advertisement

'ชวน'ฝังใจคำพูด'สดศรี' ต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2553 14:24

ทีมกฎหมายปชป.นัดหารือสู้คดียุบพรรคกรณีรับเงินบริจาค จำนวน258ล้านบาท "ชวน" รับยังไม่ได้หารือแนวทางการต่อสู้ หลังศาล รธน.นัดพร้อมวันที่ 9 ธ.ค.นี้ ชมทนาย "บัณฑิต ศิริพันธ์" ทำงานหนัก จำฝังใจคำพูด "สดศรี" ต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ ชี้เห็นใจ ศาล รธน.เหยื่อนักวิเคราะห์ วิจารณ์...

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 ธ.ค. มีการประชุมคณะทำงานฝ่ายกฏหมายเพื่อต่อสู้ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือเกี่ยวกับคำวินิจฉัยขององค์คณะตุลาการศาลรัฐะรรมนูญที่ได้ออกคำวินิจฉัยกลางชี้แจงต่อสังคม กรณีที่ชี้ขาดว่าคำร้องของ กกต.ที่ขอให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ครบองค์ประกอบตามกฏหมาย โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฏหมายฯ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม มีคณะทำงานต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความผู้รับผิดชอบคดี นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษา นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สัดส่วน นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก

นายชวน ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมถึงการเตรียมความพร้อมในการต่อสู้คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ของบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ว่า เรื่องดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญจะมีการนัดพร้อมคดีในวันที่ 9 ธ.ค. ซึ่งวันพรุ่งนี้ (3 ธ.ค.) ตนจะไม่อยู่ จึงมีการนัดประชุมในวันนี้ก่อน ส่วนประเด็นที่จะหารือนั้น ยังไม่ได้มีการคุยกัน ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะให้นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค เป็นหัวหน้าทีมกฎหมายในการต่อสู้คดีแทนนั้น เพราะตั้งแต่ตอนอภิปรายเรื่องแก้รัฐธรรมนูญที่อดนอน ท่านอื่นอภิปรายเสร็จ แต่เราต้องมาอ่านสำนวนคดีต่อ ไม่ได้พักผ่อนก็สะสมมา สำหรับนายบัญญัติที่จริงก็ช่วยอยู่แล้ว ทุกคนในคณะทำงานก็ช่วยกันเต็มที่ แต่เรื่องดังกล่าวก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยอะไร ซึ่งคนที่ทำงานหนักมากจริงๆ คือ นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความผู้รับผิดชอบคดี เพราะต้องเขียนคำร่างแถลงการณ์ปิดคดีทั้ง 172 หน้า พวกเราแค่ช่วยกันดูความสมบูรณ์ 

เมื่อถามถึงกระแสการกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ลาออก เพื่อรับผิดชอบต่อคดีเงินสนับสนุนพรรคการเมือง จำนวน 29 ล้านบาท นายชวน กล่าวว่า กลายเรื่องปกติของสังคมไปแล้วคนที่ไม่ได้ดั่งใจก็กดดันเรียกร้อง แต่ว่าอย่างไรก็ต้องให้กำลังใจสถาบัน ไม่ว่า กกต. หรือศาลรัฐธรรมนูญ เพราะว่าองค์กรเหล่านี้ ไม่มีหลัก บ้านเมืองจะมีปัญหาแน่ และแรงกดดันที่น่าเห็นใจก็คือ ศาล ฉะนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้รับผลกระทบมาก หากไม่ยุบก็กลายเป็น 2 มาตรฐาน ตนเป็นคนแรกที่เตือนว่า อย่าเพิ่งไปวิเคราะห์ หรือวิเคราะห์ได้ แต่อย่าเพิ่งไปตัดสินว่า ยุบแน่ หรือไม่ยุบแน่ เพราะผลที่ออกมาจะทำให้มีปัญหา คือ คนที่บอกยุบแน่ ก็มีปัญหาคือ ยอมรับสภาพตัวเองไม่ได้ ก็ออกมาพูดหรืออกมาทำในลักษณะต่อต้านตุลาการ และมาแนะนำสอนตุลาการ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลก ตุลาการทำงานมา 30-40 ปี มีความชำนาญและเชี่ยวชาญ คนอื่นไปทำอย่างท่านไม่ได้ แต่คนที่ไม่เคยทำ แต่กลับไปสอน ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูก

"คดีนี้ไม่ใช่ว่าใครทำอะไรก็ได้ จะสืบพยานกี่ปากก็ได้ จะอะไรก็ได้ เพราะมีกติกากำหนดไว้ว่า ตุลาการจะดำเนินการอะไรต้องเป็นไปตามวิธีพิจารณาของตุลาการ และยังมีการระบุว่าถ้าวิธีพิจารณาไม่เชียนไว้ ให้ใช้วิธีพิจารณาความแพ่ง เพราะฉะนั้น ตุลาการไม่ใช่มีอิสระที่ทำอะไรตามอำเภอใจได้ แต่ภายใต้ความกดดันศาลก็ยังรักษาหลักไว้ตลอดเวลา" นายชวน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในคดี 29 ล้านบาทจะส่งผลต่อคดีใหม่ 258 ล้านบาทหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ยังไม่ทราบต้องทำอะไรบ้าง เพราะยังไม่มีการนัดพร้อม เมื่อถามย้ำว่า นางสดศรี สัตยธรรม กกต. จะขอยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญใหม่ต่อกรณี 29 ล้านบาท ทำได้หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ก็มีสิทธิ์ทำอะไรได้ตามกฎหมายก็ทำไป ไม่มีปัญหาอะไร และอย่าไปวิจารณ์ เพราะนางสดศรีก็เคยพูดในสมัยที่มีแรงกดดันมากๆ ก็พูดว่า ต้องตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์เลย ตนจำได้ เพราะฉะนั้น ต้องดูว่าให้ความเห็นในรายละเอียดเป็นอย่างไร จะสรุปทีเดียวโดยไม่รู้ความเห็นคืออะไร ไม่ได้ จึงไม่อยากวิจารณ์ ปล่อยให้องค์กรทั้งหลายเป็นอิสระ

ทั้งนี้ กลุ่มที่จะมาชุมนุม แม้นางสดศรี ไม่พูดเขาก็มาอยู่แล้ว เพียงแต่คำพูดนี้ถูกใช้เป็นเงื่อนไขให้คนเหล่านั้นไปอ้างต่อเท่านั้น ส่วนที่จะฟื้นคดีขึ้นมาใหม่เพราะแรงกดดันนั้น ตนไม่ทราบ เมื่อถามต่อว่า ควรจะมีบทบัญญัติเพื่อให้ความคุ้มครองต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะศาลนี้ไม่มีบทเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาล นายชวน กล่าวว่า ตนไม่ทราบในตอนนั้น ปกติแล้วการวิจารณ์การพิพากษาศาล หากไม่เสียหายอะไร หากเป็นไปในทางที่สร้างสรรค์ และทำให้เกิดความแตกฉานในความรู้ แต่ที่ตนดูมาไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะมีความพยายามกล่าวหาว่า ศาลช่วยพรรคประชาธิปัตย์ ศาล 2 มาตรฐาน ซึ่งมันไม่จริง และควรจะจบไปตั้งนาน ถ้าไม่มีแรงกดดัน ตั้งแต่ กกต.มีความเห็นแต่ครั้งแรกในวันที่ 17 ธ.ค. 2552 ว่า พรรคไม่มีความผิดทั้ง 2 ข้อหา แต่ความจริงคือ มีแรงกดดันสูงจนกระทั่งทำให้มีปัญหาไปหมด เมื่อถามย้ำว่า ควรจะมีบทบัญญัติในการคุ้มครองศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ตนเข้าใจว่า มีการคิดในขณะนั้นว่า เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เหมือนศาลปกครองสูงสุดหรือศาลยุติธรรม เพราะฉะนั้น เรื่องดังกล่าวก็เว้นไป เลยเป็นเหยื่อของนักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ไป ซึ่งเรื่องนี้ต้องดูความคิดของตุลาการ เรื่องนี้จึงต้องเริ่มที่ตุลาการ

ส่วนกรณีนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีคนรอบข้างเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับศาลจนเกิดข้อกังขา และในฐานะที่จบเนติบัณฑิต รวมถึงเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี มีความคิดว่าอย่างไร นายชวน กล่าวติดตลกว่า "จบเนฯ ก็อย่าไปสอนเนฯ".

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement