advertisement

MOUปี43เป็นคุณ นายกฯยัน ป้องกันเขมรรุกคืบ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ส.ค. 2553 11:24

นายกฯ แจงกรณีปราสาทพระวิหาร พร้อม ขอบคุณคนไทย หวงแหนอธิปไตย วอนอย่าทะเลาะกัน ยัน เอ็มโอยู ปี 2543 เป็นคุณ ป้องกันไม่ให้ประเทศกัมพูชารุกคืบเข้ามา ย้ำ เขตแดนยึดสันปันน้ำ...

วันนี้ (1 ส.ค.) เวลา 09.00 น. ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" เป็นครั้งที่ 79 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยว่า ความสนใจตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือปัญหาในเรื่องของปราสาทพระวิหาร และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกที่บราซิล ซึ่งได้มีการหยิบยกเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาจากการผลักดันของทางฝ่าย กัมพูชา สิ่งแรกที่อยากจะเรียนคือว่าเบื้องต้นอยากจะขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ทุกคน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่ในช่วงที่ผ่านมา ได้แสดงความหวงแหนในเรื่องของอธิปไตย ในเรื่องของดินแดนของเรา การแสดงออกในการที่จะปกป้องผืนแผ่นดินไทยนั้น เป็นสิ่งที่มีความหมาย มีความสำคัญ ไม่เพียงเฉพาะในแง่ของการที่จะย้ำเตือนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลเอง หรือพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วไป ได้ เห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้  พร้อม ๆ กันไปนั้นก็ต้องบอกว่าการเคลื่อนไหวต่าง ๆ นั้นอยู่ในสายตาของชาวโลกและองค์กรระหว่างประเทศ  ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้เกิดความเข้าใจว่ามุมมองของพี่น้องประชาชนคนไทย และประเทศไทยต่อปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร และ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าทำให้การประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกในปีนี้ จึงต้องตัดสินใจในการเลื่อนการพิจารณาข้อเสนอของทางกัมพูชาในการที่จะมีการ จัดทำแผนบริหารในเรื่องของพื้นที่รอบ ๆ ปราสาทพระวิหาร ตามแนวทางของการบริหารจัดการสิ่งที่เป็นมรดกโลก

แม้ว่าเราสามารถที่จะทำให้คณะกรรมการ มรดกโลกรับฟังความเห็นของเราในการเลื่อนการพิจารณาเรื่องนี้ออกไป 1 ปี แต่ยังมีความสับสน และที่สำคัญบางครั้งความสับสนนั้นก็นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งกันภายในประเทศเอง ตนไม่สบายใจคือว่าบางทีนำไปสู่การกล่าวหากันไปกันมา และการขัดแย้งกันเอง หรือการมาพูดจาแสดงความคิดเห็นกันที่ขัดแย้งกันเองในฝ่ายเรา จะไปเป็นประโยชน์กับทางฝ่ายกัมพูชาเปล่า ๆ  เพราะฉะนั้นมีอะไร ความจริงพยายามที่จะได้จัดเวทีพูดคุยกันในลักษณะที่ไม่กระทบ กระเทือนการดำเนินการของรัฐบาลในการที่จะปกป้องอธิปไตยและดินแดนของเรา  

คงต้องเริ่มต้นว่าเรื่องนี้ความจริงแล้วก็เป็นปัญหามาอย่างรุนแรง ในช่วงปี 2551 สืบเนื่องมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้หลายสิบปี คือวันที่มีการนำเรื่องนี้ขึ้นไปสู่ศาลโลก ตั้งแต่ปี 2505 ในขณะนั้นเป็นเรื่องที่ทางขัดแย้งนี้ทางกัมพูชาไปร้องให้ศาลโลกชี้ว่า ปราสาทพระวิหารรวมทั้งเรื่องของการใช้แผนที่และมีเขตแดน ซึ่งทางฝรั่งเศสได้จัดทำขึ้นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แผนที่ถูกต้อง และชี้ให้ปราสาทเป็นของทางกัมพูชา ไทยก็ต่อสู้ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่จะต้องยึดถือในการกำหนดเขตแดนคือสันปันน้ำ ตามสนธิสัญญาที่ไทยได้ทำไว้กับฝรั่งเศส ส่วนตัวแผนที่นั้นไทยได้ต่อสู้มาตลอดว่าไม่ได้เป็นแผนที่ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงาน ได้รับการรับรองโดยคณะกรรมาธิการร่วม ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามสนธิสัญญา  ในที่สุดศาลโลกพิพากษาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวปราสาทพระวิหาร ว่าอยู่ในดินแดนของกัมพูชา แต่ว่าไม่ได้ชี้ว่าเขตแดนอยู่ตรงไหน และไม่ได้ชี้ว่าแผนที่ที่ทางกัมพูชาอ้างแนบท้ายคำฟ้องไปนั้น เป็นแผนที่ที่ถูกต้อง 

เพราะฉะนั้นจุดยืนของรัฐบาลไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดยืนของมาตั้งแต่ช่วงที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านจนถึงปัจจุบัน จึงยึดหลักอยู่ตรงนี้ว่าสำหรับประเทศไทยแล้วเราถือว่าเขตแดนถูกกำหนดโดยสนธิสัญญา ซึ่งคือสันปันน้ำ พูดตามความเป็นจริงก็คือจุดที่เราสามารถจที่ะไปแบ่งแยกได้  โดยฝนตกลงมาหรือหยุดน้ำลงไป  ถ้าไหลไปทางทิศไหนก็เป็นของฝ่ายนั้น เพราะฉะนั้นพูดง่าย ๆ เหมือนกับเป็นจุดสูงสุด เป็นสันเขา หรือ จุดที่สูงสุดในพื้นที่บริเวณนั้น  ส่วนแผนที่ที่มีการจัดทำ เป็นเพียงวิธีการในการที่จะค้นพบและนำมาแปลงลงไปสู่กระดาษนั่นเองว่าสันปัน น้ำนั้นอยู่ตรงไหน เราก็ไม่ได้ยอมรับ ว่าแผนที่ที่จัดทำโดยฝรั่งเศสในขณะนั้นเป็นแผนที่ที่ถูกต้องและกำหนดเขตแดน ซึ่งปัญหานี้ก็คาราคาซังมาสืบเนื่องมาจากคำพิพากษาของศาลโลก ว่าที่สุดแล้วจะตกลงกันว่าเขตแดนอยู่ตรงไหนอย่างไร กัมพูชาก็พยายามที่จะยึดถือมาตลอดว่าแผนที่นี้เป็นตัวกำหนดเขตแดน ส่วนทางฝ่ายไทยนั้นก็ถือว่าต้องยึดตามสนธิสัญญาเป็นหลัก

หลังจากคำพิพากษาศาลโลก ซึ่งไทยสงวนสิทธิ์ว่า หากวันข้างหน้ามีข้อมูล อะไรที่บ่งบอกถึงความคลาดเคลื่อนของคำพิพากษาก็สงวนสิทธิ์ที่จะขึ้นไปโต้แย้งใหม่ พื้นที่ในบริเวณนั้นไม่ได้มีปัญหามากนักในช่วงแรก  เพราะว่าเหตุการณ์ในกัมพูชาเองไม่สงบ มีการสู้รบ มีการเข้าไปยึดของเขมรหลายฝ่ายที่ต่อสู้และรุกล้ำกันเข้ามา ข้ามเขตแดนกันไปกันมาอยู่ตลอดเวลา

จนกระทั่งประมาณช่วง 2540 กว่า ๆ เป็นต้นมา เหตุการณ์ในกัมพูชาสงบลง หลังจากนั้นมีความพยายามในการที่จะเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนทั้งสองฝั่ง หรือจากทั่วโลกสามารถเข้าไปเยี่ยมชมปราสาทพระวิหารได้  ก็เกิดปัญหาตรงที่ว่าการจัดทำหลักเขตแดนหรือมุมมองของเขตแดนของสองประเทศไม่ตรงกัน จึงจัดทำสิ่งที่เรียกว่าบันทึกความเข้าใจขึ้นหรือเอ็มโอยู เมื่อปี 2543 เอ็มโอยูนี้ มีหลักง่าย ๆ ว่าจะต้องเอาปัญหาข้อขัดแย้งทั้งหมดไปดำเนินการในการจัดทำหลักเขตแดน ผ่านคณะกรรมาธิการร่วม  ก็ได้มีการบ่งบอกลงไปว่าเราจะยึดถืออะไรเป็นหลัก จะเป็น 1.เรื่องของตัวสนธิสัญญา 2. บรรดาแผนที่ซึ่งเป็นแผนที่ที่จัดทำและเป็นผลงานของคณะกรรมาธิการร่วมและ เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันกันว่าในระหว่างที่ยังไม่สามารถที่จะมาจัดทำหลักเขตแดนตาม เจตนารมณ์ตรงนี้ได้ ต้องไม่มีการเข้าไปดำเนินการในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาอยู่ เมื่อมีข้อตกลงเช่นนี้ตนอยากจะย้ำว่ามีการพยายามที่จะปฏิบัติกันมา แต่ก็ ปรากฏว่าตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา หลายครั้งก็มีการละเมิดข้อตกลงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีความพยายามในการที่จะมาเข้ามาจัดตั้งชุมชน หรือ ขายของ ค้าขายกัน  ซึ่งรัฐบาลไทยต้องมีหน้าที่ในการทำการประท้วงโดยอาศัยข้อตกลงฉบับดัง กล่าว พร้อม ๆ กันไปนั้นคณะกรรมาธิการเขตแดน (เจบีซี) ก็จะต้องมาดำเนินการในการจัดทำหลักเขตแดน ก็มีการทำงานกันไป แต่ก็มีความคืบหน้าค่อนข้างที่จะช้าและน้อยมาก

ทีนี้ปัญหาก็มาเกิดขึ้นในรอบต่อมา  ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญคือว่าทางกัมพูชาเองก็ใช้วิธีการในการที่จะไปขอขึ้น ทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก การไปขอขึ้นทะเบียนนี้ผลที่ตามมาก็คือว่าพื้นที่ใดก็ตามซึ่งเป็นมรดกโลก ทางคณะกรรมการมรดกโลกจะมากำหนดแนวทางวิธีการในการบริหารจัดการพื้นที่ เพื่อให้เขาเกิดความมั่นใจว่าจะสามารถอนุรักษ์ในเรื่องของตัวมรดกโลกในทาง วัฒนธรรม และ มีการบริหารจัดการพื้นที่ในลักษณะที่จะไม่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมลงไป ซึ่งมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับว่า การบริหารจัดการพื้นที่นั้นคงจะไม่ทำเฉพาะตัวอาคารหรือจุดที่เป็นมรดกโลก แต่จะต้องมีพื้นที่กันชนพื้นที่บริเวณรอบ ๆ ซึ่งเขาจะต้องเข้ามาดูแล และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีของปราสาทพระวิหารก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าทางขึ้นไปที่สะดวกที่สุดอย่างไรเสียก็อยู่ในดินแดนของไทย ตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้รัฐบาลไทยต้องคัดค้านการไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดก โลกของกัมพูชาฝ่ายเดียว และพยายามที่จะผลักดันให้มีการขึ้นเป็นลักษณะของมรดกโลกที่เป็นมรดกโลกข้าม เขตแดนหรือเป็นมรดกโลกร่วมกันของสองประเทศ 

ปัญหาไป เกิดขึ้นช่วงปี 2551 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปดำเนินการออกแถลงการณ์ร่วมเสมือนเป็นการยอมรับให้ทางกัมพูชาสามารถเดิน หน้าในการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวได้  ตรงนี้ในช่วงที่ตนเป็นผู้นำฝ่ายค้าน จึงได้แสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจน ว่าถ้าไปทำเช่นนั้นจะเป็นปัญหา และก็นำไปสู่การที่กัมพูชาจะเอาแผนที่ แผนผังทั้งหลายยื่นเข้าไป ให้ประชาคมระหว่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศรับรอง แม้ว่าองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก หรือมรดกโลก จะไปบอกว่า การทำเรื่องนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดนก็ตาม แต่เราต้องมีบทเรียนจากกรณีของคำพิพากษาของศาลโลก ที่มีการอ้างว่าเวลาที่มีการยอมรับเรื่องหนึ่งเรื่องใดแล้ว ก็อ้างหลักว่ากฎหมายมาปิดปาก ไม่ให้เราไปต่อสู้ได้  ปี 2551 จึงถือว่าเป็นจุดที่ทำให้เกิดความเสียเปรียบเป็นอย่างยิ่งเลยครับ  เพราะว่าแม้ว่าตอนหลังเราจะมีการยกเลิกแถลงการณ์ร่วม และ ศาลก็ตัดสินว่าเป็นโมฆะ และเราก็แจ้งไปทางกัมพูชาก็ตาม  แต่การดำเนินการในขณะนั้นก็เป็นผลให้ทางกรรมการมรดกโลกรับรองมติที่กัมพูชา เสนอขึ้นไป จากนั้นมา ก็เป็นปัญหาที่กัมพูชาจะต้องไปทำแผนบริหารจัดการที่เป็นรายละเอียด มากยิ่งขึ้น  ตรงนี้เป็นจุดที่รัฐบาลนี้เข้ามา แล้วพยายามที่จะสกัดกั้นเพื่อไม่ให้ปัญหานี้มันลุกลาม และ มากระทบกับเรื่องของเขตแดนของเรา  ปี 2552 ปีที่แล้วเราประสบความสำเร็จในการที่จะไม่ให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ และเลื่อนมา ๆ เป็นปีนี้  

และตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ได้พยายามพูดหลายโอกาส แต่หลายคนก็อาจจะลืมไปว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ไปดำเนินการล็อบบี้ทำความเข้าใจคัดค้านอยู่ตลอดเวลาว่า การเดินหน้าของกัมพูชา การเดินหน้าของกรรมการมรดกโลก มีแต่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง มีแต่จะทำให้เกิดความรุนแรง และ จะนำไปสู่ปัญหาในเชิงข้อกฎหมาย และ จะมีผลกระทบกับอธิปไตยของประเทศไทยมาโดยตลอด เราได้ย้ำว่า เจตนารมณ์ของมรดกโลกนั้นทำขึ้นมา เพื่อส่งเสริมสันติภาพ  เพื่อส่งเสริมในเรื่องของการเอาวัฒนธรรมเป็นตัวนำในการส่งเสริมสันติภาพ  แต่ว่านับตั้งแต่ที่กัมพูชาผลักดันเรื่องนี้ขึ้นมาฝ่ายเดียว ปรากฏว่าจากเดิมประชาชนทั้งสองฝั่งไปเที่ยวในบริเวณดังกล่าวได้  ไม่มีการสู้รบกัน กลายเป็นว่าหลังจากนั้นมา คนไปเที่ยวไม่ได้ และก็ยังมีการปะทะกันถึงขั้นมีการสูญเสียมาแล้ว

อย่างไร ก็ตามเป็นธรรมดา กัมพูชาพยายามผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลก็พยายามล็อบบี้ และตนได้ให้ทางรัฐมนตรีสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นหัวหน้าคณะในการที่จะไปต่อสู้เรื่องนี้  ซึ่งรัฐมนตรีสุวิทย์ก็เดินสายตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะไปประชุมที่บราซิล เช่นเดียวกัน แต่ปรากฏว่าก่อนหน้าที่จะไปประชุมที่บราซิลนั้น เอกสารต่าง ๆ ที่กัมพูชาจะต้องเสนอต่อที่ประชุม ก็ไม่มีการนำเสนอ จึงทำให้ไม่มีเอกสารที่เปิดเผยมายังกรรมการมรดกโลก รวมทั้งฝ่ายไทยด้วย  ว่ากัมพูชานั้นจะเสนออะไร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากพอสมควร เพราะว่าทำให้การคัดค้านทำได้ยาก

ในที่สุด หลังมีการเจรจาหลายรอบ ในที่สุด มติที่ออกมาคือคณะกรรมการเพียงแต่ยอมรับข้อเสนอนี้เพียงแต่กัมพูชายื่นเอกสารไปถึงสำนักงานแล้วแต่ยังไม่พิจารณาแต่จะไปพิจารณาปีหน้า เพราะฉะนั้นเราประสบความสำเร็จในการสกัดกั้น ไม่ให้กัมพูชาใช้วิธีนี้ รุกคืบเข้ามา เพื่อจะนำไปสู่การอ้างสิทธิ์ รอบๆ ปราสาท และอาจจมีผลต่อไปในอนาคต และกระทบอธิปไตยและดินแดนของเรา 1 ปีข้างหน้า ต้องทำงานหนัก แต่จะง่ายขึ้นเพราะเราได้เห็นเอกสารของกัมพูชา เราจะมีเวลา 1 ปีในการลงรายละเอียดและทักท้วง ว่าสิ่งที่กัมพูชาทำจะสร้างความเสียหาย หรือกระทบสิทธิของเราอย่างไร

ขณะเดียวกันในพื้นที่ที่ยังมีการวางกำลัง จะดำเนินการรักษาสิทธิหลายวิธีการซึ่งเริ่มโดยการทูต เพราะฉะนั้นยืนยันว่ารัฐบาลดำเนินการทั้งหมดเป็นการปกป้องอธิปไตยดินแดน แต่วิธีการต้องการนำไปสู่การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

แต่อาจมีการไม่เข้าใจกล่าวหาว่าตนเปลี่ยนแปลงจุดยืน ยืนยันว่าไม่มี แถลงการณ์ร่วมได้เดินหน้ายกเลิกไป ไม่มีการรับรอง และนับตั้งแต่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน มีการพยายามหยิบยกว่า เอ็มโอยูเป็นปัญหาหรือไม่ ตั้งแต่วันที่ตนเป็นฝ่ายค้าน ก็บอกว่าเอ็มโอยูปี 2543 ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะไม่ได้ยอมรับเรื่องแผนที่่ว่าถูกต้องในการกำหนดเขตแดนของไทย ตรงกันข้าม เอ็มโอยูตัวนี้ เป็นตัวที่ทำให้กัมพูชา ยังไม่สามารถใช้แผนที่ที่เขาต้องการใช้ไปอ้างกับกรรมการมรดกโลก และวันนี้พิสูจน์แล้ว เพราะเอกสารที่กัมพูชายื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลก ในปีนี้ กัมพูชายอมรับเองว่าไม่สามารถจัดส่งแผนที่ที่สมบูรณ์ได้ เพราะต้องรอกระบวนการจัดทำหลักเขตแดน โดยเจบีซี ซึ่งเป็นกลไกตามเอ็มโอยู 2543

หากเอ็มโอยู 2543 ได้ยอมรับตัวแผนที่กัมพูชาจะต้องอ้างว่า แผนที่ได้ตกลงกับไทยแล้วและยื่นต่อกรรมการมรดกโลกแน่ เพราะเป็นคุณกับเขา แต่เขาทำไม่ได้ เพราะเอ็มโอยูไม่ได้บอกอย่างนั้นที่ทำได้ แผนที่จะยื่นได้ต่อเมื่อมีการจัดทำแผนที่หลักเขตแดนเรียบร้อยแล้ว หลักเขตแดนของเรียนว่า รัฐบาลไทยทำตามใจชอบไม่ได้ และยึดหลักตามสนธิสัญญา และรัฐบาล การทำหลักเขตแดน รัฐบาลทำเองไม่ได้ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วย

ทีนี้มีความสับสนอีกว่า การอ้างว่ามีเอ็มโอยู แปลว่าเรายอมรับว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน รัฐบาลเราไม่เคยยอมรับว่ามีพื้นที่ทับซ้อน มีแต่บอกว่า ยึดตามหลักสันปันน้ำ ถ้ามีการทำแผนที่ต้องมีการจัดทำตามสันปันน้ำ เพราะฉะนั้น ไม่มีการเปลี่ยนจุดยืน และประเทศไทยได้รักษาสิทธิ์ไว้ การทำงานในพื้นที่เพื่อไม่ให้รุกล้ำ ก็ต้องดำเนินการต่อไป

เราอาจจะเห็นต่างกันแต่มีจุดหมายเดียวกัน คือรักษาประโยชน์ประเทศ อธิปไตย อยากย้ำว่า  อย่ากล่าวหากันหรือทะเลาะกัน แต่ยืนยันได้ว่า เหตุการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา การสกัดกั้นต่างๆ น่าจะยืนยันได้ว่า เอ็มโอยูปี 2543 เป็นคุณในการสกัดกั้นไม่ให้กัมพูชารุกคืบได้

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement