advertisement

ข่าวเด่น แห่งทวีปแอฟริกา ปี 2013

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2556 13:00

"ทวีปแอฟริกา" เป็นที่ทวีปที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก มีประชากรมากกว่า 1,000 ล้านคน โดยทวีปแห่งนี้มีความสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และความแตกต่างไม่แพ้ทวีปอื่นๆ โดยตลอดปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นที่ทวีปนี้ ซึ่ง "ไทยรัฐ" ไม่พลาดที่เรียงร้อยนำเสนอ 5 ข่าวเด่นแห่งปีของทวีปแห่งนี้ 

อันดับ 1 "แด่เนลสันผู้จากไป"

 

เริ่มต้นที่ข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของ นายเนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษระดับโลก ที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของแอฟริกาใต้และประวัติศาสตร์ของโลก ให้มนุษยชาติได้เข้าใจความต่างของสีผิว, ชนชั้น, เชื้อชาติ และศาสนา ซึ่งล้วนแต่มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนคนนั้นจะอยู่ที่ไหนบนโลกก็ตาม เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556 นายเนลสัน แมนเดลา ในวัย 95 ปี ถึงแก่อสัญกรรม จากภาวะติดเชื้อในปอด ภายหลังใช้เวลารักษาตัวมาหลายปี และอยู่ในช่วงวิกฤติตั้งแต่กลางปี พ.ศ.2556 ที่ผ่านมา

ทันทีที่มีการประกาศข่าวไปทั่วโลก เหล่าผู้นำและบุคคลสำคัญจากนานาประเทศ ต่างเดินทางไปร่วมไว้อาลัยรัฐพิธี ที่แอฟริกาใต้ ในวันที่ 10 ธันวาคม ที่สนามฟุตบอลเอฟเอ็นบี นครโจฮันเนสเบิร์ก ไม่ว่าจะเป็น นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ, นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ, นายราอูล คาสโตร ผู้นำคิวบา, ดิลมา รูสเซฟฟ์ ประธานาธิบดีบราซิล, เดสมอนด์ ตูตู และพิธีกรหญิงชื่อดัง โอปราห์ วินฟรีย์ เป็นต้น

จากนั้น เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ได้มีการเคลื่อนย้ายศพนายเนลสันไปยังเมืองคูนู จังหวัดอีสเทิร์นเคป ซึ่งเป็นบ้านเกิดในวัยเด็กของ นายเนลสัน เพื่อไปทำพิธีศพ และฝังศพในสุสานประจำตระกูล เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 โดยตลอด 10 วันที่ผ่านมา ประชาชนแอฟริกาใต้ต่างพร้อมใจกันจัดพิธีร่วมไว้อาลัยการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้

อันดับ 2 "อียิปต์ปฏิวัติไม่สิ้นสุด"

 

ตั้งแต่ปฏิวัติอาหรับสปริง ในปี พ.ศ. 2554 จนถึงทุกวันนี้ อียิปต์ยังคงไม่มีประชาธิปไตยตามที่ถวิลหา สถานการณ์บ้านเมืองถูกควบคุมสถานการณ์ และแช่แข็งโดยรัฐบาลทหาร ที่เข้ามาเริ่มต้นบทบาทการปราบจลาจลระหว่างผู้สนับสนุน นายมอร์ซี และผู้ต่อต้านนายมอร์ซี ที่ออกมาทำสงครามกลางเมือง จนมีประชาชนเสียชีวิตในปี พ.ศ.2556 ทั้งหมด 278 ราย และบาดเจ็บ 2,000 รายทั่วประเทศ และประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างนายโมฮัมหมัด มอร์ซี ถูกขับออกจากตำแหน่ง

สถานการณ์ในอียิปต์ปีนี้ เริ่มต้นต่อเนื่องจากการเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2555 แล้ว หลังประชาชนบางส่วน ไม่พอใจการทำหน้าที่ของ นายมอร์ซี ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกในรอบ 32 ปีของอียิปต์ ซึ่งมีนโยบายแก้รัฐธรรมนูญ รวมถึงนำศาสนาอิสลามเข้ามาเป็นหลักยึดในการจัดระเบียบประเทศ โดยต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา กลุ่มอำนาจเก่าและประชาชนจำนวนมาก จับมือรวมตัวกันทั้งที่กรุงไคโรเมืองหลวง และจังหวัดต่างๆ เพื่อขับไล่นายมอร์ซี

จนกระทั่งก่อให้เกิดการปะทะ ที่มีการเคลื่อนไหวของฝั่งสนับสนุนรัฐ-ฝั่งต่อต้านรัฐ และระหว่างผู้ชุมนุมกับทหาร จนเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม รัฐบาลรักษาการ ที่นำทีมโดยกองทัพทหาร ก็ได้ประกาศเคอร์ฟิวใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ แม้ล่าสุด จะมีการยกเลิกเคอร์ฟิวใน 11 จังหวัดแล้ว แต่เมืองหลวง เมืองเศรษฐกิจ อย่างกรุงไคโร ยังมีรถถังของกองทัพออกมาลาดตระเวนอยู่ทุกวัน

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ประชาชนในอียิปต์ ต้องอยู่กับความหวาดระแวง ไม่สามารถออกจากบ้านได้เลย เพราะอาจตกเป็นเป้าหมายจากฝั่งใดฝั่งหนึ่งได้ทุกเมื่อ เช่นเดียวกับนักเรียน นักศึกษาไทย ที่ไปศึกษาในกรุงไคโร จำนวนมาก ต้องเดินทางออกจากอียิปต์ชั่วคราว โดยมีรัฐบาลประสานงาน นำเครื่องบินไปอพยพคนไทยกว่าพันคนกลับมา เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยงถึงชีวิต แม้นักศึกษาหลายคนจะอยู่ในช่วงการสอบ และกำลังจะจบการศึกษาก็ตาม

อันดับ 3 "ยึดห้างฆ่าโหด"

 

การจับตัวประกันและบุกยึดห้างสรรพสินค้าเวสท์เกท มอลล์ ห้างที่ทันสมัยที่สุดในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2556 เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปถึง 72 คน บาดเจ็บเกือบ 200 คน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกินเวลานานกว่า 3 วัน

ข่าวการบุกยึดห้างในเคนยา ถูกกระจายไปทั่วโลก เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556 ซึ่งในขณะนั้น ไม่มีใครประเมินได้เลยว่า เหตุการณ์จะร้ายแรงแค่ไหน และจุดประสงค์ของผู้ก่อเหตุคืออะไร มีเพียงคำพูดของผู้ที่สามารถหลบหนีออกมาได้ ที่ระบุว่า กลุ่มติดอาวุธใช้ปืนกราดยิงคนในห้างสรรพสินค้าอย่างโหดเหี้ยมและไร้ความปราณี ผู้ที่ไม่สามารถหลบหนีออกมาได้บางส่วน จะตกเป็นตัวประกันที่กลุ่มติดอาวุธใช้ต่อรองกับภาครัฐของเคนยา

หลังจากนั้นเหตุการณ์ล่วงเลยและกินเวลานานถึง 3 วัน เมื่อกลุ่มติดอาวุธไม่ยอมปล่อยตัวประกัน ทำให้กองกำลังรักษาความมั่นคงของเคนยา เปิดฉากปะทะโต้ตอบแบบข้ามวันข้ามคืน จนกระทั่งวันที่ 24 กันยายน 2556 กองกำลังรักษาความมั่นคงของเคนยา ได้เข้ากระชับพื้นที่ด้วยอาวุธหลายรูปแบบและบุกชิงตัวประกัน จนสามารถสังหารและจับกุมผู้ก่อเหตุได้ในที่สุด โดยกองกำลัง โซมาเลีย อัลชาบับ ออกมาอ้างว่า อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากความแค้นที่กองทัพเคนยา ก่อเหตุกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธในโซมาเลีย เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2556

แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมาหลายเดือนแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชาวเคนยา และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ลืมความสะเทือนขวัญได้เลย เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้ นับเป็นเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรอบ 25 ปี ของประเทศเคนยา หลังจากเมื่อปี พ.ศ. 2541 มีการลอบวางระเบิดสถานทูตสหรัฐอเมริกา จนมีผู้เสียชีวิต 213 คน

อันดับ 4 "ปฏิบัติการกวาดล้าง โบโกฮารัม"

 

โบโกฮารัม เป็นชื่อกลุ่มติดอาวุธที่ร้ายกาจที่สุดในประเทศไนจีเรีย มีความหมายว่า "การศึกษาแบบตะวันตก คือ การลบหลู่ศาสนา" ซึ่งกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะทำสงครามกับชาวคริสเตียนและอารยธรรมตะวันตก ในประเทศในจีเรีย ให้สิ้นซาก โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ชาวไนจีเรียถูกฆ่าแบบไร้เหตุผลไม่ต่ำกว่า 4,000 คน จากฝีมือของกลุ่มโบโกฮารัม

ตลอดปี 2556 กลุ่มโบโกฮารัม อยู่เบื้องหลังความรุนแรงที่น่าสลดหดหู่ในประเทศในจีเรียหลายเหตุการณ์ โดยช่วงต้นปี กองทัพไนจีเรียได้กวาดล้างกลุ่มโบโกฮารัม ทำให้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม กลุ่มติดอาวุธโบโกฮารัม เปิดฉากฆ่าประชาชนรายเดือน เพื่อเป็นการแก้แค้นและตอบโต้ เป้าหมายส่วนใหญ่ คือ โรงเรียนที่มีการสอนแบบตะวันตก/โบสถ์ศาสนาคริสต์/ร้านเหล้าแหล่งอบายมุข/หน่วยงานภาครัฐที่มีการปกครองแบบตะวันตก และผู้ที่ไม่ได้นับถืออิสลาม

แม้กลุ่มโบโกฮารัมจะประกาศเป้าหมายที่ชัดเจน แต่การปะทะที่ขยายและบานปลาย ก็ทำให้ชาวมุสลิมได้รับลูกหลงและเสียชีวิตด้วยเช่นกัน จนดูเหมือนว่าไม่ใช่สงครามระหว่างศาสนาอีกแล้ว โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2556 นักเรียนในโรงเรียนประถม และอาจารย์ 42 คน ถูกฆ่าตายด้วยระเบิดและการกราดยิง/ประชาชนในสถานบันเทิงที่เมืองคาโน เสียชีวิต 35 ราย/เดือนกันยายน นักศึกษา 50 คน ถูกกราดยิงกลางดึกในหอพักของมหาวิทยาลัยในเมืองโปติสกุม/จนเมื่อปลายเดือนตุลาคม กองทัพไนจีเรียได้บุกสังหารกลุ่มติดอาวุธโบโกฮารัม ซึ่งกบดานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย โดยระบุยอดว่า สมาชิกโบโกฮารัม เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว 95 คน ซึ่งจากการคาดการณ์ของคนไนจีเรียทราบดีว่า เมื่อไหร่ที่กองทัพสังหารสมาชิกโบโกฮารัมได้ ความรุนแรงจะกลับมาก่อตัว และสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน

กลุ่มโบโกฮารัม ในประเทศไนจีเรีย ได้รับเงินสนับสนุนและอาวุธจากกลุ่มอัลกออิดะห์แห่งภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศชื่อ นายอาบูบาการ์ เชเกา หัวหน้ากลุ่มโบโกฮารัม เป็นผู้ก่อการร้ายสากล และตั้งค่าหัวไว้ถึง 210 ล้านบาท แม้ปัจจัยด้านศาสนาจะเป็นตัวกระตุ้นความรุนแรงที่เกิดขึ้น แต่หลายฝ่ายก็จับตามองประเด็นเรื่องการช่วงชิงอำนาจเหนือพื้นที่ผลิตน้ำมัน ซึ่งไนจีเรียเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของแอฟริกา

อันดับ 5 "ความหวังใหม่....ข้ามทะเลทรายซาฮารา"

 

แอลจีเรีย คือ ประเทศที่ผู้อพยพชาวไนเจอร์และชาวไนจีเรีย มุ่งหวังที่จะลี้ภัยเข้าเขตแดนมากที่สุด เพื่อใช้เป็นเส้นทางหลักในการลี้ภัยเข้าทวีปยุโรป และเพื่อตั้งรกรากแทนภูมิลำเนาเดิม เนื่องจากปัญหาหลัก อย่างความแร้นแค้นและการปะทะรายวัน ระหว่างกลุ่มติดอาวุธที่ใช้กฎหมู่ในการปกครอง ซึ่งสะสมและเกาะกินหลายประเทศในทวีปแอฟริกาใต้มานานหลายปี โดยเส้นทางที่นิยมลักลอบมากที่สุดคือ การข้ามทะเลทรายซาฮารา ทะเลทรายที่มีความร้อนและแห้งแล้ง ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกาและมีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก

วันที่ 30 ตุลาคม สำนักข่าวต่างประเทศหลักๆ ของโลก พร้อมใจเสนอภาพศพชาวไนเจอร์และชาวไนจีเรีย จำนวน 92 ราย ทั้งผู้หญิง, ผู้ชาย และเด็ก ที่เสียชีวิตกลางทะเลทรายซาฮารา เพราะขาดน้ำ หลังรถที่พาลักลอบเข้าแอลจีเรียอย่างผิดกฎหมายเกิดเสียกลางทาง ทำให้ผู้อพยพกลุ่มนี้ต้องเดินเท้าเพื่อไปให้ถึงที่หมาย เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้รอดชีวิตประมาณ 30 คน เจ้าหน้าที่ได้ช่วยเหลือและส่งกลับภูมิลำเนาเดิมทันที

แต่หลังจากนั้นเพียง 4 วัน เจ้าหน้าที่ก็สามารถจับกุมผู้อพยพชาวไนเจอร์และชาวไนจีเรียได้อีก 127 คน ขณะพยายามลักลอบข้ามทะเลทรายซาฮาราเพื่อไปแอลจีเรีย ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นานาชาติเริ่มหันมามองประเทศไนเจอร์ และประเทศไนจีเรียมากขึ้น ว่าเป็นเพราะเหตุใดประชาชนของทั้งสองประเทศ ถึงเลือกเส้นทางที่เสี่ยงตายอย่างการเดินทางข้ามทะเลทรายซาฮารา เพื่อหลบหนีจากภูมิลำเนาเดิม

สำหรับประเทศไนเจอร์ เป็น 1 ใน 10 ประเทศ ที่ยากจนที่สุดในโลก เนื่องจากความแห้งแล้งเป็นหลัก ฝนตกเว้นช่วงนาน จนทำให้คนในประเทศนี้ไม่สามารถทำการเกษตรเพื่อหาเลี้ยงตัว หรือค้าขายได้เลย อีกทั้งเป็นประเทศที่ห่างไกล ประชาชนขาดการศึกษา จึงไม่ก่อให้เกิดการลงทุนทางธุรกิจ ประชาชนไม่มีอาชีพ อาชีพที่เติบโตที่สุดในไนเจอร์ คือ การประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย อย่างการลักลอบขนคนลี้ภัยข้ามทะเลทรายซาฮารา ซึ่งชาวไนเจอร์ที่จะใช้บริการ ต้องเสียเงินจำนวนมาก ส่วนประเทศไนจีเรีย ประชาชนหลายพันคน ต้องการหลบหนีจากการถูกสังหารของกลุ่มติดอาวุธโบโกฮารัม จนต้องเลือกเสี่ยงไปตายเอาดาบหน้ากลางทะเลทราย.

โหวตข่าวนี้