

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธสายพิราบผู้นี้ ยังคงยืนยันเหมือนเช่นเคยว่า ยังไม่เห็นประโยชน์อันใดที่จะทำสงครามกับกัมพูชา

เพราะ ถ้าเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ ก็หมายถึงว่า...เราไม่ยอมใช้พลังอำนาจที่เหนือกว่าทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและ แสนยานุภาพทางทหาร ซึ่งสมควรจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการทูตในการเจรจา เพื่อไม่ให้นำไปสู่สงคราม

ที่สำคัญถ้าเกิดสงครามนั่นหมาย ถึงว่า...เราล้มเหลวทางการทูตและการเจรจาอย่างสิ้นเชิง และน่าจะเป็นความล้มเหลวครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์.

โหวตข่าวนี้